- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 158 ตายหมด ตายหมดเลย
บทที่ 158 ตายหมด ตายหมดเลย
บทที่ 158 ตายหมด ตายหมดเลย
บทที่ 158 ตายหมด ตายหมดเลย
ขณะน้องเล็กคนหนึ่งกำลังวิ่งหน้าตั้งเพื่อแจ้งข่าวก็ปะทะเข้ากับกลุ่มของหัวหน้ากลุ่มที่บินมาอย่างรวดเร็วพอดี ทว่าไม่มีผู้ใดใส่ใจการปะทะเล็กน้อยนี้เลย
น้องเล็กลุกขึ้นมาคลานเข่าร่ำร้อง “ห…หัวหน้า ข้า…”
“ไม่ต้องพูดแล้ว พวกเราก็เห็นแล้วเหมือนกัน ไป เร่งปลุกพี่น้องทั้งหมดให้ตื่นเดี๋ยวนี้” หัวหน้ากลุ่มสะบัดมือคำราม คำสั่งเพียงประโยคเดียวก็ทำให้น้องเล็กที่เพิ่งลุกแทบไม่ไหวลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคงในทันใด
“รับทราบ” น้องเล็กรับคำแล้วหมุนตัววิ่งหายไปทันที
ถัดจากนั้นไม่นานทั้งเมืองก็ปั่นป่วนขึ้นมา ทุกคนต่างเร่งมือจัดเตรียมรับสถานการณ์เร่งด่วนนี้
ครู่หนึ่งต่อมา เหล่าพี่น้องก็รวมพลกันครบถ้วน
หัวหน้ากลุ่มมองฝูงชนตรงหน้าที่ดำมืดไปด้วยผู้คนก่อนจะตะโกน “พี่น้องทั้งหลาย พวกเราออกเดินทาง”
“รับทราบ” เสียงตอบรับดังกระหึ่มจากนั้นก็ไม่มีคำถาม ไม่มีรางวัล ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม พวกเขาก็บินตามหัวหน้ากลุ่มออกไปทันที
นี่แหละคือเสน่ห์ของพวกเขาเหล่าโจรทะเลทราย
ทางด้านอู๋ม่อหย่งและชายชุดดำก็กำลังบินอยู่
อู๋ม่อหย่งกำลังคุยเล่นกับชายชุดดำทันใดนั้นเขาก็เห็นภาพคำขอความช่วยเหลือกลางฟ้า อักษรเด่นชัดนั้นสะท้อนเข้าในดวงตาจนเขาชะงักฝีเท้า “พี่หงมีภัย?”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ชายชุดดำเห็นสีหน้าไม่ดีของอู๋ม่อหย่งก็รีบหยุดและถามทันที ข้าไม่อยากให้ศิษย์พี่ต้องตายเลย
“เร็ว ตามข้ามา พี่หงมีภัย เราต้องรีบไป” อู๋ม่อหย่งไม่อธิบายให้มากความ รีบบินด้วยความเร็วเต็มพิกัดไปยังจุดที่หงเวยซวี่อยู่
“โอ้ รับทราบ” ชายชุดดำไม่ได้ถามต่อ รีบบินตามไปทันที เรื่องแบบนี้ไม่ควรถามมากหากถึงขั้นทำให้ศิษย์พี่ร้อนรนเช่นนี้ แสดงว่าพี่หงต้องมีความสำคัญยิ่งในใจเขาแน่นอน
ณ ตระกูลมู่แห่งซีโจว
เจ้าตระกูลมู่กำลังสอนเหล่าผู้อาวุโสเรื่องเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียร
เขาเงยหน้าขึ้นพอดีแล้วเห็นสัญญาณขอความช่วยเหลือของหงเวยซวี่ ชั่วขณะนั้นสีหน้าก็เต็มไปด้วยความร้อนรน รีบก้าวไปด้านหน้าอีกสองสามก้าว ดวงตาฉายแววตระหนก
“ท่านหัวหน้า เป็นอะไรหรือ?” เหล่าผู้อาวุโสเห็นอาการแปลก ๆ ของเจ้าตระกูลก็ตกใจ รีบเข้ามาถามอย่างร้อนรน เวลานี้หากเจ้าตระกูลเป็นอะไรไปล่ะก็ ตระกูลอาจล่มจมได้ในพริบตา
“เกิดเหตุฉุกเฉิน ข้าต้องออกไปเดี๋ยวนี้ งานทุกอย่างในตระกูลให้ผู้อาวุโสใหญ่รับผิดชอบแทน อย่าเพิ่งทำอะไรเกินตัวจนกว่าข้าจะกลับ” เจ้าตระกูลเอ่ยเพียงไม่กี่คำก่อนจะเหาะจากไปทันที
“ข้าจำได้ว่าบริเวณนั้นมีค่ายกลส่งตัวอยู่สามารถพุ่งไปยังจุดที่ใกล้ที่สุดได้โดยตรง พี่หงขออย่าให้เจ้าตายก่อนข้าจะไปถึงก็แล้วกัน” เจ้าตระกูลมู่พึมพำเบา ๆ
ขณะที่ผู้อื่นยังพากันเป็นห่วงความปลอดภัยของหงเวยซวี่กับพวก เสี่ยวไป๋กับพรรคพวกกลับนั่งกินกันอยู่ราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“พวกเจ้ากินไปแล้วไม่ใช่รึ?” หงเวยซวี่กลืนเนื้อชิ้นโตลงคอก่อนจะหันไปถามเสี่ยวไป๋กับพรรคพวกที่ยังกินกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็ใช่ แต่การต่อสู้เมื่อครู่นั้นมันเหนื่อยมาก ข้าต้องชดเชยพลังที่เสียไป” เสี่ยวไป๋ตอบพลางยัดเนื้อเข้าปาก ที่จริงแล้วเขาน่ะไม่มีเสียพลังอะไรเลยทั้งพลังวิญญาณและร่างกายของเขาล้วนไร้ขีดจำกัดจะสู้ยังไงก็ไร้เทียมทานอยู่ดี
หงเวยซวี่พยักหน้า อย่างน้อยคำอธิบายนี้ก็พอฟังขึ้นจากนั้นก็หันไปถามเอ๋อร์โก่วกับคนอื่น “แล้วพวกเจ้าเล่า?”
“หมอนั่นอิ่มแล้ว แต่พวกข้ายังไม่อิ่ม” เอ๋อร์โก่วเงยหน้าตอบสั้น ๆ ก่อนจะก้มลงกินต่อ
หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอพยักหน้าพร้อมกันซะจนเหมือนหัวพุ่งลงหม้อ
“……” หงเวยซวี่พูดไม่ออก ใจร้องลั่น ‘แม่เจ้า โลกนี้มันเป็นอะไรไปแล้ว ทำไมมีแต่พวกตะกละแบบนี้เต็มไปหมด’
“ท่านเจินไม่ต้องใส่ใจหรอก แค่ของกินนิดหน่อย พวกเราสามตระกูลยังจ่ายไหวอยู่แล้ว” เจ้าตระกูลเฟิงเอ่ยอย่างใจป้ำ ล้อเล่นน่า สามตระกูลใหญ่แท้ ๆ ถ้ายังเลี้ยงข้าวไม่ไหวก็คงเลิกเป็นตระกูลกันเสียเถอะ
หงเวยซวี่รู้สึกว่าเคยได้ยินประโยคนี้ที่ไหนมาก่อน มันคุ้น ๆ อย่างประหลาด
หลังมื้อนั้น เสี่ยวไป๋กับพรรคพวกก็พากันแยกย้ายไปพักในห้องของตนเอง
บนยอดเขาสูงแห่งหนึ่งปรากฏสำนักขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน ดูอลังการเป็นที่สุด
ความเงียบสงบของบริเวณนี้ถูกทำลายด้วยคลื่นพลังวิญญาณอันรุนแรง
“ใครกันที่บุกเขา?” ศิษย์เฝ้าประตูสองคนรีบตรวจสอบลักษณะของผู้มา
“ข้าเอง” ผู้อาวุโสใหญ่ตะโกนตอบ แล้วพุ่งตรงไปยังโถงหลักโดยไม่หยุด
“ผะ ผู้อาวุโสใหญ่?” ศิษย์เฝ้าประตูตกใจ ผู้อาวุโสใหญ่เป็นอะไรไป? เหตุใดถึงได้ร้อนรนเช่นนี้?
