- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ
บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ
บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ
บทที่ 91 จุดไฟตั้งหม้อ
“พวกเราจะทำยังไงกันดี? ตอนนี้ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าต้องไปสืบเรื่องของใคร” เหล่าชุดดำที่เพิ่งหลบหนีออกมา เริ่มประชุมวางแผนกันอย่างเร่งด่วน
“ข้าไม่รู้เหมือนกัน” หนึ่งในนั้นตอบ
“ข้าก็เช่นกัน” อีกคนประสานมือรับคำ
“ข้าเหมือนกันเปี๊ยบ” คนสุดท้ายก็ไม่ต่างกัน
“……” ชุดดำคนแรกที่ถามรู้สึกว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางหมูอู๊ด ๆ ชัด ๆ งานนี้ไม่พังก็แปลกแล้ว
“ขี้ขลาด ขี้ขลาดเกินไป ข้าพบคนขี้ขลาดขนาดนี้ครั้งแรกในชีวิตเลย” เสี่ยวไป๋เริ่มรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงมือก่อนหน้านี้ หากรู้ว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งศัตรูเจ้าปัญหาล่ะก็ ควรจะจัดการให้สิ้นซากไปเลย ตั้งแต่ตอนนั้น
พูดไปพูดมาก็ยังอดโทษเจ้าหมอนั่นไม่ได้ มันมันขี้ขลาดเกินไป บอกว่าจะสู้สุดท้ายหายตัวยังส่งแค่วาจามาทางมิติเสียอีก ถ้าจะบอกว่าขี้ขลาดยิ่งกว่าหนูก็คงดูถูกหนูเกินไปเสียแล้ว
“พี่ชาย ท่านสุดยอดไปเลย สมกับเป็นผู้นำทางแห่งพวกเรา” ชายชุดดำดีดตัวเข้ามาแสดงความเลื่อมใสต่อเสี่ยวไป๋ เขารู้สึกทึ่งสุด ๆ กล้าสู้แม้แต่จักรพรรดิเทพ แบบนี้ไม่เคารพไม่ได้แล้ว
“หยุดเลย ข้าขอปฏิเสธตำแหน่งผู้นำทางนั่น ข้าจะต้องมีศิษย์มีสำนักในอนาคต หากมีใครรู้ว่าข้าเป็นแบบอย่างของเจ้า ไม่มีใครกล้ามาสังกัดสำนักข้าแน่” เสี่ยวไป๋ปฏิเสธเสียงแข็ง เขารู้ดีว่าคลั่งเท่ระดับนี้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้
“นี่แหละคือพลังของจักรพรรดิเทพงั้นหรือ?” หนานกงอวิ๋นม่อแววตาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน วันนี้เขาได้ประจักษ์ถึงช่องว่างของพลังที่แท้จริง แค่ปรากฏตัวก็สั่นสะเทือนฟ้าดิน นี่คือตัวตนระดับสูงสุดอย่างแท้จริง
“ชื่อดูเท่ดีหรอกนะ แต่ไม่มีแก่นสารเลย ฟังดูขลัง แต่ของจริงกลับกลวงเปล่า เจ้าอวิ๋นม่อ ฝึกดี ๆ ไม่นานเจ้าก็จะถึงระดับนั้นเองแหละ” เอ๋อร์โก่วรู้สึกทึ่งกับการตั้งชื่อระดับพลังในโลกนี้เหลือเกิน ไม่เพียงกล้าใช้คำว่า “เทพ” แต่ยังมี “ราชาเทพ” และ “จักรพรรดิเทพ” อย่างไม่เกรงใจแดนเทพเลย
