เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 133 ดันมีคนไปจริง ๆ

บทที่ 133 ดันมีคนไปจริง ๆ

บทที่ 133 ดันมีคนไปจริง ๆ


บทที่ 133 ดันมีคนไปจริง ๆ

เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังฝ่ามือของหนานกงอวิ๋นม่อ เหล่าองครักษ์ต่างก็สีหน้าตึงเครียด รีบดึงพลังวิญญาณในกายขึ้นมาป้องกันอย่างเร่งด่วน ใบหน้าที่เคยเยาะเย้ยถากถางก่อนหน้านี้ไม่มีหลงเหลืออีกต่อไปเพราะกระบวนท่าของหนานกงอวิ๋นม่อช่างแฝงไว้ด้วยความรู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรงเกินกว่าจะมองข้ามได้

พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่านักรบระดับต่ำเช่นเขาจะสามารถสร้างแรงกดดันให้แก่พวกตนที่เป็นนักรบขั้นปลายได้ถึงเพียงนี้

ทว่า ทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว

ในชั่วขณะเดียวที่กระบวนท่าของหนานกงอวิ๋นม่อสัมผัสร่างพวกเขา การป้องกันที่จัดขึ้นก็พังทลายราวกับเศษไม้แห้ง ไม่อาจต้านทานการโจมตีอันรุนแรงนั้นได้แม้แต่น้อย

“โครมมมม” เสียงระเบิดกึกก้องจบลงพร้อมกับภาพของหนานกงอวิ๋นม่อที่ยืนอยู่กลางหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังของตน ขณะที่เหล่าองครักษ์ได้สาบสูญหายไปจากโลกนี้แล้ว ใครเห็นก็รู้ว่าไม่มีใครรอดชีวิต

“ชนะแล้ว เขาชนะจริง ๆ ด้วย” ผู้ชมรอบด้านต่างอุทานด้วยความตื่นตะลึง

“หมอนี่ต้องเป็นศิษย์จากสำนักชั้นสูงแน่นอน” ผู้คนต่างลงความเห็นตรงกันว่าหนานกงอวิ๋นม่อไม่มีทางเป็นคนธรรมดาได้แน่ ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์จากขุมอำนาจระดับสูงคงไม่มีทางทำได้ถึงเพียงนี้

เมื่อเห็นว่าการต่อสู้จบลง เสี่ยวไป๋ก็รีบเคลื่อนย้ายตัวเองมาหาหนานกงอวิ๋นม่อทันที คนอื่นอาจมองว่าหนานกงอวิ๋นม่อยืนอย่างสง่างามกลางหลุม แต่เสี่ยวไป๋กลับรู้ดีว่าเขายืนนิ่งเพราะผลข้างเคียงหลังจากปล่อยไม้ตายต่างหาก

เสี่ยวไป๋โบกมือเบา ๆ ใช้เคล็ดวิชาเทพผู้สร้างโลกช่วยฟื้นฟูสภาพหนานกงอวิ๋นม่อทั้งพลังวิญญาณ พละกำลังและสภาพร่างกายจนสมบูรณ์ดั่งเดิมจากนั้นก็พาเขากลับไปรวมกับเอ๋อร์โก่วและจางชื่อเกอ

“ซื้อของกินแล้วรีบไปเลย ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับเจ้า” เอ๋อร์โก่วกล่าวพลางมองเสี่ยวไป๋ น้ำเสียงฟังดูเร่งรีบ แต่สีหน้าและท่าทางนั้นกลับเอื่อยเฉื่อย ไม่มีเค้าลางเร่งรีบสักนิด

เมื่อหนานกงอวิ๋นม่อชนะการต่อสู้และเอ๋อร์โก่วสลายปรากฏการณ์ฟ้าดิน ฟากฟ้าเหนือศีรษะก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเหล่ายอดฝีมือจากขุมอำนาจใหญ่ที่กำลังเร่งรุดมายังตำแหน่งของเสี่ยวไป๋เพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาก็ยังคงมุ่งหน้าด้วยความเร็วสูง

ทว่า ยังไม่ทันถึงเป้าหมาย ปรากฏการณ์ฟ้าดินก็หายวับไปทำให้พวกเขาต้องหยุดกลางอากาศอย่างกะทันหัน

“เกิดอะไรขึ้น?” เหล่าผู้ที่กำลังพุ่งตรงมาเต็มสปีดต่างงงเป็นไก่ตาแตก ฟ้าดินหายไปก่อนจะถึงตัวแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร?

