- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 131 ศัตรูพ่ายเพราะพูดมาก
บทที่ 131 ศัตรูพ่ายเพราะพูดมาก
บทที่ 131 ศัตรูพ่ายเพราะพูดมาก
บทที่ 131 ศัตรูพ่ายเพราะพูดมาก
“อยากตายนักหรือ” คนอย่างคุณชายหานที่เติบโตมากับการตามใจย่อมไม่เคยมีใครกล้าต่อว่าแม้แต่ครึ่งคำ แม้จะนินทาก็ไม่กล้าพูดให้ได้ยิน ต่อให้เพียงถ้อยคำเดียวจากหนานกงอวิ๋นม่อก็เพียงพอจะจุดชนวนโทสะของเขา เห็นได้ชัดว่าเขาสมควรถูกตีเพียงใด
คุณชายหานเร่งเร้าพลังวิญญาณในกายแล้วพุ่งเข้าใส่หนานกงอวิ๋นม่อ
ทว่าเนื่องด้วยวิชาตัวเบาของหนานกงอวิ๋นม่ออยู่คนละชั้นกับอีกฝ่ายจึงสามารถหลบหลีกและอ้อมไปด้านหลังของคุณชายหานได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ซัดหมัดตรงเข้ากลางแผ่นหลังจนคุณชายหานร่วงไปกองกับพื้น พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
“จบ จบแล้วรึ?” แต่เดิมผู้คนยังคาดว่าจะได้เห็นการต่อสู้ที่ยาวนานหลายกระบวนท่า แต่ในยามนี้กลับต้องตกตะลึงกับความเร็วของการปิดฉาก แม้รู้ว่าไม่น่าจะนานนัก แต่ก็มิได้คาดคิดว่าจะสั้นถึงเพียงนี้
“แปะ แปะ แปะ” เสียงปรบมือดังมาจากไม่ไกล เมื่อหันไปก็เห็นว่าเป็นเสี่ยวไป๋นั่นเอง
“เก่งแท้ ๆ จัดการได้ในหมัดเดียวจริง ๆ ด้วย” เอ๋อร์โก่วพูดประชดด้วยน้ำเสียงเจือเย้ย ก่อนหน้านี้คุณชายหานเพิ่งโอ้อวดว่าจะจัดการในกระบวนท่าเดียว สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายถูกจัดการเสียเอง
เสี่ยวไป๋ปรบมือ เอ๋อร์โก่วประชด ทั้งคู่ร่วมมือกันได้อย่างไร้เทียมทาน
“คุณชายหานพ่ายแพ้ไปแล้วจริง ๆ หรือ?” แม้ผู้คนจะเห็นกับตา แต่ใจก็ยังยากจะยอมรับ นักรบขั้นปลายถูกศิษย์ระดับนักรบขั้นสี่ล้มในหมัดเดียว นี่มันข้ามขั้นถึงห้าขั้นเชียวนะ
องครักษ์ของตระกูลหานรีบรุดเข้าไปตรวจอาการของเจ้านายทันทีที่เห็นคุณชายหานบาดเจ็บ
“คุณชาย คุณชาย ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” องครักษ์รีบประคองคุณชายหานที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น
“ดูสภาพข้า เจ้ายังคิดว่าข้าไม่เป็นอะไรอีกหรือ?” คุณชายหานพูดด้วยน้ำเสียงขาดเป็นห้วง แสดงให้เห็นถึงสภาพที่ย่ำแย่เพียงใด
“คุณชาย” องครักษ์ยังพูดไม่ทันจบ คุณชายหานก็ชิงเอ่ยก่อน เขาชี้นิ้วไปยังหนานกงอวิ๋นม่อ พูดด้วยเสียงขาดห้วงว่า “ฆ่า ฆ่ามันซะ”
“โอ้ ๆ ได้เลย ได้เลย” องครักษ์รับคำแล้วก็โยนคุณชายหานลงกับพื้นทันที
