- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 36 ลุย
บทที่ 36 ลุย
บทที่ 36 ลุย
บทที่ 36 ลุย
เมื่อเย่หลีเห็นอสูรดินขนสั้นวิ่งเข้าใกล้ พอได้จังหวะก็รีบตะโกนว่า “ลุย” ทันใดนั้นเหล่าศิษย์ก็ราวกับซ้อมกันมาอย่างดี พุ่งเข้าใส่พร้อมร่ายวิชา หมัดหนึ่งกระบวนท่าก็จัดการอสูรน้อยจนสลายหายสิ้น
แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ อันตรายกลับประชิดตัวเสียแล้วเมื่ออสูรตัวน้อยตายลง ร่างอสูรใหญ่ก็ปรากฏตัวแทบจะในวินาทีนั้น มันไม่รอให้ใครได้ตั้งหลัก พลันเหวี่ยงฝ่ามือเปี่ยมพลังเข้าหากลุ่มของหนานกงอวิ๋นม่อ
ทว่าเสี่ยวไป๋และหยางอี้หลุนอยู่ไกลเกินไป แม้จะรู้ตัวแล้วก็ไม่ทันเข้าไปช่วย
“ใช้การเคลื่อนย้ายฉับพลันเร็วเข้า” ระบบตะโกนเตือนในใจเสี่ยวไป๋
พอได้ยินคำเตือน เสี่ยวไป๋ก็ไม่ลังเลใช้เคลื่อนย้ายฉับพลันพุ่งตัวไปขวางไว้ทันที ทิ้งหยางอี้หลุนที่ยังยืนอึ้งอยู่บนต้นไม้ให้เดียวดาย เขายกเพียงนิ้วเดียวก็หยุดฝ่ามืออสูรยักษ์ได้อย่างง่ายดาย
ขณะหนานกงอวิ๋นม่อกับพวกกำลังรู้สึกว่าถึงฆาตแล้วนั่นเอง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือเงาร่างแข็งแกร่งผู้หนึ่ง เขาใช้เพียงปลายนิ้วเดียวรับการโจมตีไว้ให้พวกเขาทั้งหมด
“อาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อพอเห็นว่าเป็นเสี่ยวไป๋ก็โล่งอกในทันที ในใจเขาไม่มีอะไรน่ากลัวเมื่อมีอาจารย์อยู่
อสูรดินขนสั้นตัวใหญ่เห็นอีกฝ่ายใช้นิ้วเดียวรับการโจมตีได้ มันก็เริ่มหวาดหวั่น แต่ก็ยังเพิ่มแรงหวังบดขยี้อีกฝ่ายให้จงได้ ทว่าทั้งหมดนั้นกลับไร้ผลต่อเสี่ยวไป๋โดยสิ้นเชิง
เสี่ยวไป๋ยังคงยกนิ้วต้านไว้ แล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า “ทำลาย” ทันใดนั้นเอง เสียงครืนเบา ๆ ดังขึ้น ลายนิ้วของเขาถูกแต้มด้วยเส้นสายสีม่วงเข้ม และเมื่อปลายนิ้วแตะอสูรดินขนสั้นตัวใหญ่เข้า มันก็สลายกลายเป็นเถ้าถ่านทันทีไร้แม้เสียงร้อง
ในที่สุดหยางอี้หลุนก็มาถึง แต่อาการไม่สู้ดี ใบหน้าซีดเผือดดูแล้วคงตกใจไม่น้อย
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ขอบคุณที่ช่วยชีวิตพวกเราอีกครั้ง” เย่หลีรีบออกมากล่าวด้วยความสำนึกผิด เหล่าศิษย์คนอื่น ๆ ก็รีบโค้งขออภัย
การที่เสี่ยวไป๋ช่วยชีวิตพวกเขาไว้อีกครั้ง ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในใจพวกเขาสูงส่งขึ้นอีกหลายส่วน
“ผู้อาวุโส ข้ามีเรื่องหนึ่ง...ไม่รู้จะควรถามดีหรือไม่...” หยางอี้หลุนรีบก้าวมาข้างหน้า สีหน้าซีดขาว ถามด้วยความเคารพ
“อะไรกัน? แม้เมื่อครู่จะเฉียดตาย แต่ถึงกับตกใจขนาดนี้เลยหรือ?” เสี่ยวไป๋รู้สึกหงุดหงิดในใจนิด ๆ แต่ใบหน้ากลับยังคงยิ้มแย้ม ในเมื่อเป็นยอดผู้ฝึก เขาย่อมต้องรักษาภาพลักษณ์ “ถามได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”
หยางอี้หลุนกลืนน้ำลายหนึ่งอึกพยายามระงับความตะลึงไว้ในใจ แล้วเอ่ยเสียงแผ่วว่า
“ท่าน...ใช่ผู้แข็งแกร่งระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณหรือไม่?”
“หา?” พวกเย่หลีที่เพิ่งนั่งลงพักก็สะดุ้งลุกขึ้นยืนแทบพร้อมกัน คำถามนี้ราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ ผู้แข็งแกร่งระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณ เป็นระดับตำนาน เพียงหนึ่งนิ้วอาจล้มล้างแคว้นได้ ควบคุมห้วงอวกาศ แสดงท่วงท่าต่าง ๆ ที่เกินกว่าจินตนาการ แล้วเหตุใดจึงโผล่ในป่ารกร้างเช่นนี้ได้?
“หรือว่า...” จ้าวชิงชิงขมวดคิ้วเบา ๆ ด้วยสัญชาตญาณของสตรี นางคิดย้อนถึงตอนที่เสี่ยวไป๋ช่วยชีวิตพวกเขาได้ทันเวลาและพบว่าอีกฝ่ายเคลื่อนย้ายมาทันทีในพริบตา นั่นคือความสามารถของผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณโดยแท้
เมื่อทุกคนเห็นท่าทางครุ่นคิดของจ้าวชิงชิงก็นึกขึ้นมาได้เช่นกัน พอเงยหน้ามองเสี่ยวไป๋อีกครั้ง แววตาก็เต็มไปด้วยความเคารพบูชา
เสี่ยวไป๋เห็นสายตาเหล่านั้นก็เริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนจึงโบกมือแล้วกล่าวอย่างถ่อมตนว่า “ก็แค่พอฝึกมาได้บ้างนิดหน่อย ระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณก็ไม่ได้พิเศษอันใดนัก”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนอึ้งไปอีกรอบ
หนึ่งเขาคือผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณจริง
สองเขากลับกล่าวว่า ‘แค่นั้นน่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร’ เจ้าของคำพูดนี้เป็นใครกันแน่? ถึงกล้าดูแคลนระดับที่คนทั่วหล้ายกให้เป็นตำนานเช่นนี้?
แม้แต่หนานกงอวิ๋นม่อก็ยังอึ้ง แต่ไม่มากเท่าใครเพราะในใจของเขาอาจารย์คือยอดฝีมืออันดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้บอกว่าเป็นจักรพรรดิเทพเขาก็เชื่อ
เสี่ยวไป๋รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มจะอึดอัดจึงรีบเบี่ยงเรื่อง “กินเถอะ มากินก่อน” หากปล่อยให้สนทนาต่อไปต้องมีคนถามว่าเขามาจากที่ใดแน่ ซึ่งเขาไม่รู้เรื่องโลกนี้เลย ถ้าให้แต่งเรื่องคงแต่งไม่รอด
ทุกคนพอได้ยินคำว่ากินก็รีบเปลี่ยนโหมด หั่นฟืน ลอกหนัง จัดแจงตามหน้าที่ไป
มื้อนี้ไม่คึกคักเท่าคืนก่อนอาจเป็นเพราะเหตุการณ์ชวนระทึกที่เพิ่งผ่านมา ทุกคนจึงกินแบบรวบรัดแล้วเตรียมออกเดินทางต่อ
“พวกข้าขอตัวก่อน” เสี่ยวไป๋กับหนานกงอวิ๋นม่อโบกมือลา
“เดินทางโดยสวัสดิภาพ” ศิษย์สำนักจินหยางโค้งคำนับส่ง
พอเสี่ยวไป๋จากไปจนลับสายตา เหล่าศิษย์ก็ถอนหายใจพร้อมกัน
“แม่เจ้า...จะมีผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณอยู่ในป่าแบบนี้ได้ยังไงกัน?” เย่เหวินทรุดนั่งกับพื้น มือยังกุมอกที่เต้นไม่เป็นจังหวะ
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เรารู้ว่าท่านผู้นั้นไม่คิดร้ายกับเรา” หยางอี้หลุนถอนใจพลางส่ายหน้า “ห้ามไม่ให้ใครปริปากเรื่องนี้หลังกลับถึงสำนัก เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ” ทุกคนตอบพร้อมเพรียงเพราะรู้ดีว่าหากข่าวเรื่องผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณปรากฏในดินแดนนี้จะต้องก่อให้เกิดความโกลาหลอย่างมหันต์แน่นอน
เสี่ยวไป๋ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นเลย เขาพาหนานกงอวิ๋นม่อมุ่งหน้าเดินทางต่อเพราะยังมีภารกิจให้ทำ ไม่ว่างมานั่งคิดเรื่องไร้สาระ