“อาเอ๋อร์โก่ว ข้าจะต้องถึงระดับเดียวกับท่านอาจารย์ให้ได้ในวันหนึ่ง” สำหรับหนานกงอวิ๋นม่อ เสี่ยวไป๋คือสุดยอดผู้แข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำไม่ได้ ไม่มีศัตรูใดที่เขาเอาชนะไม่ได้
“อืม…อันนี้…ข้าขอไม่ตอบ” เอ๋อร์โก่วเริ่มเหงื่อตก เดี๋ยวจะทำร้ายจิตใจน้องมันเกินไป
“ฝึกไปเถอะ พอเจ้าถึงจุดหนึ่ง เจ้าจะรู้ด้วยตัวเองแหละ” เอ๋อร์โก่วตัดสินใจให้เจ้าหนุ่มไปเรียนรู้ความจริงด้วยตนเอง
“ผู้อาวุโสเอ๋อร์โก่ว นี่ท่านคือสุนัขสายพันธุ์อะไรกันแน่ถึงได้ไม่เห็นจักรพรรดิเทพอยู่ในสายตาเลย?” เฒ่าหลี่กับพรรคพวกเริ่มกระซิบกระซาบกัน พวกเขาเริ่มสงสัยว่าเอ๋อร์โก่วอาจเกี่ยวข้องกับแดนเหนือโลกในตำนาน
“เจ้าสุนัขนี่ลึกไม่ธรรมดาเลยแฮะ” อู๋ม่อหย่งกระซิบข้างชายชุดดำราวกับจะเริ่มแผนการบางอย่าง
“แน่นอนสิ ศิษย์พี่ของข้า พี่ชายของข้า สหายของข้าล้วนเป็นยอดฝีมือ ท่านดูตาของข้าให้ดี เห็นไหม?” ชายชุดดำไม่เข้าใจความนัยของอู๋ม่อหย่ง เขาตอบเสียงดังฟังชัด แล้วยังทำท่าดึงชายผ้าคลุมตรงดวงตาให้เห็นชัด ๆ แล้วตะโกนต่อ “ศิษย์พี่ เห็นไหม? ข้านอนอยู่ดี ๆ แล้วองค์เหนือหัวก็ถ่ายทอดวิชาสายตาเทพให้ข้าในความฝัน ตอนนี้ข้ามองคนแม่นสุด ๆ”
ทุกคนพอได้ยินคำว่า “เทพ” ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองดวงตาของเขา
ผลคือมันแค่ขอบตาคล้ำจากการอดนอนทั้งนั้น แพนด้ายังอาย
“ช่างสุดยอดเหลือเกิน ยินดีกับเจ้าด้วยนะ ศิษย์น้อง” อู๋ม่อหย่งไม่รู้จะพูดอะไร เห็นชัด ๆ ว่าแค่ขอบตาดำ เจ้าศิษย์น้องนี่มันเปลี่ยนไปมากจริง ๆ ในเวลาไม่กี่ปี
“ยินดีด้วย” เฒ่าเว่ยกับคนอื่น ๆ ก็ร่วมแสดงความยินดีด้วย
ชายชุดดำยิ่งลำพอง ยิ้มจนแทบแหกปากด้วยความภาคภูมิใจ
“เอ๋อร์โก่ว เจ้ารู้สึกอะไรแปลก ๆ ไหม?” เสี่ยวไป๋ถามขึ้น อยากรู้ว่าพลังตาเทพของชายชุดดำมีอะไรพิเศษหรือเปล่า อย่างเช่นพลังเทพอะไรทำนองนั้น
“พิเศษสิ” เอ๋อร์โกวมองดวงตาชายชุดดำนิ่งนานก่อนจะพูดขึ้น
“ที่ไหน?” เสี่ยวไป๋ตื่นเต้นจนแทบกระโจน ใจเต้นแรง อย่างกับพบความลับของสวรรค์
“ขอบตาดำเจ้าขนาดนั้น เปรียบเหมือนเอาก้อนถ่านก้อนใหญ่ ๆ มาติดไว้บนหน้าเลย” เอ๋อร์โก่วชื่นชมจากใจจริง แม่เจ้า คนเราจะอดนอนได้ถึงขนาดนี้ ไม่กลัวฟ้าผ่าหรือไง?
“แน่นอน มีแค่นี้แหละ เจ้าคิดว่าเป็นวิชาเทพรึไง? คนโง่ยังดูออก” เอ๋อร์โกวมองเสี่ยวไป๋ ก่อนจะหัวเราะลั่น “เจ้าบัดซบ อย่าบอกนะว่าเจ้าดูไม่ออก? ฮ่าๆๆๆๆๆ”
เอ๋อร์โก่วหัวเราะจนกลิ้งบนอากาศ ขาหลังของมันสั่นระริกด้วยความสะใจ
“จุดไฟตั้งหม้อ” เสี่ยวไป๋ควักหม้อใบใหญ่ที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาทันที ทั้งน้ำ น้ำมันถั่วลิสงและเครื่องปรุงครบครันพร้อมจัดชุดใหญ่อัดเอ๋อร์โก่วเต็มเหนี่ยว
“เดี๋ยวๆๆๆๆ ใจเย็นๆ” เอ๋อร์โก่วรีบกระโดดถอยหลังทันที “เจ้าบัดซบ เล่นแบบนี้เลยเรอะ?”
“พี่ชายพกหม้อติดตัวด้วย เจ๋งสุด ๆ ไปเลย” ชายชุดดำมองเสี่ยวไป๋ด้วยความนับถือ ขนาดเรื่องใช้ชีวิตยังคิดเผื่อ พกหม้อทำกับข้าวไปด้วยเสมอ เห็นแล้วน้ำตาจะไหล
“วิธีฝึกฝนของผู้อาวุโสช่างแปลกประหลาดนัก” อู๋ม่อหย่งกล่าวอย่างชื่นชม
“ฝึกบ้าอะไร พกหม้อติดตัวเจ้าเรียกว่าฝึกทางสายครัวเรอะ? จะฝืนเกินไปละ” เหล่าผู้คนในใจพากันกู่ร้อง
“มีคนมาอีกแล้ว” เอ๋อร์โก่วที่เพิ่งโดนโยนลงหม้อกระโดดออกมาสะบัดขนให้เรียบร้อยเพราะแม้จะเป็นหมา แต่ภาพลักษณ์ต้องมาอันดับหนึ่ง
“เวรเอ๊ย ไม่จบไม่สิ้น” เสี่ยวไป๋ถอนหายใจ เก็บหม้อด้วยความเสียดาย วันนี้เกือบจะได้กินเอ๋อร์โก่วตุ๋นซีอิ๊วแล้วแท้ๆ
“น่าจะเป็นคนจากตระกูลของพวกเราขอรับ” เฒ่าเว่ยพูดขึ้น ก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับข่าวว่าทางตระกูลจะส่งคนมารับคุณหนูกลับไปเพียงแต่ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้
“ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีอะไรน่ากังวลแล้ว” เสี่ยวไป๋ลอยอยู่กลางอากาศ นั่งขัดสมาธิอยู่บนฟ้าพลางครุ่นคิดว่าเมื่อไรหญิงสาวในชุดดำจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงต่อหนานกงอวิ๋นม่อ แล้วหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นและเขาควรรับมืออย่างไร
หญิงสาวในชุดดำกำมือแน่น สีหน้าเครียด คิดอยู่ในใจว่า “จะทำยังไงดี...ถ้าไม่พูดตอนนี้ ต่อไปก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว...”
“คารวะคุณหนู” เสียงดังฟุ่บพร้อมแสงมิติสว่างวาบ ปรากฏชายหญิงในวัยชราอีกจำนวนหนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าหญิงสาวชุดดำ
นางไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพียงพยักหน้าเบา ๆ หากนางเอ่ยปาก หนานกงอวิ๋นม่อย่อมจำเสียงของนางได้ทันที นางจึงยังไม่กล้าพูด
เหล่าผู้อาวุโสก็ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจใด ๆ เพราะในความทรงจำของพวกเขา คุณหนูของพวกเขาก็มีนิสัยเย็นชาเยี่ยงนี้อยู่แล้ว
“หืม? กลิ่นอายของผู้ฝึกวิชามาร” หนึ่งในผู้อาวุโสหรี่ตามองไปที่อู๋ม่อหย่งกับชายชุดดำทันที