- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 27 เหตุการณ์นี่มันจะเกิดเร็วเกินไปแล้วกระมัง?
บทที่ 27 เหตุการณ์นี่มันจะเกิดเร็วเกินไปแล้วกระมัง?
บทที่ 27 เหตุการณ์นี่มันจะเกิดเร็วเกินไปแล้วกระมัง?
บทที่ 27 เหตุการณ์นี่มันจะเกิดเร็วเกินไปแล้วกระมัง?
“เรื่องนั้นยังไม่ต้องไปคิดถึงหรอก ตอนนี้ทั้งสำนักมีแค่เรากับอวิ๋นม่อสามคนแถมเงินก็ขาดแคลนอย่างหนัก ชื่อสำนักยังไม่ได้คิดเลย อย่าว่าแต่สถานที่หรืออะไรพวกนั้น” ทุกครั้งที่เสี่ยวไป๋คิดถึงเรื่องเงินก็แทบนอนไม่หลับ ขาดแคลนเกินไปแล้ว แม้แต่แผ่นพลังวิญญาณบันทึกคะแนนยังซื้อไม่ไหว
“ก็จริงของเจ้า ถึงยังไงเจ้าก็เป็นไอ้จนคนหนึ่ง” ระบบเย้ยหยัน มันลืมไปว่าเจ้าสำนักของมันตอนนี้จนแค่ไหน หยกวิญญาณที่มีติดตัวรวม ๆ แค่ล้านกว่าหน่วย กินข้าวยังไม่พอด้วยซ้ำ
“เฮ้ย พูดแบบนี้มันบาดใจเกินไปแล้วนะ” เสี่ยวไป๋ทุบโต๊ะอย่างแรง ระบบนี่มันช่างปากเสียเกินไปจริง ๆ ทั้งพูดแทงใจดำไม่มีชิ้นดี คนอื่นเขามีระบบที่คอยให้กำลังใจ แต่นี่มีระบบที่คอยหาเรื่อง ถ้ามันมีร่างเป็นคนขึ้นมาได้ แล้วไม่มีพลังอะไรเลยละก็ ข้าสาบานว่าจะฆ่ามันให้ได้วันละหลายสิบรอบ
“หนานกงเซินเป็นฝ่ายชนะ หนานกงห่าวและหนานกงซ่านขึ้นเวทีได้แล้ว คู่สุดท้าย หนานกงอวิ๋นม่อกับหนานกงฮั่วเตรียมตัวให้พร้อม” เสียงของผู้อาวุโสใหญ่ตัดบทการทะเลาะระหว่างเสี่ยวไป๋กับระบบในทันที
“ในที่สุดก็ถึงพี่ใหญ่หนานกงห่าวเสียที” ศิษย์ผู้หนึ่งอุทานด้วยความตื่นเต้น
“ศึกนี้พี่ใหญ่หนานกงห่าวชนะแน่นอนอยู่แล้ว” ศิษย์อีกคนที่หน้าตาเหมือนลิงกล่าวออกมา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกคลั่งไคล้หนานกงห่าว
“เหอะ โลกไหนก็มีคนประเภทประจบประแจงสินะ” เสี่ยวไป๋มองเจ้าศิษย์ที่หน้าลิงนั่นพลางถอนหายใจ
“แน่นอนสิเพราะในตระกูลหนานกงนอกจากอวิ๋นม่อกับหนานกงห่าวก็ไม่มีใครมีพรสวรรค์สูงเท่าอีกแล้ว ในอนาคตตำแหน่งใหญ่โตในตระกูลคงเป็นของเขาแน่นอน จะเลียทีหลังก็สู้เลียไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ได้หรอก” ระบบตอบเสียงเรียบ
“ก็จริง โลกนี้มีพลังคือทุกสิ่ง” เสี่ยวไป๋พยักหน้า เหยียดยาวลงบนเก้าอี้นอนพลางกล่าว
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ใหญ่หนานกงห่าวของเรายึดที่หนึ่งไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว” ศิษย์หญิงคนหนึ่งกล่าวด้วยแววตาหลงใหลจนตาพราวทองเมื่อมองร่างของหนานกงห่าว
“ฮึ” หนานกงห่าวแค่นเสียงอย่างเย่อหยิ่ง แล้วเดินตรงขึ้นเวทีประลอง มือทั้งสองกอดอกยืนอยู่กลางเวทีด้วยท่วงท่าสง่างาม
“หนานกงอวี่ บุตรเจ้าช่างไม่เลวเลยนะ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งยิ้มแย้มทักทายหนานกงอวี่
“ไม่กล้าหรอก บุตรข้าแค่โชคดีเท่านั้น” หนานกงอวี่กล่าวอย่างถ่อมตน แต่ในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ฮ่า ๆ ท่านรองประมุข โชคก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถนะ ทำไมต้องถ่อมตัว รับคำชมไปเถอะ” อีกผู้อาวุโสกล่าวพลางหัวเราะ เขาเป็นคนที่หนานกงอวี่ยกขึ้นมาเองจึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นคนประจบสอพลอ
