- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 108 ไม่อยาก
บทที่ 108 ไม่อยาก
บทที่ 108 ไม่อยาก
บทที่ 108 ไม่อยาก
กิจวัตรการต่อสู้ของเสี่ยวไป๋กับเอ๋อร์โก้ บัดนี้ได้กลายเป็นกิจกรรมวอร์มอัปยามเช้าไปเสียแล้ว ทั้งสองตรงต่อเวลาไม่มีขาดแม้แต่วันเดียว แน่นอนว่าเพราะมีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น
หลังจากจางชื่อเกอเข้าร่วมกลุ่มค่าใช้จ่ายของพวกเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่างฝ่ายต่างก็กินเก่งกันทั้งนั้น แค่ไม่กี่คนก็กินจนเงินไหลออกเป็นน้ำ ครั้นนึกถึงหากในอนาคตมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกเล่า เสี่ยวไป๋พลันตระหนักถึงความสำคัญของการหาเงิน เขาจึงตัดสินใจว่าหลังจากจัดการเรื่องตรงหน้าเสร็จจะกลับไปปล้นพวกโจรต่อ
โจร: “เหมียว ๆ ๆ” พวกข้าก็เป็นคนเหมือนกัน เราไปทำอะไรให้เจ้ากัน?
หลังจากมื้อเช้าสิ้นสุดลง ขบวนของเสี่ยวไป๋ก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าตามทิศทางที่อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำเคยบินไปเพราะพวกเขาไม่รู้ตำแหน่งที่แน่นอนของอีกฝ่าย วิชาเคลื่อนย้ายจึงใช้ไม่ได้จำเป็นต้องบินไปเองเท่านั้น
“เจ้าสามารถสุ่มเคลื่อนย้ายก็ได้นี่นา” ระบบเสนอความเห็นในยามวิกฤต ในฐานะกุนซือหัวหมาของเสี่ยวไป๋ แม้ปกติจะเป็นจอมอู้ แต่วิธีคิดก็ยังพอพึ่งได้ในบางเวลา
“สุ่มเคลื่อนย้าย? นั่นมันอะไร ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน?” เสี่ยวไป๋งงงัน ตั้งแต่ใช้วิชานี้มาก็มีแต่ระบุตำแหน่งหรือบุคคลแล้วก็ย้ายไปได้เลย แต่แบบสุ่มนี่คืออะไร?
“ก็คือเลือกเป้าหมายแบบสุ่มล้วน ๆ จากนั้นก็เคลื่อนย้ายทันที จุดหมายอาจจะเป็นทะเล ลาวาหรือไม่ก็ส้วมก็ได้” ระบบอธิบายอย่างใสซื่อ
“พอแล้ว ข้าฟังจบแล้ว ไปตายตรงมุมโน้นซะเถิด” เสี่ยวไป๋อยากจะบีบคอระบบเหลือเกิน จะเสนอแนวคิดก็เสนอไปเถอะ แต่ช่วยยกตัวอย่างให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม? ทะเล ลาวา ส้วม มีสักอย่างเดียวไหมที่เจ้าคิดว่าข้าอยากจะไป?
“ว่าแต่เอ๋อร์โก้ ระหว่างทางเจ้าคอยจับสัญญาณพลังของอู๋ม่อหย่งกับพวกเขาไว้หากพบเมื่อไรข้าจะเคลื่อนย้ายไปทันที” เสี่ยวไป๋หันไปพูดกับเจ้าหมาเทพที่บินอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนตำแหน่ง
การบินของกลุ่มนี้ทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของเสี่ยวไป๋เพียงผู้เดียวเพราะนอกจากเขาแล้ว ไม่มีใครบินได้เลย หนานกงอวิ๋นม่อกับจางชื่อเกอพลังยังอ่อนส่วนเอ๋อร์โก้นั้นเสี่ยวไป๋เคยถาม แต่เจ้าหมาเจ้านี่ไม่เคยยอมบอกเหตุผลของมันเลยสุดท้ายก็ต้องให้เสี่ยวไป๋พาทุกคนบินเหมือนเดิม
“เอ่อ ๆ” เอ๋อร์โก้ตอบอย่างกระตือรือร้น ดูท่าจะเริ่มรู้สึกผิดที่เอาแต่ขี้เกียจ ไม่อยากเป็นขี้เกียจขั้นเทพอีกต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ขณะอู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำกำลังบินมุ่งหน้าหาเสี่ยวไป๋
“ศิษย์พี่ขอพักหน่อยเถอะ ข้าทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” ชายชุดดำร้องโอดโอย หลังจากบินติดต่อกันเป็นเวลานาน แม้จะมีพลังในระดับจอมวิญญาณ แต่เขาก็ไม่ใช่เครื่องจักร ยังมีขีดจำกัดเช่นกัน ขณะนี้เขาอยากกินข้าว อยากนอน อยากหยุดสักพักเหลือเกิน
“ก็ได้ หากเจอเมืองสักแห่ง เราจะพักค้างหนึ่งคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ” อู๋ม่อหย่งเองก็ไม่ได้เหลือพลังมากนักจากการบินอย่างต่อเนื่องเช่นกันถึงเวลาแล้วที่จะต้องพักฟื้นบ้าง