ทั้งสองเดินทางผ่านป่าอยู่นานถึงเจ็ดวันจนในที่สุดก็หลุดออกจากผืนป่าได้
ตลอดเจ็ดวันนี้ พวกเขาใช้ชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ หิวก็ล่าอสูร กินผลไม้ป่า กระหายน้ำก็ดื่มน้ำจากลำธาร นอนก็หลับบนต้นไม้ เสี่ยวไป๋กลับชอบชีวิตเช่นนี้เสียด้วยซ้ำเพราะได้กินเต็มที่ทุกวันแถมอร่อยเหมือนมาเที่ยวพักผ่อน
หน้าที่ล่าสัตว์ส่วนมากเป็นของหนานกงอวิ๋นม่อเพราะเสี่ยวไป๋อยากให้เขาได้รับการฝึกฝนด้วยตัวเอง อีกทั้งระบบยังออกภารกิจรองใหม่คือ:
【ภารกิจรอง: ฝึกฝนหนานกงอวิ๋นม่อ】
เงื่อนไข: ให้หนานกงอวิ๋นม่อล่าอสูรด้วยตนเองโดยที่ไม่มีภัยถึงชีวิต ห้ามผู้ดูแลลงมือ
รางวัล: ไม่มี
โทษหากล้มเหลว: ไม่มี
จำกัดเวลา: ตราบใดที่ยังไม่ออกจากป่า ภารกิจยังไม่สิ้นสุด
ด้วยเหตุนี้ เสี่ยวไป๋จึงปล่อยให้หนานกงอวิ๋นม่อลงมือเองทั้งหมด
ในช่วงเวลานั้น หนานกงอวิ๋นม่อก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังพุ่งจากศิษย์ยุทธ์ขั้นเจ็ดเป็นขั้นแปด วิชาเคล็ดก็รุดหน้าและกลมกลืนยิ่งขึ้น
ส่วนเสี่ยวไป๋กับระบบสิ่งเดียวที่พวกเขาพัฒนาขึ้นคือความสามารถในการกินจนเสี่ยวไป๋ได้แต่ถอนใจว่า “ยังไงก็จนอยู่ดี มีเงินมันก็ดีกว่านี้เยอะ”
ในที่สุดเมื่อใกล้เที่ยงพวกเขาก็มาถึงเมืองหนึ่ง
หนานกงอวิ๋นม่อแปลงร่างเป็นมัคคุเทศก์ทันที คว้าแผนที่ขึ้นมาดูด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วชี้ไปเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น
“อาจารย์ ด้านหน้าโน่นคือเมืองหลิงหยางแห่งแคว้นจูหลิงขอรับ”
“อืม ดีแล้ว ในที่สุดก็ถึง” เสี่ยวไป๋ยิ้มโล่งอก “บัดซบ เดินตั้งแต่เช้ายันเที่ยงเพิ่งจะมาถึง”
“ไปขายผลึกวิญญาณอสูรก่อน แล้วกินข้าวจากนั้นค่อยลุยต่อ” เขาพูดพลางลากหนานกงอวิ๋นม่อเดินเข้าเมือง ในช่วงเจ็ดวันนี้หนานกงอวิ๋นม่อเหนื่อยไม่น้อยเพราะแม้เป็นตัวเอกก็มิวายโดนอสูรชั้นเหนือไล่ล่าหลายครั้งจนเสี่ยวไป๋ต้องลงมือช่วยทำให้ผลึกอสูรระดับสูงที่ได้มานั้นไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อเข้ามาในเมือง เสี่ยวไป๋กับหนานกงอวิ๋นม่อก็เริ่มสำรวจสภาพรอบเมือง
“รู้สึกว่าที่นี่เจริญกว่าพั่วหลินไม่ใช่น้อย...” เสี่ยวไป๋ครุ่นคิดในใจ ที่จริงไม่ใช่แค่ไม่ใช่น้อย มันเจริญกว่าแบบเทียบกันไม่ได้เลย
“อาจารย์ เมืองนี้ถือเป็นเมืองเอกของแคว้นจูหลิงเลยขอรับ มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับแม่ทัพวิญญาณประจำอยู่ด้วย” หนานกงอวิ๋นม่ออธิบายด้วยสีหน้าลำบากใจ เขาเริ่มสงสัยว่าอาจารย์ของตนเคยออกนอกบ้านมาก่อนหรือไม่
“มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ” เสี่ยวไป๋พยักหน้ารัว แล้วพาหนานกงอวิ๋นม่อเดินไปยังย่านการค้า
ทั้งคู่เดินวนเวียนไปมาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเจอร้านหนึ่งที่มีป้ายเขียนว่า “รับซื้อผลึกวิญญาณอสูร” จึงก้าวเข้าไปด้วยความมั่นใจ เสี่ยวไป๋อยากรีบขายผลึกแล้วไปกินข้าวเพื่อเดินทางต่อเพราะถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ภารกิจรองคงไม่มีทางสำเร็จแน่นอน