- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 160 เขาเป็นคนพูดเก่งมาก
บทที่ 160 เขาเป็นคนพูดเก่งมาก
บทที่ 160 เขาเป็นคนพูดเก่งมาก
บทที่ 160 เขาเป็นคนพูดเก่งมาก
เจ้าตระกูลทั้งสามถูกผู้อาวุโสเจิ้งถามเข้าอย่างจังถึงกับหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก พูดอะไรไม่ออกสักคำ
ทันใดนั้น พวกเขาก็เหลือบไปเห็นเสี่ยวไป๋เข้าจึงรีบดึงเขามาแล้วผลักไปข้างหน้า
“เรื่องนี้พวกเราคงอธิบายได้ไม่ดีเท่าไรนัก น้องชายผู้นี้สิพูดเก่ง เข้าใจถ่องแท้ ปล่อยให้น้องชายอธิบายจะดีที่สุด”
เสี่ยวไป๋ที่ถูกผลักออกมา: “???” ข้าไปพูดเก่งตอนไหนกัน?
เขาหันไปมองพวกเจ้าตระกูลด้วยสายตาเคลือบแคลง
เจ้าตระกูลเฟิงส่งสายตาแบบหนึ่งมาให้เสี่ยวไป๋ซึ่งทันทีที่มองเขาก็เข้าใจในพริบตา สายตานั้นสื่อว่า “น้องชาย ข้ารู้ว่ามันดูไม่ค่อยแฟร์ที่ผลักเจ้าออกมาแบบนี้ แต่เรื่องมันก็เกิดจากเจ้าด้วยเพราะคนที่ฆ่าก็เจ้าทั้งนั้น ยังไงเจ้าก็ควรพูดบ้างส่วนถ้าต้องสู้จริง ๆ พวกเราจะออกตัวก่อนแน่นอน”
“นะ น้องชาย?” ผู้อาวุโสเจิ้งมองเสี่ยวไป๋ที่ถูกดันออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
“สวัสดีผู้อาวุโสเจิ้ง ไม่ได้เจอกันนานเลย” เสี่ยวไป๋ยิ้มทัก
“อะ สวัสดี ๆ พวกเราเพิ่งเจอกันเมื่อสองวันก่อนเอง” ผู้อาวุโสเจิ้งตอบอย่างมึนงง ยังไม่ถึงสองวันเลยด้วยซ้ำไหงบอกว่าไม่ได้เจอกันนาน?
บรรดาศิษย์ของทั้งสองลัทธิก็ต่างตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าคุ้นตาของเสี่ยวไป๋ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้
แม้แต่ศิษย์หนุ่มผู้หนึ่งก็ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ในฝูงชน น่าสงสารยิ่งนักตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นเขาก็ยังไม่ฟื้นตัวเลย
“น้องชาย เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสเจิ้งถามด้วยความสงสัยเต็มอก กลิ่นอายของเรื่องใหญ่ลอยมาแตะจมูกเขาอีกครั้ง ไม่รู้เพราะอะไร แต่ทุกทีที่เขาเจอเสี่ยวไป๋ก็มักมีเรื่องใหญ่มาตามติดเสมอ
“ผู้อาวุโส รู้จักน้องชายคนนี้ด้วยหรือ?” เจ้าตระกูลเฟิงตกใจยิ่งนัก เจ้าหนุ่มนี่คนรู้จักเยอะเหลือเกิน ขนาดผู้อาวุโสเจิ้งยังรู้จัก เขาเป็นใครกันแน่?
“เพิ่งเจอกันเมื่อสองวันก่อนนี่เอง ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันอีกครั้ง” ผู้อาวุโสเจิ้งพยักหน้ารับ
“น้องชาย ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“เฮ้อ เรื่องมันยาวนัก” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจยาวทำท่าคล้ายมีเรื่องใหญ่จะระบาย
“ไม่เป็นไรน้องชาย เจ้ามีเวลาพูดเท่าไรก็พูดไปเถอะ พวกเราฟังได้ทั้งวัน” ผู้อาวุโสเจิ้งเริ่มตื่นเต้นในใจหรือว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นจริง ๆ?
“งั้นก็ได้ ข้าจะเล่า” เสี่ยวไป๋สูดลมหายใจ แล้วทำสีหน้าเศร้าหมองราวกับเตรียมเปิดตำนานโศกนาฏกรรม ท่าทางนี้ทำให้ผู้คนโดยรอบลุกขึ้นยืนตรงอย่างไม่รู้ตัว แสดงความเคารพต่อเหตุการณ์สำคัญ
“ข้าจะเล่าให้กระชับ กระชับจนไม่ต้องเล่าเลย เอาล่ะ จบแล้ว”
ทุกคน: “???” เจ้าบ้า เจ้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ทำหน้าจริงจังตั้งนาน หลอกให้พวกเราตั้งใจฟังเพื่ออะไร?
“เจ้าตระกูลเฟิง เจ้านี่ที่บอกว่าเขาพูดเก่งใช่ไหม?” ผู้อาวุโสเจิ้งรู้สึกว่าโลกทั้งใบกำลังล่มสลาย เจ้าหมอนี่พูดจาได้แย่ยิ่งกว่าสุนัขอีก
เอ๋อร์โก่ว: “???” เดี๋ยวนะ เจ้านี่ว่าใครเป็นสุนัข? เหยียดกันชัด ๆ
“น้องชาย เจ้าพูดตามตรงเถอะ ไม่ต้องกลัว” เจ้าตระกูลเฟิงมองเสี่ยวไป๋พร้อมส่งสายตาให้กำลังใจ
“……” เสี่ยวไป๋ยักไหล่ “ก็ได้ เอาตรง ๆ เลยนะ ข้าฆ่าศิษย์สืบทอดของลัทธิเหลิงอู้หมดเรียบ ไม่เหลือสักคน”
“อะไรนะ?” ผู้อาวุโสเจิ้งกับพวกถึงกับเซแทบล้ม ข่าวนี้มันแรงเกินไป หัวใจแทบรับไม่ไหว
“เจ้าตระกูลเฟิงเรื่องนี้จริงหรือไม่?” ผู้อาวุโสเจิ้งหันมาถามด้วยสีหน้าจริงจัง เขาต้องการคำยืนยันจากผู้มีอำนาจ
“จริง” เจ้าตระกูลทั้งสามพยักหน้าอย่างหนักแน่น
จริงสิ ตายหมดแล้วจริง ๆ แถมตายไปยังไม่มีใครร้องไห้มีแต่หัวเราะอีกต่างหาก
“แม่เจ้า เจ้านี่มันสุดยอดจริง ๆ” ผู้อาวุโสเจิ้งอุทานลั่น
บรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้หน้าเครียดดำทะมึน “สุดยอด? นี่เจ้ากำลังชมว่าเขาเก่งหรือ?”
“อย่าชมให้มากนักเลย” เสี่ยวไป๋โบกมือเล็กน้อยราวกับว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องเอ่ยถึง
“ชมบ้าชมบอ เจ้าไม่รู้เลยหรือว่าเจ้าก่อเรื่องใหญ่ขนาดไหน? หรือว่าเจ้าโง่จริง ๆ?” ผู้อาวุโสเจิ้งกับพวกในใจก่นด่า เสี่ยวไป๋คนนี้ช่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยจริง ๆ
บรรดาศิษย์ของสองลัทธิต่างมองเสี่ยวไป๋ด้วยสายตาเปลี่ยนไป บ้างเคารพ บ้างหวาดกลัว บ้างก็มีแววตาเป็นประกาย อันนี้ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไรเหมือนกัน
“หึ เจ้าหนุ่มเจิ้ง ในเมื่อเจ้ารู้ความแล้วก็รีบพาคนของเจ้าออกไปเถอะ ข้าจะไว้หน้าเจ้าแก่ไม่รู้จักตายประจำลัทธิเจ้าสักหน่อย จะไม่ยุ่งกับพวกเจ้า” บรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้เอ่ยเสียงเย็น เขาไม่ชอบผู้อาวุโสเจิ้งเท่าไรนักเพราะทั้งสองลัทธิก็เป็นคู่แข่งกันมานาน แล้วยังมาอวยเจ้าเด็กนี่อีก แบบนี้ยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่
“เดี๋ยว ข้ายังมีคำถามอีกหนึ่งข้อ” ผู้อาวุโสเจิ้งยังไม่ไป เขาหันไปถามเจ้าตระกูลเฟิง “พี่เฟิง ข้าอยากรู้ว่าทำไมเจ้าหนุ่มคนนี้ถึงได้ฆ่าศิษย์สืบทอดของลัทธิเหลิงอู้ทั้งหมด?”
เขาต้องการช่วยเจ้าตระกูลทั้งสามแน่นอนเพราะเป็นพันธมิตรกัน แต่ถึงอย่างไรการจะเข้าข้างก็ต้องมีเหตุผลชัดเจนเสียก่อน
“พวกเขาพยายามจะฆ่าข้า ข้าก็เลยฆ่าพวกเขาก่อน” ยังไม่ทันที่เจ้าตระกูลเฟิงจะได้เรียบเรียงคำพูด เสี่ยวไป๋ก็ตอบแทนไปแล้ว
“เจ้ากล้าพูดแบบนี้ด้วยท่าทีใจเย็นขนาดนี้ได้ยังไงกัน?” มุมปากของผู้อาวุโสเจิ้งกระตุก เขาเริ่มเคารพเจ้านี่แล้วจริง ๆ ก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกเขาก็มายืนล้อมจวนอยู่แล้วแท้ ๆ เจ้ายังพูดด้วยหน้าตาเฉยได้อีก
“ก็พูดความจริงไง พวกเขาจะฆ่าข้า ข้าก็ฆ่าพวกเขาก่อน ไม่งั้นจะปล่อยให้ฆ่าหรือ?” เสี่ยวไป๋ตอบพลางยักไหล่ เขาไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติในเรื่องนี้เลย
ผู้อาวุโสเจิ้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใช่มันก็ถูก แต่ว่าเจ้าจะพูดด้วยน้ำเสียงอินกับสถานการณ์หน่อยไม่ได้หรือ? เจ้าพูดเหมือนคนดูเหตุการณ์มากกว่าคนก่อเรื่องเสียอีก
“ผู้อาวุโสเจิ้ง เรื่องมันเป็นแบบนี้” เจ้าตระกูลเฟิงจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมเติมสีตีไข่ไปเล็กน้อย พอเล่าเสร็จ เสี่ยวไป๋ถึงกับสะดุ้ง
‘ข้าโดนตัดแขน? แล้วยังสู้เดี่ยวกับพวกนั้นนับร้อย? เฮ้ย ๆ ๆ เจ้าตระกูล นี่เจ้ามองข้าเป็นหยางกั๋วหรือ’
“อ๋อ ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง” ผู้อาวุโสเจิ้งพยักหน้าเข้าใจ
“บรรพชน ขออภัยที่ต้องพูดตรง แต่จากที่ได้ฟัง ข้ากลับเห็นว่าศิษย์ของเจ้าตายก็สมควรแล้ว” ผู้อาวุโสเจิ้งหันไปกล่าวกับบรรพชนแห่งลัทธิเหลิงอู้อย่างไม่เกรงใจ