“ไม่รู้เหมือนกัน” ทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจเช่นกัน

“ตอนนี้มีแค่สองความเป็นไปได้ หนึ่งปรากฏการณ์ฟ้าดินสลายไปตามปกติแต่ความเป็นไปได้นั้นต่ำมาก” มีคนกล่าวขึ้น

ทุกคนพยักหน้ารับ ความเป็นไปได้นั้นก็มีจริง แต่ช่างน้อยเหลือเกิน

“อีกกรณีคือมีคนตัดหน้าไปก่อนแล้ว เคล็ดวิชาถูกแย่งไปแล้ว” คนผู้นั้นพูดต่อ

“แต่ว่าพวกเราเพิ่งจะเห็นปรากฏการณ์กันแท้ ๆ จะมีใครเร็วกว่านี้ได้ยังไง?” บางคนเริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“ก็เพราะแบบนั้นไง ข้าจึงมั่นใจว่ามีเพียงจักรพรรดิเทพเท่านั้นที่ทำได้ พวกเราที่อยู่ระดับเดียวกันจะมีใครเร็วกว่าเราขนาดนี้ได้อย่างไร ไม่มีทางนอกจากผู้ที่อยู่เหนือพวกเราไปอีกขั้นเท่านั้น” คนนั้นตอบอย่างมั่นใจ

ทุกคนได้ยินก็พากันพยักหน้าอีกครั้ง ใช่ มีแค่เหตุผลนี้เท่านั้นที่เป็นไปได้

สรุปสุดท้าย พวกเขาก็ได้ข้อสรุปกลับบ้านใครบ้านมันเพราะของถูกชิงไปแล้วแถมยังเป็นฝีมือของจักรพรรดิเทพอีก พวกเขาคงไม่มีปัญญาไปแย่งชิงอะไรได้

ณ ตระกูลหลิว

หลิวลิ่วหลิ่วกำลังนั่งเล่นหมากล้อมกับพวกพ้องเมื่อเห็นว่าฟ้าดินสงบลงก็ไม่แปลกใจสักนิด

“เห็นไหม ข้าบอกแล้วว่าไม่มีอะไรดีหรอก โผล่มาแป๊บเดียวก็หาย” เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ ทุกอย่างเป็นไปตามคาด

“ผู้อาวุโสเสี่ยวเขาไม่น่าจะไปนะ?” หลิวจื่อซีออกอาการกังวลแทนหนานกงอวิ๋นม่อเพราะรู้ดีว่าเสี่ยวไป๋เป็นคนที่ชอบไปยุ่งเรื่องชาวบ้านทุกเรื่อง จึงไม่แน่ใจว่าเขาจะอดใจไม่ไปยุ่งกับเรื่องนี้ได้หรือไม่

“วางใจเถอะ ไม่ว่าเขาจะไปหรือไม่ก็ไม่มีอันตราย” หลิวลิ่วหลิ่วยิ้มพลางกล่าว แม้เขาจะไม่รู้ระดับพลังที่แท้จริงของเสี่ยวไป๋ แต่เขาก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายลึกล้ำเกินหยั่งจนแม้แต่ตนก็ยังตามไม่ทัน อย่างน้อยเรื่องการเคลื่อนย้ายฉับพลัน เสี่ยวไป๋ก็ทำได้เหนือชั้นกว่าตนแน่นอน

ในอีกมิติลึกลับ

ชายหนุ่มบนบัลลังก์ผู้นั้น หัวเราะจนแทบขาดใจ

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ข้าทายถูกอีกแล้วใช่ไหม ข้ารู้ตั้งแต่แรกว่าไอ้ปรากฏการณ์ฟ้าดินนี่มันหลอกลวง แล้วก็ดันมีพวกโง่ไปจริง ๆ ด้วย”

ชายผู้นี้ก็คือหลี่เฟิงจี้คนที่เคยว่าหัวเสี่ยวไป๋แข็งที่สุดในโลก

เขารู้ข้อมูลของขุมอำนาจที่ส่งคนไปทั้งหมดแถมยังรู้ชื่อผู้ที่ถูกส่งไปด้วย

แต่ทันใดนั้นเขาก็หยุดหัวเราะ ใบหน้ากลายเป็นจริงจังขึ้นเพราะนึกขึ้นได้ถึงเรื่องสำคัญที่ลืมไปนานแล้ว

“ใครก็ได้”

ทันใดนั้นเงาดำก็ปรากฏขึ้นห่างจากเขาราวสามจั้ง แล้วแปลงร่างเป็นชายชุดดำคุกเข่าลงเบื้องหน้า

“ถวายบังคมท่านผู้นำ มีคำสั่งอันใดโปรดชี้แนะ”

“ภารกิจที่ข้าสั่งให้พวกนั้นไปทำเสร็จหรือยัง?” ที่จริงหลี่เฟิงจี้ก็ลืมเรื่องนี้ไปแล้วเพียงแต่พอคิดถึงเสี่ยวไป๋แล้วรู้สึกหงุดหงิดจึงอยากหาบางอย่างทำระบายอารมณ์ พอคิดถึงภารกิจนี้เลยถามขึ้นมา

“ข้าจะรีบไปเรียกพวกเขาเดี๋ยวนี้” ชายชุดดำตอบรับทันที

“ยังไม่กลับมา? งั้นไม่เป็นไร กลับมาแล้วค่อยบอกข้าละกัน” หลี่เฟิงจี้ยกมือโบกไล่ให้ไปเพราะเขาพึ่งนึกได้ว่าเป็นเวลางีบหลับซึ่งสำหรับเขาสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด

“รับทราบ” ชายชุดดำขานรับแล้วหายตัวไปทันที

ในพื้นที่ไม่ทราบแห่งหนึ่งของซีโจว

สี่ชายชุดดำที่รับภารกิจจากหลี่เฟิงจี้กำลังนั่งตาปรือจ้องหน้ากันด้วยแววตาหมดอาลัยตายอยากโดยเฉพาะคนหนึ่งที่ดูแล้วเหมือนอยากฆ่าตัวตาย

“จะทำไงดี? พวกเราออกมาก็นานแต่ภารกิจไม่คืบหน้าเลยซักนิด แบบนี้ไปไม่รอดแน่ ข้าไม่ไหวแล้ว แล้วพวกเจ้าล่ะ?” คนหนึ่งเอามือกุมขมับ สีหน้าเครียดจัดเพราะหลี่เฟิงจี้มอบหมายแต่ภารกิจไม่ให้เป้าหมายหรือเบาะแสอะไรเลยจนไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

“ข้าก็เหมือนกัน” อีกคนตอบ

“ข้าก็เหมือนกัน”

“ข้าก็เหมือนกัน” อีกสองคนก็พูดเหมือนกันเป๊ะ

คนที่เครียดอยู่ยิ่งปวดหัวหนักกว่าเดิม เวรเอ๊ย ภารกิจก็ยากอยู่แล้วดันต้องมาแบกเพื่อนร่วมทีมง่อย ๆ อีก สามคนนี้นอกจากพูดว่า ‘ข้าก็เหมือนกัน’ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้เลยแบบนี้มันจะเล่นยังไงกันเล่า?

จบบทที่ บทที่ 133 ดันมีคนไปจริง ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว