เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก

บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก

บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก


บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก

เสี่ยวไป๋เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็คิดในใจว่า “ดูท่าคนผู้นี้จะเกลียดชังผู้ฝึกวิชามารไม่น้อยเลย แต่เพราะเหตุใดกันแน่นะ?”

“ใช่ พวกเราคือผู้ฝึกวิชามาร” อู๋ม่อหย่งรู้ว่าหลีกเลี่ยงไปก็ไม่มีประโยชน์จึงเลือกเปิดเผยเสียตรงๆ

“อวดดีนัก แค่พวกผู้ฝึกวิชามารกระจอก ๆ สองคน ยังกล้าโผล่มาอวดโฉมต่อหน้าตระกูลหลิวของข้า เจ้าคิดว่าตระกูลหลิวเราขี้ขลาดจนไม่กล้าฆ่าพวกเจ้าหรือไร?” ผู้อาวุโสผู้นั้นพอได้ยินยืนยันตัวตนก็ยิ่งแสดงท่าทีรังเกียจอย่างชัดเจน

“ผู้อาวุโส เรื่องนี้มิใช่ว่า” อู๋ม่อหย่งพยายามจะอธิบาย แต่กลับถูกขัดกลางประโยค

“ไม่ต้องพูด พวกผู้ฝึกวิชามารไม่มีใครเป็นคนดี ทุกตัวล้วนสมควรตาย” ผู้อาวุโสผู้นั้นสาปแช่งออกมา เห็นได้ชัดว่าเกลียดชังถึงขีดสุด

“เจ้า” อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำโมโหจัด พวกเขาพูดดี ๆ ยังจะโดนด่าซ้ำไม่หยุด

“หยุดก่อนเถิด” เฒ่าเว่ยรีบคว้าแขนผู้อาวุโสให้สงบสติอารมณ์

“มีอะไรรึ เฒ่าเว่ย? ข้าพูดผิดตรงไหน? ผู้ฝึกวิชามารมิใช่ศัตรูร่วมของทั้งโลกหรือ? หากไม่ใช่เพราะวิหารอสูรในอดีต โลกนี้คงไม่บอบช้ำถึงเพียงนี้” ผู้อาวุโสพูดน้ำลายกระเซ็น ประหนึ่งวิหารอสูรและผู้ฝึกวิชามารคือมารร้ายที่ต้องขจัดให้สิ้น

“พูดจาหมาไม่แดก พวกเจ้าต่างหากที่อิจฉาพลังบ่มเพาะและความสามารถในการต่อสู้ของวิหารอสูร จึงอ้างชื่อพิทักษ์คุณธรรมแล้วเปิดศึกเล่นงานพวกเราอยู่ร่ำไป ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้ามาหาเรื่องก่อน วิหารอสูรจะกลายเป็นแบบนี้หรือ?” ชายชุดดำทนไม่ไหว ออกมายืนด่าตอบโต้ทันที

“จิตมารฝังลึก สมควรประหาร” ผู้อาวุโสขมวดคิ้วชี้นิ้วไปยังชายชุดดำพลางยิงคลื่นพลังวิญญาณเข้าใส่

“เห้ย ๆ แค่พูดไม่ถูกใจก็ลงมือเลยรึ? แบบนี้ไม่ดีนะ” เสี่ยวไป๋พูดเพียงคำเดียวก็ทำลายคลื่นพลังของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย

บ้าระห่ำพอไหม? อวดดีพอไหม? กล้าลงมือต่อหน้าข้า เจ้าคือคนแรกเลยจริง ๆ

“มีผู้แข็งแกร่งอยู่ที่นี่ด้วย” ผู้อาวุโสหันมาจ้องเสี่ยวไป๋ สีหน้าเคร่งเครียด ตอนมาก็ตรวจสอบแล้วว่าย่านร้างนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรแค่ระดับราชาวิญญาณ ยังไงก็ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ตอนนี้กลับมีตัวตนอันน่าสะพรึงปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ประหลาดใจได้อย่างไร?

“ยังไม่รีบขอโทษผู้อาวุโสเสี่ยวอีก” เฒ่าเว่ยรีบกดหัวผู้อาวุโสคนนั้นไว้ให้งุดลงเพราะตอนนั้นอีกฝ่ายลงมือเร็วเกิน พวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสห้ามปราม

“ขอโทษไปเพื่อ?” ผู้อาวุโสมองอย่างงง ๆ “ข้าเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับราชาเทพ ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาจะเป็นถึงจักรพรรดิเทพเลยหรือ?”

“เจ้าบัดซบ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?” เฒ่าเว่ยอยากจะฟาดหน้ามันเสียเดี๋ยวนั้น กล้าลงมือโดยไม่มีคำสั่งจากคุณหนูแถมคนที่เจ้าจะฆ่าคือน้องชายของจักรพรรดิเทพ ถึงแม้ตระกูลเราจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ศัตรูที่เจ้าหาให้พวกเรานี่มันเกินรับไหว บอกตรง ๆ ว่าแค่มีจักรพรรดิเทพสักคนโกรธ ตระกูลเราก็ไม่มีปัญญารอดแล้ว

“ไม่ต้องขอโทษก็ได้” เสี่ยวไป๋หาวหนึ่งที ก่อนจะพูดขึ้น “ข้ามีคำถามไม่กี่ข้อ อยากให้พวกเจ้าตอบก็พอ”

