- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก
บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก
บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก
บทที่ 92 เจ้าช่างอวดดีนัก
เสี่ยวไป๋เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วก็คิดในใจว่า “ดูท่าคนผู้นี้จะเกลียดชังผู้ฝึกวิชามารไม่น้อยเลย แต่เพราะเหตุใดกันแน่นะ?”
“ใช่ พวกเราคือผู้ฝึกวิชามาร” อู๋ม่อหย่งรู้ว่าหลีกเลี่ยงไปก็ไม่มีประโยชน์จึงเลือกเปิดเผยเสียตรงๆ
“อวดดีนัก แค่พวกผู้ฝึกวิชามารกระจอก ๆ สองคน ยังกล้าโผล่มาอวดโฉมต่อหน้าตระกูลหลิวของข้า เจ้าคิดว่าตระกูลหลิวเราขี้ขลาดจนไม่กล้าฆ่าพวกเจ้าหรือไร?” ผู้อาวุโสผู้นั้นพอได้ยินยืนยันตัวตนก็ยิ่งแสดงท่าทีรังเกียจอย่างชัดเจน
“ผู้อาวุโส เรื่องนี้มิใช่ว่า” อู๋ม่อหย่งพยายามจะอธิบาย แต่กลับถูกขัดกลางประโยค
“ไม่ต้องพูด พวกผู้ฝึกวิชามารไม่มีใครเป็นคนดี ทุกตัวล้วนสมควรตาย” ผู้อาวุโสผู้นั้นสาปแช่งออกมา เห็นได้ชัดว่าเกลียดชังถึงขีดสุด
“เจ้า” อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำโมโหจัด พวกเขาพูดดี ๆ ยังจะโดนด่าซ้ำไม่หยุด
“หยุดก่อนเถิด” เฒ่าเว่ยรีบคว้าแขนผู้อาวุโสให้สงบสติอารมณ์
“มีอะไรรึ เฒ่าเว่ย? ข้าพูดผิดตรงไหน? ผู้ฝึกวิชามารมิใช่ศัตรูร่วมของทั้งโลกหรือ? หากไม่ใช่เพราะวิหารอสูรในอดีต โลกนี้คงไม่บอบช้ำถึงเพียงนี้” ผู้อาวุโสพูดน้ำลายกระเซ็น ประหนึ่งวิหารอสูรและผู้ฝึกวิชามารคือมารร้ายที่ต้องขจัดให้สิ้น
“พูดจาหมาไม่แดก พวกเจ้าต่างหากที่อิจฉาพลังบ่มเพาะและความสามารถในการต่อสู้ของวิหารอสูร จึงอ้างชื่อพิทักษ์คุณธรรมแล้วเปิดศึกเล่นงานพวกเราอยู่ร่ำไป ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเจ้ามาหาเรื่องก่อน วิหารอสูรจะกลายเป็นแบบนี้หรือ?” ชายชุดดำทนไม่ไหว ออกมายืนด่าตอบโต้ทันที
“จิตมารฝังลึก สมควรประหาร” ผู้อาวุโสขมวดคิ้วชี้นิ้วไปยังชายชุดดำพลางยิงคลื่นพลังวิญญาณเข้าใส่
“เห้ย ๆ แค่พูดไม่ถูกใจก็ลงมือเลยรึ? แบบนี้ไม่ดีนะ” เสี่ยวไป๋พูดเพียงคำเดียวก็ทำลายคลื่นพลังของอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย
บ้าระห่ำพอไหม? อวดดีพอไหม? กล้าลงมือต่อหน้าข้า เจ้าคือคนแรกเลยจริง ๆ
“มีผู้แข็งแกร่งอยู่ที่นี่ด้วย” ผู้อาวุโสหันมาจ้องเสี่ยวไป๋ สีหน้าเคร่งเครียด ตอนมาก็ตรวจสอบแล้วว่าย่านร้างนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรแค่ระดับราชาวิญญาณ ยังไงก็ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ตอนนี้กลับมีตัวตนอันน่าสะพรึงปรากฏอยู่ตรงหน้า ไม่ประหลาดใจได้อย่างไร?
“ยังไม่รีบขอโทษผู้อาวุโสเสี่ยวอีก” เฒ่าเว่ยรีบกดหัวผู้อาวุโสคนนั้นไว้ให้งุดลงเพราะตอนนั้นอีกฝ่ายลงมือเร็วเกิน พวกเขาไม่มีแม้แต่โอกาสห้ามปราม
“ขอโทษไปเพื่อ?” ผู้อาวุโสมองอย่างงง ๆ “ข้าเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับราชาเทพ ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาจะเป็นถึงจักรพรรดิเทพเลยหรือ?”
“เจ้าบัดซบ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?” เฒ่าเว่ยอยากจะฟาดหน้ามันเสียเดี๋ยวนั้น กล้าลงมือโดยไม่มีคำสั่งจากคุณหนูแถมคนที่เจ้าจะฆ่าคือน้องชายของจักรพรรดิเทพ ถึงแม้ตระกูลเราจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ศัตรูที่เจ้าหาให้พวกเรานี่มันเกินรับไหว บอกตรง ๆ ว่าแค่มีจักรพรรดิเทพสักคนโกรธ ตระกูลเราก็ไม่มีปัญญารอดแล้ว
“ไม่ต้องขอโทษก็ได้” เสี่ยวไป๋หาวหนึ่งที ก่อนจะพูดขึ้น “ข้ามีคำถามไม่กี่ข้อ อยากให้พวกเจ้าตอบก็พอ”
ถึงเขาจะไม่ชอบผู้อาวุโสคนนี้สักเท่าไร แต่เพราะเป็นคนของเด็กสาวชุดดำจะลงมือก็ใช่ที่
“ได้ขอรับ ผู้อาวุโสเสี่ยวโปรดถาม” เฒ่าเว่ยรับคำด้วยความเคารพ เสี่ยวไป๋ชื่นชมชายผู้นี้อยู่พอตัวเพราะหาได้ยากนักในโลกแฟนตาซีเช่นนี้ที่ยังมีคนพูดจากับผู้อื่นด้วยความสุภาพ
“เหตุใดพวกเจ้าถึงเกลียดชังผู้ฝึกวิชามารถึงเพียงนี้?” เสี่ยวไป๋ถามคำแรกและนี่คือคำถามสำคัญเพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลยนอกจากเรื่องพื้นฐานนิดหน่อย
“เจ้าที่เรียกตัวเองว่า ‘ผู้อาวุโสเสี่ยว’ นี่นะ ข้าจะบอกให้ก็ได้ ผู้ฝึกวิชามารคือศัตรูของทั้งโลก เจ้าในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ก็สมควรร่วมมือกับพวกข้าในการกวาดล้างคนพวกนี้เพื่อฟื้นฟูโลก ไม่ให้พวกมันทำลายอีกต่อไป” ผู้อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอุดมการณ์
เสี่ยวไป๋พยายามรักษารอยยิ้มไว้ แต่ในใจก็กล่าวว่า “อดทนไว้ เห็นแก่หนูน้อยคนนั้น ข้าจะอดทนกับเจ้าหนนี้”
“เลิกพูดเพ้อเจ้อได้แล้ว ข้าจะอธิบายให้ผู้อาวุโสเสี่ยวฟังเอง” เฒ่าเว่ยจ้องผู้อาวุโสคนนั้นเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เจ้าบ้าเอ๊ย กล้าพูดพล่อย ๆ ใส่จักรพรรดิเทพ
“ผู้อาวุโสเสี่ยว ความจริงคือเช่นนี้
ในอดีตกาล วิหารอสูรรุ่งเรืองถึงขีดสุดจนผู้คนทั้งแผ่นดินต่างยำเกรง เจ้าวิหารมีพลังลึกล้ำยากหยั่งถึง
เคยมีจักรพรรดิเทพผู้หนึ่งท้าทายเจ้าวิหารอสูรในศึกกระบวนท่าสุดท้ายก็พ่ายแพ้ย่อยยับและเจ้าวิหารยังใช้ไม่ถึงสิบกระบวนท่าด้วยซ้ำ ชื่อเสียงของเขาจึงพุ่งสูงสุดขีด ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าร่วมวิหารอสูร
เดิมทีทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี...แต่วันหนึ่งกลับมีข่าวแพร่ออกมาว่าวิธีฝึกฝนของเจ้าวิหารและบรรดาผู้อาวุโสระดับสูงนั้นเกี่ยวข้องกับทารกแรกเกิด
(ข้าขอไม่ลงรายละเอียดเพราะกลัวละเมิดกฎและไม่อยากทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะอิดสะเอียนถึงอย่างไรเราก็เขียนนิยายสาย ‘สะใจ’ อยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องนี้ไม่มีผลใดต่อพวกตัวเอก)
ข่าวนี้แพร่สะพัดราวกับวันสิ้นโลก ทุกคนพากันสาปแช่งวิหารอสูร เจ้าวิหารกลายเป็นผู้ร้ายอันดับหนึ่งของโลก
แม้ยังมีบางส่วนที่เชื่อมั่นในตัวเจ้าวิหารมาร ทว่าเมื่อมีหลักฐานปรากฏขึ้น (ว่ากันว่ามีศพ...) ทุกเสียงสนับสนุนก็เงียบหายไปทันที
ต่อมามีข่าวใหม่แพร่กระจายอีกว่า เจ้าวิหารมารได้สังหารอาจารย์ของตนเองพร้อมหลักฐานประกอบ
เรื่องนี้ส่งผลร้ายรุนแรงเทียบเท่าเรื่องก่อนหน้า
วิหารอสูรพังพินาศอย่างรวดเร็ว ศิษย์มากมายละทิ้ง พวกผู้อาวุโสก็จากไปเพราะแรงกดดัน แขกกิตติมศักดิ์กับผู้อาวุโสพิเศษต่างก็หลบซ่อน
สถานที่ซึ่งเคยได้รับการเคารพบูชาจึงกลายเป็นสถานอัปยศที่ใครเห็นก็สาปแช่ง
สุดท้ายก็บังเกิดมหาสงครามสะท้านฟ้า
จักรพรรดิเทพทั้งหลายรวมเกือบทั้งทวีปตะวันออก ต่างร่วมมือกันล้อมปราบวิหารมาร ยกเว้นบางคนที่ไม่ได้มา
แม้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของวิหารอสูร แต่ก็ยังคงมีเหล่าศิษย์จงรักภักดีและผู้อาวุโสบางส่วนแอบซ่อนรอวันฟื้นฟู
และสงครามครั้งนั้นก็ทำให้ทุกสำนักใหญ่ต้องสูญเสียหนัก หนึ่งในนั้นเกือบถูกล้างตระกูล
ทวีปตะวันออกในตอนนั้น แทบรับแรงทำลายจากพวกจักรพรรดิเทพไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว”