- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 167 ข้าพูดอะไรผิดหรือ?
บทที่ 167 ข้าพูดอะไรผิดหรือ?
บทที่ 167 ข้าพูดอะไรผิดหรือ?
บทที่ 167 ข้าพูดอะไรผิดหรือ?
พวกเขาเดินทอดน่องอยู่บนเส้นทางเล็ก ๆ ในป่าลึกแห่งไท่ซ่างซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่อาณาเขตที่ปลอดภัยทำให้มีทั้งทีมล่าสัตว์ ศิษย์ตระกูลต่าง ๆ และศิษย์จากขุมอำนาจอื่นมารวมตัวกันที่นี่เพื่อจัดทีมกับคนรู้จักแล้วค่อยเข้าไปพร้อมกัน
ผู้คนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอซึ่งเดินตามหลังเสี่ยวไป๋ออกมาจากป่าอย่างเชื่องช้า นี่มันอะไรกัน? ทั้งสองคนนี้ไปแช่เลือดในบ่อโลหิตมาหรือไร? ขนาดนี้ต้องฆ่าอสูรร้ายไปเท่าไรแล้ว?
“ไปซื้อเสื้อผ้ากันก่อนเถอะ” เสี่ยวไป๋กล่าว ขณะมองดูเสื้อผ้าของหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอที่ขาดวิ่นเปรอะไปด้วยเลือด ตลอดหกเดือนของการฝึก เสื้อผ้าที่พกมาต่างก็หมดสภาพไปหมดแล้ว
“ขอรับ” ทั้งสองยิ้มเผยฟันขาวกล่าวอย่างภาคภูมิใจกับผลของการฝึกฝนที่ผ่านมา
เนื่องจากสภาพเลอะเลือดของทั้งสองทำให้ทุกคนพากันหลีกทางโดยไม่ต้องขอเพราะต่างก็เข้าใจแล้วว่าคนกลุ่มนี้คือหมาป่าตัวจริงเสียงจริง
“พี่ใหญ่ทั้งหลาย ข้าขอถามหน่อย ป่าไท่ซ่างข้างในน่ากลัวหรือไม่?” เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูขี้อายและหวาดกล้า ถามขึ้นด้วยความพยายามรวบรวมความกล้า
“ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย เจ้าดูเราสิ ยังยืนดีเดินดีอยู่เลยไม่ใช่หรือ?” เสี่ยวไป๋ยิ้มโชว์ฟันตอบกลับ เด็กน้อยคนนี้ดูอายุไม่เกินสิบขวบ ชัดเจนว่าเป็นการฝึกภาคสนามครั้งแรก เสี่ยวไป๋เห็นเช่นนั้นก็พูดให้เบาลงเพื่อบรรเทาความตึงเครียด รู้สึกว่าตัวเองนี่ช่างใจดีเสียนี่กระไร เป็นเทวดาในคราบมนุษย์ชัด ๆ
แต่เด็กคนนั้นพอเห็นหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอที่เปรอะไปด้วยเลือดตั้งแต่หัวจรดเท้า ตาก็เบิกกว้างทันที
“เจ้าหลอกข้า” แล้ววิ่งหนีไปทั้งน้ำตา
เหล่าผู้ติดตามของเขาต่างรีบวิ่งตามไปติด ๆ
“คุณชาย อย่าหนีนักเลย ที่จริงมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก”
“เอ๋อ…” เสี่ยวไป๋ชะงักไปเล็กน้อย ขณะมองดูเด็กชายวิ่งจากไปด้วยน้ำตาคลอเบ้า
“ข้าพูดอะไรผิดหรือ?”
“เจ้าพูดไม่เป็นก็อย่าพูดดีกว่า” เอ๋อร์โก่วกลอกตาใส่ พูดเสียไม่ดูสภาพข้างหลังตนเองเลย คนสองคนนั่นยังเปรอะเลือดสด ๆ อยู่เลยนะ
จบเรื่องขำขันเล็กน้อย พวกเขาก็เดินต่อเข้าเมือง
“เราควรจะเริ่มหาวิหารอสูรจากที่ไหนดี?” เสี่ยวไป๋เอามือไขว้หลังศีรษะ เดินทอดน่องพลางคิด จงโจวช่างกว้างใหญ่การจะตามหาวิหารอสูรในเขตนี้ด้วยพวกเขาไม่กี่คนมันยากเหลือเกิน
เขารู้สึกว่าจำเป็นต้องมีขุมอำนาจเป็นของตนเองจากนั้นสร้างระบบข่าวกรองขึ้นมาอย่างน้อยก็จะทำให้หาข่าวได้ง่ายขึ้น
เสี่ยวไป๋คิดเรื่องนี้อยู่นานจนกระทั่งหนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอซื้อเสื้อผ้าเสร็จ เขาจึงตัดสินใจได้
“ข้าจะตั้งสำนัก”
เขาพูดขณะเดินอยู่บนถนนด้วยสีหน้าจริงจัง ในเมื่อมาอยู่ที่โลกนี้กว่าหนึ่งปีแล้ว เสี่ยวไป๋ก็คิดว่าถึงเวลาเสียที
“ตั้งเลย ใครห้ามเจ้า?” เอ๋อร์โก่วถึงกับสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงตะโกนกระทันหัน แต่ก็ตั้งสติได้รวดเร็ว บางทีอยู่กับเสี่ยวไป๋นาน ๆ ถ้าใจไม่แข็งพอคงได้เป็นโรคหัวใจแน่
“ท่านอาจารย์ แต่เรายังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ” หนานกงอวิ๋นม่อพูดอย่างเกรงใจ แม้ไม่อยากทำลายความหวัง แต่ก็ต้องบอกความจริงอยู่ดี
“เราไม่มีอะไรไม่พอ?” เสี่ยวไป๋ถามกลับ พวกเขามีทั้งหน้าตา พลังและจิตใจ จะมีอะไรที่ยังไม่พออีก?
“เราจน” หนานกงอวิ๋นม่อตอบเบา ๆ
“แค่ก” เสี่ยวไป๋แทบพ่นเลือดออกมา เสียงเบานั้นกลับทิ่มแทงจิตใจเขาเสียเหลือเกิน
“ว้าว แรงกระแทกระดับวิญญาณ” เอ๋อร์โก่วมองเสี่ยวไป๋แล้วส่ายหัวเบา ๆ
“ตั้งสำนักต้องใช้เงินเท่าไหร่?” เสี่ยวไป๋จับไหล่หนานกงอวิ๋นม่อแน่น ไม่เชื่อว่าทรัพย์สินที่ตนมีจะไม่พอสร้างสำนัก เขาไม่ยอมแพ้แน่
“ท่านอาจารย์ การสร้างสำนักระดับต่ำที่สุดยังต้องใช้ฐานทุนหนึ่งล้านหยกวิญญาณชั้นสูง” หนานกงอวิ๋นม่อว่า
“หนึ่งล้าน? หยกวิญญาณชั้นสูง?” เสี่ยวไป๋แทบเป็นลม ตัวเลขนี้แทบจะเท่ากับสมบัติทั้งหมดของเขา
“ทำไมกัน? ทำไมการสร้างสำนักถึงแพงขนาดนี้?”
“เป็นกฎของพันธมิตรสำนัก เดิมทีไม่มีการเก็บเงิน แต่เพราะมีคนฉวยโอกาสสร้างสำนักเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมาย เช่น ค้ามนุษย์ เลยมีคนร้องเรียนจึงเกิดกฎใหม่ขึ้น
การจ่ายหยกนั้นทำให้สำนักกลายเป็นสำนักที่จดทะเบียนและจะได้รับการคุ้มครองจากพันธมิตร หากถูกขุมอำนาจชั่วร้ายโจมตี พันธมิตรจะเข้าช่วย เว้นแต่จะเป็นศึกระหว่างสำนักด้วยกันเองส่วนพวกสำนักมารนั้นไม่ได้รับความคุ้มครอง
ยังมีสิทธิพิเศษอื่นอีกมาก แต่ข้าไม่รู้รายละเอียดเพราะในหนังสือที่อ่านไม่มีบอกไว้” หนานกงอธิบาย
“อืม” เสี่ยวไป๋ครุ่นคิด จริง ๆ แล้วเขาไม่อยากเสียเงินนี้เลยเพราะเขาไม่ต้องการการคุ้มครองใด ๆ
“ท่านอาจารย์ จริง ๆ แล้วยังมีค่าใช้จ่ายอื่นอีกนะ ทั้งซื้อที่ดิน ก่อสร้างอาคาร ค่าจ้างผู้อาวุโสและแขกเชิญรวมถึงค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายอีกมากมาย” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวต่อ “แต่หากท่านอาจารย์ตั้งใจจะสร้าง ข้าก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่”
นี่แหละศิษย์สืบทอดโดยแท้ ใจถึง ใจภักดี
ทุกคนเฝ้ารอคำตอบของเสี่ยวไป๋ หากเขาตัดสินใจ พวกเขาก็พร้อมจะลุยไปด้วย
“ตกลง ข้าตัดสินใจแล้ว” เสี่ยวไป๋สูดลมหายใจลึก เหมือนยกภูเขาออกจากอก
“แต่ข้าว่าควรพักไว้ก่อน”
เอ๋อร์โก่วกระโดดขึ้นฟาดทีหนึ่ง “แล้วเจ้าจะตะโกนทำไมให้เสียเวลา?”
“ไม่เสียเวลาสักหน่อย อย่างน้อยตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าต้องเตรียมอะไรบ้างในการสร้างสำนัก” เสี่ยวไป๋ตอบ
สถานะของภารกิจสร้างสำนักตอนนี้คือ:
ขาดคน ขาดเงิน ขาดเป้าหมาย
สรุปคือไม่มีอะไรเลย
ทันใดนั้น
[ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ทำภารกิจหลัก “สร้างสำนักแรกของตนเอง” ในภารกิจย่อย “ค้นหาเงื่อนไขด้วยตนเอง” สำเร็จ]
[กำลังประมวลผลรางวัลภารกิจ]
[ประมวลผลเสร็จสิ้น]
[รางวัลภารกิจ: ไม่มี]
[พบกันใหม่ ขอให้ท่านโชคดีในชีวิต!]
เสี่ยวไป๋ชะงักนิ่ง: “…”
นี่มันอะไรกัน?
“ก็ทำภารกิจสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือ?” ระบบตอบอย่างหน้าตาเฉยเหมือนกับมันไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