เสียงร่างกระแทกพื้นชัดแจ๋ว ไม่รู้ว่าพวกเขาทำตกโดยตั้งใจหรือเปล่า
“ข้า…ไอ้เวร…” คุณชายหานเพิ่งหลุดคำด่าก็สลบเหมือดไปทันที
หนานกงอวิ๋นม่อมองดูองครักษ์กลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้ามาหาตน ใบหน้าเริ่มขมวดคิ้ว
“อวิ๋นม่อ เป็นอย่างไรบ้าง? ห้าคนนี้ล้วนเป็นจอมยุทธ์ขั้นปลาย เจ้ายังกล้าสู้หรือไม่?” เสี่ยวไป๋พูดอย่างให้ข้อมูลล่วงหน้าเพื่อให้ศิษย์ของตนตระหนักถึงระดับพลังที่ต้องเผชิญส่วนจะสู้หรือไม่ก็แล้วแต่ อย่างไรก็รู้ดีอยู่แล้วว่าหนานกงอวิ๋นม่อไม่มีทางถอยเพราะนี่มันพระเอกเปิดบัฟ ยังไงก็ใจกล้าแน่นอน
“อาจารย์ ข้ากล้า” หนานกงอวิ๋นม่อตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไร้ความหวั่นไหว
“ดี ดีมาก พยายามเข้านะ” แม้จะเดาได้อยู่แล้ว แต่พอได้ยินคำตอบจากปากศิษย์จริง ๆ เสี่ยวไป๋ก็ยังอดยิ้มด้วยความภาคภูมิใจไม่ได้
“ดี ดีมาก มีเค้าโครงแบบข้าสมัยหนุ่ม ๆ เลย” เอ๋อร์โก่วใช้ตีนสุนัขลูบคางตัวเองแสร้งทำเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ผู้อาวุโสในยุทธภพ
“ศิษย์พี่ สู้เขานะ” จางชื่อเกออยากจะร่วมรบเคียงข้างศิษย์พี่ตนเอง แต่ด้วยพลังที่ยังด้อยจึงได้แต่ส่งแรงใจสนับสนุน
ฝ่ายองครักษ์ตระกูลหานเดินเข้าหาส่วนหนานกงอวิ๋นม่อก็ก้าวเดินเข้าหาเช่นกัน คนดูเห็นท่าแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าการประลองจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
“หมอนี่บ้าไปแล้วรึ? กล้าสู้กับองครักษ์ตระกูลหานได้ไง?” ผู้คนต่างต้องยอมรับในความกล้าบ้าบิ่นของเสี่ยวไป๋ ศิษย์ที่เขาสอนนี่โคตรแกร่งจริง ๆ
“ข้ามห้าขั้นยังนับว่าชวนให้สั่นคลอนความเชื่อในโลกนี้ แต่นี่ดันจะข้ามขั้นไปสู้กับจอมยุทธ์ระดับปลายอีก แบบนี้มันโง่หรือหัวแข็งกันแน่?” บางคนเริ่มสงสัยในสติของหนานกงอวิ๋นม่อที่เหมือนจะกล้าสู้ทุกอย่าง
“ข้าสงสัยว่าอาจารย์เขาก็คงมีปัญหาทางสมองเช่นกัน ศิษย์คลั่งขนาดนี้แทนที่จะห้ามดันไปเชียร์อีก แบบนี้ก็ไม่ต่างจากอยู่บ้านเดียวกันจริง ๆ นั่นแหละ” มีผู้คนพากย์เสียงใส่เสี่ยวไป๋ที่ยืนเชียร์ศิษย์อยู่ห่าง ๆ
เสี่ยวไป๋: “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พวกเขาว่าก็ไม่ผิดนะ เจ้าเพี้ยนจริง ๆ” เอ๋อร์โก่วหัวเราะร่าเพราะระดับพลังสูง แม้อยู่ไกลแต่ก็ได้ยินเสียงทุกคำราวกับเสียบหูฟังอยู่