ผู้อาวุโสใหญ่ยังคงเร่งเหาะต่อไป ความเร็วราวกับจะพุ่งชนประตูโถง
ขณะที่เขาใกล้ถึงประตูโถงหลัก ชายชราผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเพียงชูนิ้วขึ้นนิ้วเดียว ร่างของผู้อาวุโสใหญ่ก็ถูกตรึงทันที ทั้งร่างแข็งดั่งหินขยับเขยื้อนไม่ได้
เมื่อร่างของเขาค่อย ๆ ร่อนลงสู่พื้นและกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง ชายชราผู้นั้นก็ขมวดคิ้วกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เจ้าก็ไม่ใช่หนุ่มแน่นแล้ว ไฉนยังหุนหันพลันแล่นเช่นนี้?” จากมุมมองเมื่อครู่ เขานึกว่าระเบิดบินมาด้วยซ้ำ
ก่อนที่ผู้อาวุโสใหญ่จะทันกล่าวคำใด เจ้าสำนักแห่งลัทธิเหลิงอู้และผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็พากันออกมา
เจ้าสำนักเห็นผู้อาวุโสใหญ่ยืนอยู่ก็แปลกใจ “เจ้าไม่ใช่ว่าไปยังสุสานของยอดฝีมือแล้วหรือ? เหตุใดกลับมาเร็วนัก?”
“เจ้าสำนัก ท่านบรรพชน เป็นความผิดของข้าเอง ข้าพาศิษย์ไปยังสุสานของยอดฝีมือ แต่ศิษย์สืบทอดทุกคนกลับถูกเจ้าตระกูลเฟิง ตระกูลกู่และตระกูลหนิงพร้อมกับพวกจากขุมอำนาจลึกลับฆ่าจนหมดไม่เหลือเลยสักคน” ผู้อาวุโสใหญ่ทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาไหลพราก ร้องไห้ราวกับแสดงหนังรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสร่างสะท้านกับข่าวราวสายฟ้าฟาดนี้
“เจ้าพูดจริงหรือ?” บรรพชนของลัทธิเหลิงอู้คว้าคอเสื้อผู้อาวุโสใหญ่ทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธระคนตื่นตระหนก มิใช่ไม่เชื่อ แต่เขาไม่กล้าเชื่อ
เพราะข่าวนี้มันหนักหนาสาหัสเกินไป หากหัวใจเขารับไม่ไหวอาจสิ้นใจได้จริง ๆ
ศิษย์สืบทอดทุกคนไม่ใช่ศิษย์สามัญที่หาได้ทั่วไปหากแต่เป็นรากฐานแห่งอนาคตของสำนัก แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่คัดสรรจากหลายหมื่นคน แล้วแบบนี้จะรับได้อย่างไร?
“ท่านบรรพชนพวกเขาตายหมดแล้ว ศิษย์สืบทอดทั้งหมดไม่เหลือเลยสักคน” ผู้อาวุโสใหญ่ไม่กล้าสบตาบรรพชนเลยเพราะในดวงตาคู่นั้นมีแต่เจตนาฆ่าฟุ้งกระจายออกมา
“ไอ้ขยะ” บรรพชนตะโกนลั่นพลางซัดเท้าเข้าที่ท้องของผู้อาวุโสใหญ่เต็มแรง ร่างของเขาลอยละลิ่วราวกับจรวดพุ่งถอยหลังไปทันที