เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ

บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ

บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ


บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ

“พวกเราจะทำยังไงกันดี? ตอนนี้ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าต้องไปสืบเรื่องของใคร” เหล่าชุดดำที่เพิ่งหลบหนีออกมา เริ่มประชุมวางแผนกันอย่างเร่งด่วน

“ข้าไม่รู้เหมือนกัน” หนึ่งในนั้นตอบ

“ข้าก็เช่นกัน” อีกคนประสานมือรับคำ

“ข้าเหมือนกันเปี๊ยบ” คนสุดท้ายก็ไม่ต่างกัน

“……” ชุดดำคนแรกที่ถามรู้สึกว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางหมูอู๊ด ๆ ชัด ๆ งานนี้ไม่พังก็แปลกแล้ว

“ขี้ขลาด ขี้ขลาดเกินไป ข้าพบคนขี้ขลาดขนาดนี้ครั้งแรกในชีวิตเลย” เสี่ยวไป๋เริ่มรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงมือก่อนหน้านี้ หากรู้ว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งศัตรูเจ้าปัญหาล่ะก็ ควรจะจัดการให้สิ้นซากไปเลย ตั้งแต่ตอนนั้น

พูดไปพูดมาก็ยังอดโทษเจ้าหมอนั่นไม่ได้ มันมันขี้ขลาดเกินไป บอกว่าจะสู้สุดท้ายหายตัวยังส่งแค่วาจามาทางมิติเสียอีก ถ้าจะบอกว่าขี้ขลาดยิ่งกว่าหนูก็คงดูถูกหนูเกินไปเสียแล้ว

“พี่ชาย ท่านสุดยอดไปเลย สมกับเป็นผู้นำทางแห่งพวกเรา” ชายชุดดำดีดตัวเข้ามาแสดงความเลื่อมใสต่อเสี่ยวไป๋ เขารู้สึกทึ่งสุด ๆ กล้าสู้แม้แต่จักรพรรดิเทพ แบบนี้ไม่เคารพไม่ได้แล้ว

“หยุดเลย ข้าขอปฏิเสธตำแหน่งผู้นำทางนั่น ข้าจะต้องมีศิษย์มีสำนักในอนาคต หากมีใครรู้ว่าข้าเป็นแบบอย่างของเจ้า ไม่มีใครกล้ามาสังกัดสำนักข้าแน่” เสี่ยวไป๋ปฏิเสธเสียงแข็ง เขารู้ดีว่าคลั่งเท่ระดับนี้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้

“นี่แหละคือพลังของจักรพรรดิเทพงั้นหรือ?” หนานกงอวิ๋นม่อแววตาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน วันนี้เขาได้ประจักษ์ถึงช่องว่างของพลังที่แท้จริง แค่ปรากฏตัวก็สั่นสะเทือนฟ้าดิน นี่คือตัวตนระดับสูงสุดอย่างแท้จริง

“ชื่อดูเท่ดีหรอกนะ แต่ไม่มีแก่นสารเลย ฟังดูขลัง แต่ของจริงกลับกลวงเปล่า เจ้าอวิ๋นม่อ ฝึกดี ๆ ไม่นานเจ้าก็จะถึงระดับนั้นเองแหละ” เอ๋อร์โก่วรู้สึกทึ่งกับการตั้งชื่อระดับพลังในโลกนี้เหลือเกิน ไม่เพียงกล้าใช้คำว่า “เทพ” แต่ยังมี “ราชาเทพ” และ “จักรพรรดิเทพ” อย่างไม่เกรงใจแดนเทพเลย

“อาเอ๋อร์โก่ว ข้าจะต้องถึงระดับเดียวกับท่านอาจารย์ให้ได้ในวันหนึ่ง” สำหรับหนานกงอวิ๋นม่อ เสี่ยวไป๋คือสุดยอดผู้แข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้ ไม่มีศัตรูใดที่เขาเอาชนะไม่ได้

“อืม…อันนี้…ข้าขอไม่ตอบ” เอ๋อร์โก่วเริ่มเหงื่อตก เดี๋ยวจะทำร้ายจิตใจน้องมันเกินไป

“ฝึกไปเถอะ พอเจ้าถึงจุดหนึ่ง เจ้าจะรู้ด้วยตัวเองแหละ” เอ๋อร์โก่วตัดสินใจให้เจ้าหนุ่มไปเรียนรู้ความจริงด้วยตนเอง

“ผู้อาวุโสเอ๋อร์โก่ว นี่ท่านคือสุนัขสายพันธุ์อะไรกันแน่ถึงได้ไม่เห็นจักรพรรดิเทพอยู่ในสายตาเลย?” เฒ่าหลี่กับพรรคพวกเริ่มกระซิบกระซาบกัน พวกเขาเริ่มสงสัยว่าเอ๋อร์โก่วอาจเกี่ยวข้องกับแดนเหนือโลกในตำนาน

“เจ้าสุนัขนี่ลึกไม่ธรรมดาเลยแฮะ” อู๋ม่อหย่งกระซิบข้างชายชุดดำราวกับจะเริ่มแผนการบางอย่าง

“แน่นอนสิ ศิษย์พี่ของข้า พี่ชายของข้า สหายของข้าล้วนเป็นยอดฝีมือ ท่านดูตาของข้าให้ดี เห็นไหม?” ชายชุดดำไม่เข้าใจความนัยของอู๋ม่อหย่ง เขาตอบเสียงดังฟังชัด แล้วยังทำท่าดึงชายผ้าคลุมตรงดวงตาให้เห็นชัด ๆ แล้วตะโกนต่อ “ศิษย์พี่ เห็นไหม? ข้านอนอยู่ดี ๆ แล้วองค์เหนือหัวก็ถ่ายทอดวิชาสายตาเทพให้ข้าในความฝัน ตอนนี้ข้ามองคนแม่นสุด ๆ”

ทุกคนพอได้ยินคำว่า “เทพ” ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองดวงตาของเขา

ผลคือมันแค่ขอบตาคล้ำจากการอดนอนทั้งนั้น แพนด้ายังอาย

“ช่างสุดยอดเหลือเกิน ยินดีกับเจ้าด้วยนะ ศิษย์น้อง” อู๋ม่อหย่งไม่รู้จะพูดอะไร เห็นชัด ๆ ว่าแค่ขอบตาดำ เจ้าศิษย์น้องนี่มันเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ในเวลาไม่กี่ปี

“ยินดีด้วย” เฒ่าเว่ยกับคนอื่น ๆ ก็ร่วมแสดงความยินดีด้วย

ชายชุดดำยิ่งลำพอง ยิ้มจนแทบแหกปากด้วยความภาคภูมิใจ

“เอ๋อร์โก่ว เจ้ารู้สึกอะไรแปลก ๆ ไหม?” เสี่ยวไป๋ถามขึ้น อยากรู้ว่าพลังตาเทพของชายชุดดำมีอะไรพิเศษหรือเปล่า อย่างเช่นพลังเทพอะไรทำนองนั้น

“พิเศษสิ” เอ๋อร์โกวมองดวงตาชายชุดดำนิ่งนานก่อนจะพูดขึ้น

“ที่ไหน?” เสี่ยวไป๋ตื่นเต้นจนแทบกระโจน ใจเต้นแรง อย่างกับพบความลับของสวรรค์

“ขอบตาดำเจ้าขนาดนั้น เปรียบเหมือนเอาก้อนถ่านก้อนใหญ่ ๆ มาติดไว้บนหน้าเลย” เอ๋อร์โก่วชื่นชมจากใจจริง แม่เจ้า คนเราจะอดนอนได้ถึงขนาดนี้ ไม่กลัวฟ้าผ่าหรือไง?