เสี่ยวไป๋กำลังจะเถียงกลับ ทว่าคนดูฝั่งนั้นกลับพูดอีก
“ดูนั่น ๆ เจ้าหมาตัวนั้นยังหัวเราะอยู่เลย เจ้านายเพี้ยน สุนัขก็คงไม่ต่างกันนัก” คนหนึ่งชี้ไปยังเอ๋อร์โก่วที่หัวเราะคิกอยู่บนพื้น ความเห็นนี้เรียกเสียงเห็นด้วยจากอีกหลายคน
เอ๋อร์โก่ว: “แล้วข้าไปทำอะไรผิดล่ะ? ทุกวันนี้หัวเราะยังผิดอีกหรือ? แล้วอีกอย่าง ข้าไม่ใช่สัตว์เลี้ยงนะ ข้าเป็นเทพ”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ได้ยินไหม เจ้านี่ก็เพี้ยนเหมือนกัน” คราวนี้เสี่ยวไป๋ได้หัวเราะกลับ
ระบบ: “คนเขาว่าเจ้าเพี้ยน เจ้าดันหัวเราะตอบ เจ้านี่เพี้ยนจริง ๆ แล้วมั้ง”
องครักษ์ตระกูลหานเห็นหนานกงอวิ๋นม่อเดินมา ก็หัวเราะเยาะ “เจ้าหนุ่ม เจ้าชนะคุณชายเราได้ก็เพียงเพราะปาฏิหาริย์ หากต้องสู้กับพวกเราที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นปลาย ปาฏิหาริย์จะยังเกิดอีกหรือ?”
ในสายตาพวกเขา หนานกงอวิ๋นม่อไม่ต่างจากมดตัวหนึ่งสามารถบี้ตายได้ง่ายดาย
“ปาฏิหาริย์จะเกิดหรือไม่ข้าไม่รู้ แต่สิ่งที่ข้ารู้คือคนที่ล้มก่อนต้องเป็นพวกเจ้าแน่” หนานกงอวิ๋นม่อเอ่ยอย่างสงบ
“ช่างโอหังจริง ๆ ข้าชอบ แต่เจ้า...ไม่มีวันรอดจากวันนี้ไปได้” หนึ่งในองครักษ์กล่าวด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียม เสียงหัวเราะเย็นยะเยือก
“ศัตรูมักตายเพราะพูดมาก” ประโยคนี้หนานกงอวิ๋นม่อเรียนมาจากเสี่ยวไป๋ ยังมีอีกหลายวลีที่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงพูดได้เยอะนักแถมแปลกใหม่เสียจนบางคำไม่เคยได้ยิน
“อยากตายนัก” องครักษ์เหล่านี้ล้วนไร้ซึ่งน้ำใจนักกีฬา ไม่คิดจะต่อกรทีละคน แต่กลับประสานกันรุมล้อม ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ยอมรั้งหลัง
“ข้าละอายแทนพวกมันจริง ๆ คนมากมายขนาดนั้นกลับรุมตีเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวที่ยังเป็นแค่นักรบ” เสียงก่นด่าดังขึ้นจากผู้ชม การกระทำของพวกองครักษ์ช่างน่ารังเกียจ
หนานกงอวิ๋นม่อสูดลมหายใจลึก ในใจตื่นเต้นที่จะได้ใช้ท่าไม้ตายที่เก็บไว้นานแล้ว แต่เพราะพลังสะท้อนกลับของมันสูงเกินไป อีกทั้งไม่มีโอกาสได้ใช้จึงยังไม่เคยนำออกมาใช้จริง
ครานี้เมื่อแรงกดจากพลังวิญญาณทั้งสี่ทิศโถมเข้ามาใกล้ หนานกงอวิ๋นม่อก็สะบัดแขนขวาขึ้น ทันใดนั้นเสียงสายฟ้ารอบกายพลันกึกก้องกว่าครั้งไหน ๆ ดินใต้เท้าแตกระแหงเป็นหลุมเป็นบ่อจากอำนาจสายฟ้าที่ปกคลุมกายเขา