จากนั้นเหล่าผู้อาวุโสอีกหลายคนก็ทยอยมาร่วมยินดี พูดจาสรรเสริญกันไม่หยุด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประจบเอาใจ
“เวรเอ๊ย คนประจบแบบนี้ยังไงพวกแก่ก็เหนือกว่าพวกเด็ก เจ้าแก่พวกนี้ถ้าไปอยู่โลกเก่าข้ารับรองติดอันดับหนึ่งของคนประจบแน่นอน” เสี่ยวไป๋อึ้งจนพูดไม่ออก สิ่งที่เห็นมันสุดโต่งเกินไปจริง ๆ ศิษย์อายุแค่สิบแปดเพิ่งถึงระดับศิษย์ยุทธ์ก็ยังมีคนมาเลียได้ถึงเพียงนี้ แล้วถ้าหนานกงอวิ๋นม่อขึ้นเวทีต่อจากนี้ ไม่รู้คนพวกนี้จะตกใจตายหรือไม่
“คนกลุ่มนี้ควรไปสมัครเรียนการแสดง ดูท่าทาง ดูสีหน้าช่างเสมือนจริงเหลือเกิน” ระบบเองก็กล่าวด้วยความระอา ขนาดผู้อาวุโสอายุปูนนี้ยังกล้าเสียหน้าเลียได้ขนาดนี้ มันช่างทำลายภาพลักษณ์เก่าที่มีต่อโลกนี้โดยสิ้นเชิง
บนเวที หนานกงซ่านมองหนานกงห่าวด้วยสายตาตึงเครียด ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อน แต่ก็ยังยืนหยัดขึ้นเวทีด้วยความเด็ดเดี่ยว
เมื่อทั้งสองพร้อมแล้ว ผู้อาวุโสใหญ่ก็ประกาศออกมาเสียงดัง “เริ่มได้”
ทว่าทันทีที่หนานกงซ่านกำลังจะออกมือ หนานกงห่าวกลับเอ่ยปากขึ้นว่า “เจ้าลงจากเวทีไปเสียเถอะ ด้วยพลังแค่นี้ไม่มีทางชนะข้าได้ เจ้าก็ไม่คู่ควรจะประมือกับข้า” เขาพูดอย่างเหยียดหยาม เห็นพวกชำระกายหลอมปราณเป็นเพียงฝุ่นธุลี คิดว่าเปื้อนมือเปล่า ๆ
“พี่ใหญ่หนานกงห่าว ข้ารู้ว่าเจ้าร้ายกาจ แต่ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ข้าจะสู้สุดกำลัง” หนานกงซ่านคำรามเสียงดัง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
“หึ สุดกำลังอย่างเจ้าน่ะหรือ? ก็แค่ขยะ” หนานกงห่าวแค่นเสียงเยาะ ก่อนจะพุ่งหมัดใส่ทันที หมัดนั้นอัดเข้าที่อกของหนานกงซ่านเต็มแรงจนกระเด็นออกนอกเวที กระแทกพื้นอย่างจังจนสลบไป ต้องให้เหล่าผู้อารักขารีบหามตัวไปยังห้องรักษา
“ศิษย์ยุทธ์ระดับสองรึ? หนานกงห่าวเจ้าหนูนี่ทะลวงขึ้นระดับสองภายในสามเดือนเชียวรึ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งร้องอย่างตกตะลึง
“ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่งนัก รองประมุข ท่านมีบุตรดีนัก” อีกคนหนึ่งรีบกล่าวชมไม่รอช้า
เหล่าผู้อาวุโสจึงทยอยกันเข้ามาประจบหนานกงอวี่ไม่หยุด
“ฮ่า ๆ แค่บังเอิญเท่านั้นเอง” หนานกงอวี่หัวเราะกลบเกลื่อน แต่ภายในใจกลับเปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจ เม็ดยาราคาแพงที่เขาทุ่มเทซื้อมานั้นคุ้มค่ายิ่งแล้วในยามนี้
“หนานกงอวี่ ลูกเจ้าทำเกินไปแล้ว ประลองภายในตระกูลไม่ควรลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้” หนานกงเสวียนตะโกนด้วยความโกรธ
“ประลองในตระกูลแล้วอย่างไร? ก็ต้องใช้พลังเต็มที่นั่นแหละ เจ้าดูสิ ยังไม่ตายเสียหน่อย ลูกข้าลดแรงลงแล้วด้วยซ้ำ” หนานกงอวี่ตอบด้วยท่าทีไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“เจ้า” หนานกงเสวียนโกรธจนหน้าแดงเถือก หากไม่ติดที่มีเสี่ยวไป๋อยู่ตรงนี้คงพุ่งเข้าไปตบคนตรงหน้าแล้ว
“ใช่ ๆ ท่านประมุข รองประมุขพูดมีเหตุผลดีแล้ว ท้ายที่สุดนี่ก็เป็นเวทีประลอง หนานกงห่าวก็ยังเด็ก ควบคุมแรงไม่ดีเป็นเรื่องปกติ” เหล่าลิ่วล้อของหนานกงอวี่ก็รีบพูดสนับสนุน
“พวกเจ้านี่มัน” หนานกงเสวียนชี้ไปที่พวกนั้นด้วยโทสะพุ่งสูง หากไม่ติดที่มีเสี่ยวไป๋และตู๋หยาลินอยู่ที่นี่คงระเบิดโทสะไปแล้ว
“พวกมารดาเจ้านั่นแหละ ถ้ามั่นใจก็มาสู้กับข้าเลยมา มาเล่นเดิมพันเป็นตายกันดู วันนี้ข้าจะฆ่าให้ตาย” หนานกงหลิวอวิ๋นทนไม่ไหว ตะโกนลั่นด้วยความคั่งแค้น คนพวกนี้ไร้คุณธรรมสิ้นดี หากไม่สั่งสอนกันสักหน่อยก็ไม่รู้ความ
“รองประมุขสาม เจ้ามีมารยาทหน่อยไม่ได้รึ? จะมาพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าท่านผู้อาวุโสได้อย่างไร?” รองประมุขสองโพล่งขึ้น เสียงขุ่นเคือง
“เจ้าสมองเสียหรือไร? ข้ารู้จักกับท่านผู้อาวุโสก่อนเจ้าด้วยซ้ำ แล้วเจ้าล่ะรู้จักเขาแค่ไหน? แถมแก่นักสมองก็ไม่ดีอีกต่างหาก” หนานกงหลิวอวิ๋นด่ากลับอย่างไม่ไว้หน้า
ขณะนั้น ศิษย์ด้านล่างเริ่มสังเกตเห็นความวุ่นวายบนเวที ต่างเงยหน้ามองขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น?” ศิษย์ผู้หนึ่งถามเบา ๆ
“ไม่รู้สิ” อีกคนตอบ
“ไม่รู้แล้วเจ้าจะพูดเพื่อ เสียเวลาดูของข้าเปล่า ๆ” คนแรกด่าเสียงกร้าว
ศิษย์ที่ถูกด่ากลอกตาใส่ ไม่คิดจะเถียงด้วย
“เหมือนจะเป็นเพราะพี่ใหญ่หนานกงห่าวลงมือแรงเกินไป ทำให้ผู้อาวุโสบางคนทะเลาะกัน” ศิษย์อีกคนกล่าว
“หา? พี่ใหญ่ห่าวจะโดนลงโทษหรือเปล่า?” ศิษย์หญิงคนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงสั่น
“ไม่มีทาง พี่ใหญ่ห่าวเป็นอัจฉริยะของตระกูล จะมีใครกล้าลงโทษเขา? ถึงมีก็คงเล็กน้อย” อีกคนตอบ พรสวรรค์ระดับสูงก็มีอภิสิทธิ์เสมอในโลกนี้
บนเวทีเหล่าผู้อาวุโสก็เริ่มตะโกนเถียงกันไม่หยุด พวกที่สนับสนุนหนานกงเสวียนและหนานกงหลิวอวิ๋นก็ออกโรงส่วนพวกที่สวามิภักดิ์รองประมุขสองก็เริ่มเถียงกลับอย่างดุเดือด
“เวรเอ๊ย ด่ากันจริง ๆ ด้วยแฮะ” เสี่ยวไป๋อุทาน เหตุการณ์มันบานปลายเร็วเกินไป เดี๋ยวนี้ถึงขั้นผู้อาวุโสทั้งตระกูลเปิดศึกปากกันหมดแล้ว เหลือแต่ผู้อาวุโสใหญ่คนเดียวที่ยังนิ่ง
“โฮสต์ ข้าขอพูดตามตรง เด็กที่ชื่อหนานกงห่าวนั่นใช้ไม่ได้จริง ๆ” ระบบว่า
“อันนั้นเห็นชัดเจนอยู่แล้ว ดูแววตาอวดดีของมันเถอะ ขนาดคนโง่ยังดูออกว่าไม่มีอนาคต” เสี่ยวไป๋ตอบกลับอย่างเอื่อยเฉื่อย
“แล้วเจ้าจะไม่เข้าไปห้ามหน่อยหรือ?” ระบบถามอีก
“จะให้ข้าไปยุ่งเรื่องตระกูลเขาทำไมกัน? ก็ไม่ได้มีใครรังแกอวิ๋นม่อ บิดาหรือลุงเขานี่” เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างงุนงง
“แค่ช่วยพูดกล่อมหน่อยก็ยังดี เห็นหรือไม่ว่าข้างล่างไม่มีใครประลองต่อแล้ว ศิษย์ทั้งหมดมัวแต่มองดูคนแก่เถียงกัน แบบนี้จะจบตอนไหน เสียเวลามื้ออาหารหมด” ระบบตอบเสียงเรียบ