- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 79 ที่แท้ก็เป็นพวกบ้าบทบาท
บทที่ 79 ที่แท้ก็เป็นพวกบ้าบทบาท
บทที่ 79 ที่แท้ก็เป็นพวกบ้าบทบาท
บทที่ 79 ที่แท้ก็เป็นพวกบ้าบทบาท
“โอ๊ย บิดาเจ้าเถอะ ร้อง ‘โอ๊โอ๊โอ๊’ ทั้งวันไม่เลิก เจ้าจะพอได้หรือยัง” เสี่ยวไป๋คว้าผ้าปิดปากผนึกเสียงที่ได้จากภารกิจเสริมแล้วยัดใส่ปากชายคลุมดำจากนั้นก็เตะอีกฝ่ายกระเด็นไปไกล
“ข้าโยนมารดาเจ้าลงคลองที่แท้ทั้งหมดนี่ก็แค่พวกบ้าบทบาทขั้นรุนแรงนี่เอง”
“แถมเป็นขั้นสุดท้ายของโรคบ้าบทบาทอีกต่างหาก” ระบบเห็นพ้องเต็มที่
เอ๋อร์โก่วกับหนานกงอวิ๋นม่อก็พูดไม่ออก ตอนแรกนึกว่าเป็นตัวร้ายที่แข็งแกร่งสุดท้ายกลายเป็นคนเสียสติไม่ได้กินยา
“ไปเถอะ ๆ กลับกันได้แล้ว” ภารกิจเสร็จเรียบร้อย ถ้ายังไม่รีบไปเดี๋ยวไอ้บ้าบทบาทเมื่อกี้คงตามมาอีกแน่
ตั้งแต่เสี่ยวไป๋ข้ามมิติมา เขายังไม่เคยกลัวใคร แต่วันนี้เขายอมรับว่ากลัวแล้ว คนพรรค์นี้มันน่ากลัวเกินไปหากต้องเดินร่วมถนนกับมัน รับรองเป็นจุดเด่นที่สุดในถนนแน่นอน
ชายคลุมดำถูกเตะกระเด็นไกล แต่แรงเตะของเสี่ยวไป๋พอดิบพอดี เจ็บนิดเดียวไม่ถึงขั้นบาดเจ็บ
เขาประคองร่างกายลอยอยู่กลางอากาศ ตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่ออ้าปากกลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาเพราะผ้าปิดปากผนึกเสียงได้เริ่มทำงานแล้ว
แต่แค่ถูกปิดปากก็ไม่อาจสั่นคลอนหัวใจอันแน่วแน่ของชายคลุมดำได้ เขาจึงคิดในใจแทนว่า “โดนเตะไปไกลขนาดนี้แต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย นี่แหละคืออิทธิพลของแสงสว่างแห่งพระองค์ ไม่ผิดแน่ ศรัทธาในพระองค์จะนำพาชีวิตนิรันดร์”
“กว่าจะเจอผู้เข้าใจเช่นนี้ได้ ข้าจะไม่ปล่อยโอกาสสร้างมิตรภาพนี้ให้หลุดมือโดยเฉพาะพี่ชายผู้นั้น เขาคือพี่ร่วมสายโลหิตต่างแม่ต่างพ่อของข้า ข้าขอเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ล่ะนะ” เขารีบจัดเสื้อผ้าแล้วมุ่งหน้าบินกลับไปยังจุดที่เจอเสี่ยวไป๋
ด้านเสี่ยวไป๋รู้สึกได้ถึงเจ้าโง่เมื่อครู่กำลังพุ่งมาอย่างรวดเร็วจึงรีบวางมือลงบนตัวหนานกงอวิ๋นม่อกับเอ๋อร์โก่ว แล้วพาทั้งคู่เคลื่อนย้ายกลับมาหน้าจวนตระกูลหนานกงทันที
พวกเขาเพิ่งหายตัวมาไม่ทันไร ชายคลุมดำก็ตามมาถึง เขาใช้ลมหายใจวิญญาณกวาดหาตำแหน่งเสี่ยวไป๋ แต่ทุกอย่างไร้ผล
เขาขยายขอบเขตตรวจสอบถึงขีดสุดก็ยังไม่เจอเบาะแสแม้แต่น้อย
คนทั่วไปคงคิดว่าถูกปฏิเสธแล้ว แต่ชายคลุมดำหรือจะคิดเช่นนั้น?
ในใจเขากลับพึมพำว่า “สมกับเป็นผู้ถูกพระองค์เลือก สมกับเป็นพี่ใหญ่ของข้า แค่พริบตาก็หนีไปไกลขนาดนี้แล้วหรือว่านี่จะเป็นบททดสอบแรกจากพระองค์? ข้าจะต้องผ่านมันให้ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง”
เขายิ่งคิดยิ่งฮึกเหิม จากนั้นก็เริ่มต้นการเดินทางตามหาเสี่ยวไป๋
“แม้ข้าจะไม่รู้ชื่อ รูปร่าง พลังหรืออายุของเขา แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ...นี่คือบททดสอบของพระองค์” เขายกมือขวาแนบอกแล้วให้กำลังใจตัวเอง
ในตอนนั้น เสี่ยวไป๋กับพวกได้มาโผล่หน้าประตูตระกูลหนานกง
พวกเขาคิดว่าอยู่ดี ๆ โผล่มาแบบนี้จะทำให้เหล่าผู้คุ้มกันตกใจแทบตาย เสี่ยวไป๋ถึงกับเตรียมพร้อมช่วยชีวิต แต่กลับไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
ผู้คุ้มกันเพียงรีบคำนับต้อนรับเท่านั้น ไม่ได้ตกใจใด ๆ
ขณะเสี่ยวไป๋ยังงุนงง หนานกงอวิ๋นม่อก็กระซิบขึ้นว่า
“ท่านอาจารย์ สองคนนี้เป็นพวกที่เคยโดนข้าทำให้ตกใจคราวก่อน ข้าว่าพวกเขาคงชินไปแล้ว”
“ครั้งเดียวก็เข็ดแล้วรึ?” เสี่ยวไป๋อดไม่ได้ที่จะคิดว่าพวกนี้ก็มีแววฝึกได้เหมือนกัน
ทันใดนั้นเสี่ยวไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วหันไปสั่งสองคนนั้นว่า
“พวกเจ้าไปแจ้งข้างในว่าพวกเรากลับมาแล้ว เดี๋ยวข้าจะเข้าไป”
“ขอรับ ท่านผู้อาวุโส” ทั้งสองรับคำแล้วรีบวิ่งเข้าไปทันที
“เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านอาจารย์?” หนานกงอวิ๋นม่อสงสัยว่านี่อาจเกี่ยวกับเรื่องมีคนแอบจับตาดูตระกูล
“เจ้ารู้สึกได้สินะ” เอ๋อร์โก่วที่สัมผัสได้ทันทีตั้งแต่เคลื่อนย้ายมา แต่ยังไม่ได้พูดเพราะมีคนอยู่
“มีคนสอดแนมจริงด้วย เอาเถอะ ทักทายสักหน่อยแล้วกัน” เสี่ยวไป๋โบกมือขึ้นไปบนท้องฟ้าเหมือนกล่าวคำทัก
เอ๋อร์โก่วก็ร่วมทักทายด้วยเช่นกันโดยการโบกขาหน้า
ในมิติกลางอากาศ เฒ่าหลี่กับเฒ่าหลิวถึงกับเหงื่อไหลพราก คนตรงหน้านี่ไม่ใช่ระดับที่พวกเขาต้านทานไหวแม้แต่หมานั่นก็ยังน่ากลัวยิ่ง
“ทำยังไงดี? จะลงไปดีไหม?” เฒ่าหลิวเริ่มลังเล พวกเขาโดนทัก แต่ยังลอยอยู่ด้านบนแบบนี้คงดูเสียมารยาท
เฒ่าหลี่ก็คิดจะพูดว่า “ลงไปเถอะ นั่งอยู่แบบนี้มีแต่ตายเปล่า” แต่ทันใดนั้นเสี่ยวไป๋ก็ส่ายหน้าเบา ๆ จากเบื้องล่าง เขาจึงหยุดพูด
“เขาส่ายหน้าหมายความว่ายังไง?” เฒ่าหลิวถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
“คงหมายความว่าไม่ต้องลงไป” เฒ่าหลี่ตอบ ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งอกเพราะหนานกงอวิ๋นม่อก็อยู่ที่นั่น พวกเขาไม่รู้จะลงไปอธิบายอย่างไร
ในเมื่อมีทางเลี่ยงก็รีบเลี่ยงทันที พวกเขาเร่งใช้พลังมิติเพื่อออกจากพื้นที่ แล้วตรงไปหาคุณหนูเพื่อรายงาน
“ให้ตายเถอะ ทำไมยุงมันเยอะอย่างนี้” เสี่ยวไป๋เมื่อครู่ที่ส่ายหน้า จริง ๆ แค่กำลังปัดยุง พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที คนบนฟ้าก็หายไปแล้ว
“หนีเร็วยิ่งกว่าผีหลอกอีกแฮะ” เอ๋อร์โก่วยังอดตกใจไม่ได้ นี่มันระดับเทพหนีแล้วล่ะ แค่ทักทายคนก็หนีหายไปหมด
“เข้าไปกันเถอะ” ยังไงคนก็ไปแล้ว เอ๋อร์โก่วเองก็ยืนยันว่าไม่มีเจตนาร้าย จะกลัวไปไย
ในตอนนั้น เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหนานกงกำลังประชุมกันอยู่ภายในมหาวิหารใหญ่ แม้แต่เจ้านครเสวี่ยก็เข้าร่วม แม้เขาจะเป็นแค่แขกรับเชิญแต่ช่วงนี้ว่างมากจึงมานั่งฟังประชุมด้วย
การประชุมเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน ทหารยามหน้าประตูก็วิ่งเข้ามา
“มีเรื่องอะไร?” ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะจำยามคนนี้ได้ดี หากกล้าบุกเข้ากลางที่ประชุมย่อมเป็นเรื่องด่วนแน่นอน
ว่าแต่เรื่องด่วนอะไรล่ะ? พวกก่อเรื่อง? เป็นไปไม่ได้ ชื่อเสียงตระกูลหนานกงตอนนี้สูงลิ่ว ใครจะกล้า? แถมยังมีแม่ทัพวิญญาณนั่งประจำการอยู่ ใครกล้าทำเรื่องบ้า ๆ ก็สมควรตายแล้วล่ะ