“ดีเลย เยี่ยมสุด ๆ” ชายชุดดำที่เกือบจะทรุดลงอยู่แล้วถึงกับมีพลังชีวิตคืนมาในบัดดล องค์เหนือหัวของข้าช่างเมตตานัก ขอขอบพระคุณพระองค์อีกครั้งที่ช่วยข้ารอดมาได้
ในขณะที่ทั้งสองกลุ่มยังคงเดินทางอยู่นั้น
ทางด้านหลิวจื่อซีก็ได้เดินทางกลับถึงตระกูลเรียบร้อยแล้ว
หน้ามิติลับชั้นสูงที่สร้างขึ้นโดยยอดฝีมือระดับจักรพรรดิเทพ มีเหล่าผู้คนเรียงแถวรอต้อนรับกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่า เด็กเล็ก ชายหนุ่ม หญิงสาว วัยกลางคน ดูจากท่าทีแล้ว เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนเป็นบุคคลสำคัญของตระกูลทั้งสิ้น
“คารวะคุณหนู ขอต้อนรับการกลับมาของคุณหนู” เสียงประสานจากทุกคนดังกึกก้องพร้อมก้มคำนับ
“ขอบคุณทุกท่านที่ออกมาต้อนรับ ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” หลิวจื่อซีโค้งคำนับเบา ๆ กล่าวอย่างสุภาพ
“ลูกสาวที่รักของข้า เจ้าคิดถึงพ่อไหม?” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงนาง สายตาเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย ตลอดช่วงที่ลูกสาวไม่อยู่ เขาคิดถึงและเป็นห่วงตลอดเวลาหากเพียงเขารู้ว่าเด็กคนนี้เติบโตมาสนุกแค่ไหน เขาคงไม่ต้องกังวลขนาดนั้น
“คารวะท่านเจ้าตระกูล” ทุกคนเมื่อเห็นว่าเจ้าตระกูลมาเองก็รีบคารวะอย่างเคารพสุดหัวใจ
เจ้าตระกูลโบกมือเบา ๆ บอกให้ทุกคนไม่ต้องพิธีรีตองนัก แล้วหันกลับไปมองลูกสาวอย่างภาคภูมิใจพลางคิดในใจว่า “ฮี่ฮี่ฮี่ ไม่ได้พบกันเสียนาน ลูกสาวของพ่อต้องคิดถึงพ่อตายแน่ ๆ”
“ไม่คิดถึง” หลิวจื่อซีตอบเสียงเรียบ
“แค่ก” เจ้าตระกูลแทบสำลักเลือด ความฝันของเขาถูกทำลายภายในคำเดียว
“จื่อซี เจ้ากลับมาแล้ว ในที่สุดแม่ก็หายห่วง” หญิงสาววัยงามปรากฏตัวขึ้นข้างหน้านาง รูปโฉมงดงามพอ ๆ กับหลิวจื่อซี ทั้งรูปลักษณ์และเค้าโครงใบหน้าราวกับหล่อจากแม่พิมพ์เดียวกัน
“ท่านแม่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน” หลิวจื่อซีพุ่งเข้าไปกอดทันที ความอ่อนหวานที่มีกับมารดาต่างจากที่มีกับบิดาโดยสิ้นเชิง
ทันใดนั้น ทุกคนได้ยินเสียงบางอย่างคล้ายกระจกแตก แต่กลับหาไม่พบต้นตอของเสียงแม้แต่คนเดียวทั้งที่พลังของพวกเขาสูงส่งนัก
“ไม่ต้องหา นั่นเสียงหัวใจของข้าแตกต่างหาก” เจ้าตระกูลรำพึงในใจ น้ำตาแทบไหลด้วยความเจ็บปวด เหตุใดบุตรสาวถึงใจร้ายกับเขาเช่นนี้ ความรักที่ให้กลายเป็นเศษแก้วไปเสียแล้ว พระเจ้า ได้โปรดให้ข้าตายเสียทีเถิด
“ท่านพ่อ เมื่อครู่ข้าล้อเล่นเองเจ้าค่ะ ความจริงแล้วข้าคิดถึงท่านทุกวันเลย” หลิวจื่อซีทำท่าทางทะเล้นแลบลิ้นใส่บิดา
“ตึ้ง” คราวนี้เกิดเสียงเหมือนกลองยักษ์กระแทกใจขึ้นมาอีกระลอก แต่ก็ยังไม่มีใครหาเจอว่ามาจากที่ใด
“ไม่ต้องหา นั่นเสียงหัวใจของข้าที่ฟื้นคืนชีพต่างหาก” เจ้าตระกูลกล่าวในใจ ตอนนี้เขาอารมณ์ดีเสียยิ่งกว่าตะกี้ที่ซึมกะทือ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกล่าวได้ว่าเลือดเต็มถังฟื้นคืนชีพ
“อืม?” ชายชราในกลุ่มหนึ่งคนก้าวออกมา เขามองคนที่อยู่เบื้องหลังหลิวจื่อซีอย่างถี่ถ้วน ไล่สายตาไปที่เฒ่าเว่ยกับพวก แล้วเริ่มนับจำนวนหัวทีละคน นับแล้วนับอีก
“มีอะไรหรือผู้อาวุโสใหญ่?” เจ้าตระกูลขมวดคิ้วถามอย่างหัวเสีย ‘ไม่เห็นหรือว่าข้ากำลังมีช่วงเวลากับลูกสาวอยู่? จะมาขัดอะไรตอนนี้’
“ท่านเจ้าตระกูล จำนวนคนไม่ตรงขอรับ” ผู้อาวุโสใหญ่ไม่แม้แต่จะมองสีหน้าของใครทั้งนั้น เอาแต่กล่าวอย่างไม่ใยดี