“แน่นอน มีแค่นี้แหละ เจ้าคิดว่าเป็นวิชาเทพรึไง? คนโง่ยังดูออก” เอ๋อร์โกวมองเสี่ยวไป๋ ก่อนจะหัวเราะลั่น “เจ้าบัดซบ อย่าบอกนะว่าเจ้าดูไม่ออก? ฮ่าๆๆๆๆๆ”

เอ๋อร์โก่วหัวเราะจนกลิ้งบนอากาศ ขาหลังของมันสั่นระริกด้วยความสะใจ

“จุดไฟตั้งหม้อ” เสี่ยวไป๋ควักหม้อใบใหญ่ที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาทันที ทั้งน้ำ น้ำมันถั่วลิสงและเครื่องปรุงครบครันพร้อมจัดชุดใหญ่อัดเอ๋อร์โก่วเต็มเหนี่ยว

“เดี๋ยวๆๆๆๆ ใจเย็นๆ” เอ๋อร์โก่วรีบกระโดดถอยหลังทันที “เจ้าบัดซบ เล่นแบบนี้เลยเรอะ?”

“พี่ชายพกหม้อติดตัวด้วย เจ๋งสุด ๆ ไปเลย” ชายชุดดำมองเสี่ยวไป๋ด้วยความนับถือ ขนาดเรื่องใช้ชีวิตยังคิดเผื่อ พกหม้อทำกับข้าวไปด้วยเสมอ เห็นแล้วน้ำตาจะไหล

“วิธีฝึกฝนของผู้อาวุโสช่างแปลกประหลาดนัก” อู๋ม่อหย่งกล่าวอย่างชื่นชม

“ฝึกบ้าอะไร พกหม้อติดตัวเจ้าเรียกว่าฝึกทางสายครัวเรอะ? จะฝืนเกินไปละ” เหล่าผู้คนในใจพากันกู่ร้อง

“มีคนมาอีกแล้ว” เอ๋อร์โก่วที่เพิ่งโดนโยนลงหม้อกระโดดออกมาสะบัดขนให้เรียบร้อยเพราะแม้จะเป็นหมา แต่ภาพลักษณ์ต้องมาอันดับหนึ่ง

“เวรเอ๊ย ไม่จบไม่สิ้น” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจ เก็บหม้อด้วยความเสียดาย วันนี้เกือบจะได้กินเอ๋อร์โก่วตุ๋นซีอิ๊วแล้วแท้ๆ

“น่าจะเป็นคนจากตระกูลของพวกเราขอรับ” เฒ่าเว่ยพูดขึ้น ก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับข่าวว่าทางตระกูลจะส่งคนมารับคุณหนูกลับไปเพียงแต่ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้

“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรน่ากังวลแล้ว” เสี่ยวไป๋ลอยอยู่กลางอากาศ นั่งขัดสมาธิอยู่บนฟ้าพลางครุ่นคิดว่าเมื่อไรหญิงสาวในชุดดำจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหนานกงอวิ๋นม่อ แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นและเขาควรรับมืออย่างไร

หญิงสาวในชุดดำกำมือแน่น สีหน้าเครียด คิดอยู่ในใจว่า “จะทำยังไงดี...ถ้าไม่พูดตอนนี้ ต่อไปก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว...”

“คารวะคุณหนู” เสียงดังฟุ่บพร้อมแสงมิติสว่างวาบ ปรากฏชายหญิงในวัยชราอีกจำนวนหนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าหญิงสาวชุดดำ

นางไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพียงพยักหน้าเบา ๆ หากนางเอ่ยปาก หนานกงอวิ๋นม่อย่อมจำเสียงของนางได้ทันที นางจึงยังไม่กล้าพูด

เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจใด ๆ เพราะในความทรงจำของพวกเขา คุณหนูของพวกเขาก็มีนิสัยเย็นชาเยี่ยงนี้อยู่แล้ว

“หืม? กลิ่นอายของผู้ฝึกวิชามาร” หนึ่งในผู้อาวุโสหรี่ตามองไปที่อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำทันที

จบบทที่ บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว