- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 51 อย่ายืดเสียง
บทที่ 51 อย่ายืดเสียง
บทที่ 51 อย่ายืดเสียง
บทที่ 51 อย่ายืดเสียง
“ช่างเถิด ๆ ยังไงก็ชนะอยู่ดี ใครลงก็เหมือนกันทั้งนั้น” เสี่ยวไป๋กล่าวด้วยความมั่นอกมั่นใจในฝีมือของหนานกงอวิ๋นม่อ
หนานกงอวิ๋นม่อที่เดินตามอยู่ด้านหลังพลันจามขึ้นมาหนึ่งที รู้สึกเหมือนมีใครกำลังนึกถึงตนอยู่ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่
“อวิ๋นม่อ เดี๋ยวเจ้าลงแข่งนะ เข้าใจหรือไม่?” เสี่ยวไป๋หันกลับมากล่าวขึ้นกะทันหัน
“ขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อตอบรับโดยสัญชาตญาณ แต่พอตระหนักได้ว่าคำพูดนั้นหมายถึงอะไรก็อุทาน “หา?”
“เออ พูดว่า ‘ขอรับ’ พอ ไม่ต้องลากเสียง ‘หา’ เข้าใจหรือไม่?” เสี่ยวไป๋พูดหน้าตาเฉยราวกับกำลังยั่วให้หัวร้อน
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? ดูไม่ออกหรือว่าเขาสงสัย ไม่ได้ตอบตกลง” เอ๋อร์โก่วตะโกนด่าอยู่ข้าง ๆ มันพบว่าเสี่ยวไป๋ไม่เพียงเป็นบ้า แต่เป็นบ้าที่รักษาไม่ได้แล้วจริง ๆ
“ข้า...บัดซบเอ๊ย ข้านี่มันอารมณ์ร้อนจริง ๆ” เสี่ยวไป๋สบถออกมาอย่างหงุดหงิด รู้สึกว่าเจ้าหมานี่ต้องโดนตบทุกสามวันถึงจะจำเพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าเขากำลังแกล้งโง่ แล้วเจ้าหมาตัวนี้ยังมาวิจารณ์อีก เขาจึงไม่ลังเลเตะเอ๋อร์โก่วเข้าเต็มแรงหนึ่งที
“สติปัญญาเจ้ามีอยู่แค่นี้ ยังต้องแกล้งโง่อีกหรือ? นี่มันการแสดงตามธรรมชาติชัด ๆ” เสียงระบบดังขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดูเหมือนหน้าที่ของมันคือการด่าเสี่ยวไป๋ให้ทุกวันครบขบวน ไม่ด่าก็กินไม่อร่อย นอนไม่หลับ แต่พอได้ด่าแล้วกลับรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้บรรลุธรรม
“ถ้าข้าจับเจ้าได้เมื่อไร เจ้าไม่รอดแน่” เสี่ยวไป๋กัดฟันกรอด ไม่เหมือนผู้อื่นที่รักระบบปนเกลียด แต่เขาเกลียดล้วน ๆ ไม่เจือความรักแม้แต่น้อย หากระบบมีร่างจริง เสี่ยวไป๋คงสร้างสุสานใหม่ให้มันทุกวัน
“คือการประลองหลวงที่พูดถึงเมื่อครู่ เดี๋ยวอวิ๋นม่อเจ้าลงแข่ง” เสี่ยวไป๋ปรับอารมณ์ให้สงบลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบพร้อมภาวนาในใจ อย่าให้สองตัวโง่นั่นทำข้าโมโหอีกเลย
“ท่านอาจารย์ แต่เรายังมีธุระต้องทำมิใช่หรือ?” หนานกงอวิ๋นม่อถามขึ้นเพราะเป้าหมายของพวกเขาคือมาคุยเรื่ององค์รัชทายาทอย่างสันติ
“ภารกิจตอนนี้คือเจ้าลงแข่งประลองหลวงและต้องคว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้ เข้าใจหรือไม่?” เสี่ยวไป๋วางมือบนบ่าศิษย์ สีหน้าจริงจังสุดขีดก็แน่ละ รางวัลมันตั้งห้าล้านหยกวิญญาณชั้นกลาง
ส่วนเรื่ององค์รัชทายาท เสี่ยวไป๋ค้นพลังทั่วเมืองตั้งแต่ก้าวเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่พบแม้ร่องรอยของเสวี่ยซื่อซื่อและพวกพ้องจึงสรุปว่าพวกนั้นยังมาไม่ถึงจึงยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
“ขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อตอบหนักแน่น ในใจคิดเพียงว่าในที่สุดข้าก็มีโอกาสแสดงฝีมือให้ท่านอาจารย์เห็นแล้ว
“มั่นใจว่าจะคว้าที่หนึ่งได้หรือไม่?” เสี่ยวไป๋ถามย้ำ
“มั่นใจขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อตอบกลับอย่างมาดมั่น ดวงตาเปี่ยมด้วยประกายแห่งการต่อสู้
เสี่ยวไป๋พยักหน้า แล้วลากศิษย์ไปยังจุดลงทะเบียน การลงทะเบียนมีโต๊ะอยู่สามโต๊ะ เจ้าหน้าที่นั่งอยู่ด้านหลัง ผู้เข้าแข่งต้องยืนต่อแถวรอคิวยาวเหยียด ผู้คนหนาแน่นราวกับตลาดเทศกาล พวกเขาใช้เวลารอกว่าสองชั่วยามจึงถึงคิว
เมื่อเข้าใกล้โต๊ะ เจ้าหน้าที่เพียงเงยหน้าขึ้นมองอย่างขอไปที ก่อนพูดว่า “บอกชื่อมา”
“หนานกงอวิ๋นม่อ” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวด้วยท่าทีสงบ ไม่ได้ถือสาแม้จะถูกพูดห้วน ๆ
“หนานกง…อวิ๋นม่อ” เสียงเจ้าหน้าที่สะดุดขึ้นทันที ปากกาที่ถืออยู่ถึงกับหักในมือ ใบหน้าตกตะลึงราวเห็นผี
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบด้าน ผู้คนหันมามองทันที
“นั่นเขาหรือ? หนานกงอวิ๋นม่อแห่งแคว้นหิมะอวิ๋น?”
“ฮ่า ๆ หรือว่าโดนไล่ออกจากแคว้นนั้นแล้วถึงได้มาที่นี่”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังทั่วสนาม
“ผ่านไปตั้งนานแล้ว ฝีมือของเขาคงยังไม่ก้าวหน้า”
“ใช่ ๆ ได้ยินว่ามีโรคแปลก ๆ รักษาไม่หายเสียด้วยซ้ำ”
หนานกงอวิ๋นม่อยืนเงียบ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ เพราะชินกับถ้อยคำเย้ยหยันเช่นนี้มานานหลายปี
แต่เอ๋อร์โก่วทนไม่ได้ มันกำลังจะพุ่งไปด่าให้หายแค้น ทว่าเสี่ยวไป๋คว้าปากมันไว้ทันจนร้องไม่ออก
มันดิ้นจนหลุดจากมือเขา แล้วเห่าออกมาดังลั่น “เจ้าขวางข้าทำไม? เห็นศิษย์เจ้าถูกด่าขนาดนี้ ยังจะนิ่งเฉยอยู่ได้หรือ?”
“โมโหตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ ต้องให้เขาใช้กำลังพิสูจน์ด้วยตนเองต่างหาก” เสี่ยวไป๋กอดอกตอบอย่างเยือกเย็น ในใจลอบหัวเราะเบา ๆ ถึงช่วงเวลาโปรดของข้าแล้วสินะฉากตบหน้ากลับ
เอ๋อร์โก่วนิ่งเงียบไป ก็จริงให้เขาเองเป็นคนสั่งสอนพวกนั้นคงดีกว่า
“อวิ๋นม่อ จำหน้าพวกที่ด่าเจ้าไว้ให้หมดเถิด พอขึ้นสนามเจอใครให้ตีให้เละ มีปัญหา ข้ารับผิดเอง” เสี่ยวไป๋ตบไหล่ศิษย์ด้วยความมั่นคง
“อืม ข้าก็จะช่วยเจ้าด้วย” เอ๋อร์โก่วใช้ขาหน้าตบไหล่อีกข้างของหนานกงอวิ๋นม่อ
“ขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อกำหมัดแน่น ดวงตาฉายประกายมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมในใจซาบซึ้งต่อทั้งสองที่หนุนหลังตนเสมอ
“ไม่มีอะไรแล้ว นี่คือป้ายประจำตัวของเจ้า ขอให้โชคดี...อย่าเผอิญไปตายนะ” เจ้าหน้าที่ส่งป้ายหมายเลขให้ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเต็มที่
“ขอบคุณ” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวเรียบ ๆ ไม่ได้ใส่ใจกับสายตาดูแคลนนั้น ป้ายในมือเขาเขียนว่าหมายเลข 444 ตัวเลขที่ผู้คนถือว่าอัปมงคล แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อยเพียงหันหลังเดินตามเสี่ยวไป๋ไปเตรียมแข่ง
เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงประกาศก็ดังขึ้น
“เอาล่ะทุกท่าน การประลองหลวงเริ่มขึ้นแล้ว”
เสียงผู้ชมคึกคักทันที
“ได้ข่าวหรือยัง? อัจฉริยะจากแคว้นหิมะอวิ๋นก็มาร่วมแข่งด้วย”
“ใคร? ไอ้ขยะนั่นน่ะหรือ? ฮ่า ๆ ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก ขยะก็คือขยะ ใครได้เจอมันก็คงชนะผ่านได้ง่าย ๆ เหมือนเจอช่องทางลัด”
ขณะเดินเข้าสนาม ทั้งเสี่ยวไป๋และเอ๋อร์โก่วก็ได้ยินคำเย้ยหยันเหล่านี้อยู่เรื่อย ๆ จนแทบอยากระเบิด เสี่ยวไป๋เองก็กำหมัดแน่น หากไม่ใช่เพราะข้าไม่อยากฆ่าผู้บริสุทธิ์ ป่านนี้แคว้นนี้คงราบเป็นหน้ากลองแล้ว
“รอบแรก หมายเลข 444 หนานกงอวิ๋นม่อปะทะหมายเลข 431 จางเผิงเหนียน ทั้งสองเข้าประจำสนาม”
เสี่ยวไป๋เลิกคิ้ว อะไรนะ? เปิดสนามก็เจอเลย? พระเอกไม่ควรจะออกทีหลังสุดหรือไงกัน?