- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 24 ในที่สุดก็เริ่มขึ้น
บทที่ 24 ในที่สุดก็เริ่มขึ้น
บทที่ 24 ในที่สุดก็เริ่มขึ้น
บทที่ 24 ในที่สุดก็เริ่มขึ้น
ระบบทำการแปรสภาพดาบเข้าไปในแหวนมิติของเสี่ยวไป๋ แล้วเริ่มอธิบายว่า “ดาบเล่มนี้มีชื่อว่าดาบอี้เฟิ่งโหยวหลง วัสดุที่ใช้หลอมสร้างแข็งแกร่งยิ่งนัก แข็งถึงขั้นที่มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่สามารถทำลายมันได้ อีกทั้งยังสามารถกดข่มดาบทั้งปวงในใต้หล้า ทำให้ต้องก้มศีรษะยอมสยบ”
“แข็งถึงเพียงนี้เชียวรึ? ดีจริง ๆ เอาสักเล่มสิ คัมภีร์กับวิชายุทธ์เกี่ยวกับดาบน่ะ” เสี่ยวไป๋อดชมไม่ได้
“เจอแล้ว 《คัมภีร์ดาบไร้เทียมทาน》
ประเภท: คัมภีร์
ระดับ: ไร้เทียมทาน
สรรพคุณ: ไม่ว่าจะท่าดาบชนิดใดก็มีทั้งหมด เอาเป็นว่าก็แค่ไร้เทียมทาน
《เพลงดาบไร้เทียมทาน》
ประเภท: วิชายุทธ์
ระดับ: ไร้เทียมทาน
สรรพคุณ: ไร้เทียมทานเกินบรรยาย ไม่ต้องอธิบายใด ๆ คิดให้ดาบเคลื่อนไหวอย่างไรก็เคลื่อนไหวเช่นนั้นได้ทันที”
“ชื่อพวกนี้...ช่างเถอะ” เสี่ยวไป๋หัวเราะฝืด ๆ วิชาประเภทนี้เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว ชื่อเว่อร์ ๆ ก็ยังคงเว่อร์เช่นเดิม
“การเหาะด้วยดาบทำอย่างไร?” เสี่ยวไป๋ถามขึ้น สมัยก่อนเขาเคยฝันไว้เสมอว่าจะได้ขี่ดาบโบยบินเฉกเช่นเซียน แต่ตอนนั้นพลังไม่ถึง ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
“แค่ส่งพลังวิญญาณเข้าไปในดาบเล่มนี้ก็พอ” ระบบตอบเรียบ ๆ
เสี่ยวไป๋ทดลองทันที เมื่อรับรู้ว่าตนสามารถเหาะได้ก็ฝึกบินในห้องตัวเองอยู่หลายรอบ ต้องให้ชินก่อนเพราะถ้าไปตกท่ามกลางผู้คนแล้วล่ะก็ เสียหน้าแย่
ในช่วงสามเดือนถัดมา หนานกงอวิ๋นม่อขังตนเองอยู่ในห้อง ฝึกฝนตลอดเวลา
หนานกงเสวียนและหลิวอวิ๋นก็เช่นเดียวกัน
ส่วนเสี่ยวไป๋กินเสร็จก็นอน นอนเสร็จก็กิน
ทั้งสี่คนใช้ชีวิตในรูปแบบนี้ตลอดสามเดือนจนกระทั่งถึงวันแห่งการประลองภายในตระกูล
เสี่ยวไป๋เดินทอดน่องไปยังลานประลองอย่างสบายอารมณ์
พอไปถึงก็เห็นหนานกงเสวียน หนานกงหลิวอวิ๋นและหนานกงอวิ๋นม่อรออยู่ก่อนแล้ว
เขากล่าวทักทายทีละคน แล้วสายตาก็หยุดลงที่หนานกงอวิ๋นม่อ สามเดือนที่ผ่านมา เจ้าหนุ่มคนนี้ฝึกฝนจนทะลวงถึงศิษย์ยุทธ์ขั้นเจ็ด ความก้าวหน้านี้เร็วเหนือความคาดหมาย เสี่ยวไป๋ตบบ่าหนานกงอวิ๋นม่อด้วยความชื่นชม “ไม่เลวเลย ไม่เลวเลย ฝีมือเจ้าเพิ่มขึ้นรวดเร็วนัก”
“อาจารย์ชมเกินไปแล้วขอรับ” หนานกงอวิ๋นม่อยิ้มรับ เขารู้สึกยินดีนักที่ได้รับคำชมจากอาจารย์
เสี่ยวไป๋หันไปมองหนานกงเสวียนและหลิวอวิ๋นอีกครา อืม ไม่เลวเลย พวกเขาก็ทะลวงถึงจอมยุทธ์ขั้นสูงสุดแล้ว ถือว่าความพยายามคุ้มค่า เพราะด้วยพรสวรรค์ของทั้งสอง หากไร้โอสถช่วย ยากจะก้าวถึงขั้นนี้ได้
ทั้งสองรีบกล่าวขอบคุณ “ต้องขอบคุณโอสถจากท่านผู้อาวุโสที่ทำให้พวกเราก้าวหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้”
เสี่ยวไป๋ยิ้มตอบพร้อมโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย”
ผู้อาวุโสอื่น ๆ ต่างมองด้วยสายตาอิจฉา พวกเขาเองก็อยากได้โอสถเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้ลูกหลานของพวกเขาไม่มีอาจารย์ที่ดีอย่างเสี่ยวไป๋เล่า?
“ไปกันเถอะ เข้าสนามกันได้แล้ว” เสี่ยวไป๋ยืดเส้นยืดสายพร้อมกล่าวขึ้น เขารอให้การประลองสิ้นสุดเพื่อจะพาหนานกงอวิ๋นม่อออกไปฝึกภาคสนามในวันพรุ่งนี้
“เชิญท่านผู้อาวุโสก่อนขอรับ” หนานกงเสวียนและคนอื่น ๆ ผายมือเชิญ
“เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโส ท่านผู้นำตระกูล ข้าขอเข้าไปชมการประลองของศิษย์อัจฉริยะของตระกูลได้หรือไม่?” เสียงอ่อนหวานดังขึ้น เป็นของตู๋หยาลิน
“เข้ามาพร้อมกันเลย” เสี่ยวไป๋พยักหน้าอนุญาต นางอาจอยากดูความก้าวหน้าของหนานกงอวิ๋นม่อกระมัง เขาคิดในใจ
ตู๋หยาลินมาที่นี่ก็เพื่อดูผลงานของหนานกงอวิ๋นม่อจริง ๆ เพราะนางมั่นใจว่าคราวนี้ต้องมีเรื่องน่าตกใจเกิดขึ้นแน่
เมื่อเสี่ยวไป๋เอ่ยอนุญาตก็ไม่มีใครค้านอะไรอีก
“เช่นนั้นขอบคุณท่านผู้อาวุโสและทุกท่านเจ้าค่ะ” ตู๋หยาลินกล่าวพลางยิ้มบาง
จากนั้นทุกคนก็ขึ้นไปยังแท่นชมการประลอง
การประลองครานี้เป็นการต่อสู้จริง ไม่มีการทดสอบพลัง ขั้นตอนคือจับฉลาก ใครดวงดีก็เจอคู่ต่อสู้อ่อน ใครโชคร้ายอาจเจอกับหนานกงอวิ๋นม่อแต่รอบแรก
พิธีกรของงานนี้คืออาวุโสใหญ่แห่งตระกูล หนานกงหาน
“วันนี้คืองานประลองภายในของตระกูลหนานกง พวกเจ้าทั้งหลายจงแสดงฝีมือให้เต็มที่ การประลองครั้งนี้มีรางวัลล้ำค่ารออยู่สำหรับสามอันดับแรก”
“อันดับหนึ่งจะได้รับคัมภีร์ชั้นกลางลำดับต้นของตระกูลวิชาเมฆกระเรียนร้องในทุ่ง เป็นวิชาหลักที่ทำให้ตระกูลหนานกงยืนหยัดในเมืองพั่วหลินได้จนถึงทุกวันนี้”
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ศิษย์ ใครเล่าจะคาดคิดว่าทางตระกูลจะกล้ามอบวิชาหลักของสำนักเป็นรางวัล
ยังไม่ทันจบ หนานกงหานกล่าวต่อ
“อันดับสองจะได้รับคัมภีร์เคลียร์ใจปลุกวิญญาณเป็นคัมภีร์รองของตระกูล”
เสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้นับว่าใหญ่โตจริง ๆ เอาวิชาหลักและวิชารองมาเป็นรางวัล
เมื่อเสียงซาลง หนานกงหานกล่าวปิดท้าย “อันดับสามจะได้รับเพลงมังกรเมฆาเป็นวิชายุทธ์ชั้นสูงล้ำค่าของตระกูล จงตั้งใจให้ดี”
“พวกเขานำคัมภีร์ประจำตระกูลมาเป็นรางวัลจริง ๆ รึนี่”
“ข้าต้องคว้ารางวัลให้ได้” ศิษย์คนหนึ่งกำหมัดแน่นด้วยความฮึกเหิม
“ข้าจะคว้าวิชาอันดับหนึ่งมาให้ได้” อีกคนกล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น
“ฝันไปเถอะ วิชานั้นต้องเป็นของพี่ใหญ่หนานกงห่าวแน่ ข้าได้ยินมาว่าท่านรองผู้อาวุโสมอบโอสถให้พี่ใหญ่ช่วยฝึก ตอนนี้ทะลวงถึงศิษย์ยุทธ์ขั้นสองแล้ว”
“อายุสิบแปด พลังยุทธ์ขั้นสอง แทบจะหาคนแบบนี้ไม่ได้เลยในตระกูล”
ขณะนั้นหนานกงห่าวยืนพิงเสาอย่างเย่อหยิ่ง ได้ยินเสียงชื่นชมตนเองก็เพียงแค่แค่นเสียง “หึ” เพราะในใจเขาคิดว่า วิชาระดับหนึ่งจะต้องตกเป็นของเขาแน่นอน เขาน่ะคือผู้มีพรสวรรค์ที่สุด
“แล้วหนานกงอวิ๋นม่อล่ะ? อาจารย์ของเขาคือจอมยุทธ์ระดับราชาวิญญาณเชียวนะแถมตอนที่ผู้อาวุโสเสี่ยวรับเขาเป็นศิษย์ เห็นว่าได้ถ่ายทอดวิชาสุดยอดให้ด้วย”
“ต่อให้เป็นราชาวิญญาณก็ใช่ว่าศิษย์จะเก่งขึ้นในเวลาอันสั้นได้” อีกคนกล่าว
“ใช่แล้ว ถึงจะเป็นราชาวิญญาณก็ไม่ใช่เทพเสียหน่อย”
“หึ ข้าจะพิสูจน์ว่าข้านี่แหละควรเป็นศิษย์ของราชาวิญญาณ ข้าเท่านั้นที่คู่ควร” หนานกงห่าวกล่าวอย่างเย็นชา เขาเชื่อว่าหนานกงอวิ๋นม่อแค่โชคดีถูกเลือกเท่านั้น เรื่องพรสวรรค์ระดับเทพ? ตลกสิ้นดี ใต้หล้านี้ไม่มีทางมีอยู่จริง
อีกด้าน หนานกงอวิ๋นม่อยืนอยู่เพียงลำพังเพราะในเวลานี้ทุกคนในตระกูลต่างไปจับกลุ่มอยู่กับหนานกงห่าวผู้เป็นดาวรุ่ง
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาใส่ใจเลย สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงหนึ่งเดียวคือชัยชนะอันดับหนึ่งเพื่อแสดงผลลัพธ์จากการฝึกฝนสามเดือนที่ผ่านมา เพื่อให้บิดา ลุงและอาจารย์ได้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เพื่อบอกทุกคนที่เคยดูแคลนเขาว่า
“ข้าหนานกงอวิ๋นม่อ อัจฉริยะผู้เคยถูกลืมได้กลับมาแล้ว”
ขณะที่บนแท่นประลอง เสี่ยวไป๋นั่งเอกเขนกบนเก้าอี้เอน จิบชาชั้นยอดด้วยสีหน้าเปี่ยมรสนิยม “อืม...ชั้นยอดนัก”
ระบบสงสัย “เจ้ารู้จักรสชาจริงรึ?”
เสี่ยวไป๋ตอบ “เปล่า ข้ารู้ตัวดีว่าไม่รู้เรื่องเลย”
“แล้วเจ้าทำหน้าเหมือนรู้ทุกอย่างเนี่ยนะ? ข้ายังเกือบเชื่อเลย” ระบบอยากจะมอบรางวัลออสการ์ให้โฮสต์คนนี้เสียจริง