ถึงเขาจะไม่ชอบผู้อาวุโสคนนี้สักเท่าไร แต่เพราะเป็นคนของเด็กสาวชุดดำจะลงมือก็ใช่ที่

“ได้ขอรับ ผู้อาวุโสเสี่ยวโปรดถาม” เฒ่าเว่ยรับคำด้วยความเคารพ เสี่ยวไป๋ชื่นชมชายผู้นี้อยู่พอตัวเพราะหาได้ยากนักในโลกแฟนตาซีเช่นนี้ที่ยังมีคนพูดจากับผู้อื่นด้วยความสุภาพ

“เหตุใดพวกเจ้าถึงเกลียดชังผู้ฝึกวิชามารถึงเพียงนี้?” เสี่ยวไป๋ถามคำแรกและนี่คือคำถามสำคัญเพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลยนอกจากเรื่องพื้นฐานนิดหน่อย

“เจ้าที่เรียกตัวเองว่า ‘ผู้อาวุโสเสี่ยว’ นี่นะ ข้าจะบอกให้ก็ได้ ผู้ฝึกวิชามารคือศัตรูของทั้งโลก เจ้าในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ก็สมควรร่วมมือกับพวกข้าในการกวาดล้างคนพวกนี้เพื่อฟื้นฟูโลก ไม่ให้พวกมันทำลายอีกต่อไป” ผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอุดมการณ์

เสี่ยวไป๋พยายามรักษารอยยิ้มไว้ แต่ในใจก็กล่าวว่า “อดทนไว้ เห็นแก่หนูน้อยคนนั้น ข้าจะอดทนกับเจ้าหนนี้”

“เลิกพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว ข้าจะอธิบายให้ผู้อาวุโสเสี่ยวฟังเอง” เฒ่าเว่ยจ้องผู้อาวุโสคนนั้นเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เจ้าบ้าเอ๊ย กล้าพูดพล่อย ๆ ใส่จักรพรรดิเทพ

“ผู้อาวุโสเสี่ยว ความจริงคือเช่นนี้

ในอดีตกาล วิหารอสูรรุ่งเรืองถึงขีดสุดจนผู้คนทั้งแผ่นดินต่างยำเกรง เจ้าวิหารมีพลังลึกล้ำยากหยั่งถึง

เคยมีจักรพรรดิเทพผู้หนึ่งท้าทายเจ้าวิหารอสูรในศึกกระบวนท่าสุดท้ายก็พ่ายแพ้ย่อยยับและเจ้าวิหารยังใช้ไม่ถึงสิบกระบวนท่าด้วยซ้ำ ชื่อเสียงของเขาจึงพุ่งสูงสุดขีด ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าร่วมวิหารอสูร

เดิมทีทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี...แต่วันหนึ่งกลับมีข่าวแพร่ออกมาว่าวิธีฝึกฝนของเจ้าวิหารและบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงนั้นเกี่ยวข้องกับทารกแรกเกิด

(ข้าขอไม่ลงรายละเอียดเพราะกลัวละเมิดกฎและไม่อยากทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะอิดสะเอียนถึงอย่างไรเราก็เขียนนิยายสาย ‘สะใจ’ อยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องนี้ไม่มีผลใดต่อพวกตัวเอก)

ข่าวนี้แพร่สะพัดราวกับวันสิ้นโลก ทุกคนพากันสาปแช่งวิหารอสูร เจ้าวิหารกลายเป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งของโลก

แม้ยังมีบางส่วนที่เชื่อมั่นในตัวเจ้าวิหารมาร ทว่าเมื่อมีหลักฐานปรากฏขึ้น (ว่ากันว่ามีศพ...) ทุกเสียงสนับสนุนก็เงียบหายไปทันที

ต่อมามีข่าวใหม่แพร่กระจายอีกว่า เจ้าวิหารมารได้สังหารอาจารย์ของตนเองพร้อมหลักฐานประกอบ

เรื่องนี้ส่งผลร้ายรุนแรงเทียบเท่าเรื่องก่อนหน้า

วิหารอสูรพังพินาศอย่างรวดเร็ว ศิษย์มากมายละทิ้ง พวกผู้อาวุโสก็จากไปเพราะแรงกดดัน แขกกิตติมศักดิ์กับผู้อาวุโสพิเศษต่างก็หลบซ่อน

สถานที่ซึ่งเคยได้รับการเคารพบูชาจึงกลายเป็นสถานอัปยศที่ใครเห็นก็สาปแช่ง

สุดท้ายก็บังเกิดมหาสงครามสะท้านฟ้า

จักรพรรดิเทพทั้งหลายรวมเกือบทั้งทวีปตะวันออก ต่างร่วมมือกันล้อมปราบวิหารมาร ยกเว้นบางคนที่ไม่ได้มา

แม้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของวิหารอสูร แต่ก็ยังคงมีเหล่าศิษย์จงรักภักดีและผู้อาวุโสบางส่วนแอบซ่อนรอวันฟื้นฟู

และสงครามครั้งนั้นก็ทำให้ทุกสำนักใหญ่ต้องสูญเสียหนัก หนึ่งในนั้นเกือบถูกล้างตระกูล

ทวีปตะวันออกในตอนนั้น แทบรับแรงทำลายจากพวกจักรพรรดิเทพไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”

จบบทที่ บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว