- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 21 พวกเราควรสงบเสงี่ยมหน่อยเถิด
บทที่ 21 พวกเราควรสงบเสงี่ยมหน่อยเถิด
บทที่ 21 พวกเราควรสงบเสงี่ยมหน่อยเถิด
บทที่ 21 พวกเราควรสงบเสงี่ยมหน่อยเถิด
“อะ...อะไรกันเนี่ย?” ระบบอึ้งงัน ‘โว้ยเฮ้ย สถานการณ์แบบนี้ข้ายังไม่เคยเจอเลย’
“ใครจะฆ่าข้า?” เสี่ยวไป๋รีบร้องออกมา ‘ทำไมอยู่ดี ๆ ข้าถึงกลายเป็นตัวร้ายไปได้ล่ะ? แค่ซื้อหมั่นโถวเองแท้ ๆ ไหงเรื่องมันเยอะขนาดนี้ฟะเนี่ย’
“เอ้า รีบ ๆ เลย ข้าจะเอาหมั่นโถวสี่ร้อยชิ้น”
“ท่านผู้อาวุโส ขออภัย ข้าไม่มีถึงสี่ร้อยชิ้นจริง ๆ” ชายชรารีบตอบ
“เจ้ามีเท่าไรข้าจะเอาเท่านั้น” เสี่ยวไป๋อยากรีบเผ่นไปจากที่นี่เต็มแก่เพราะถ้ายังอยู่ต่ออีกหน่อย เขากลัวว่าคนจะหาว่าเขามาทำลายเมืองเสียอีก
“สองร้อยชิ้น” ชายชราตอบทันที ในสายตาของสามัญชนอย่างเขา เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนั้นมักโหดเหี้ยมอารมณ์แปรปรวน บันดาลโทสะเมื่อไร ฆ่าคนก็ไม่กระพริบตา
“นี่ หยกวิญญาณชั้นต่ำหนึ่งร้อยก้อน เอาไปเลย เอาของมาให้ข้าด้วย” เสี่ยวไป๋ควักหยกวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนจากแหวนมิติ วางลงต่อหน้าชายชราทันที
ชายชราได้ยินดังนั้นก็รีบหยิบหมั่นโถวทั้งหมดขึ้นมาทันที “ท่านผู้อาวุโส เชิญตรวจสอบได้ขอรับ”
“ตรวจสอบบ้านเจ้าสิ ข้าล่ะอยากจะหนีออกไปให้ไกล ๆ เสียเดี๋ยวนี้เลย” เสี่ยวไป๋คำรามในใจอย่างหัวเสีย ‘โธ่เอ๊ย วันนี้ดันได้เล่นบทตัวร้ายเฉยเลย’
เขาไม่สนใจแม้แต่นับจำนวน แค่โยนหมั่นโถวทั้งหมดเข้าแหวนมิติแล้วกล่าว “ลาก่อน” จากนั้นก็หันหลังพาหนานกงอวิ๋นม่อกับองครักษ์เดินจากไปทันที
“ท่านผู้อาวุโส ท่านให้ข้ามามากเกินตั้งห้าสิบก้อนนะขอรับ” ชายชราตะโกนตามหลัง
“ถือซะว่าข้าให้เจ้าละกัน” เสี่ยวไป๋ร้องตอบโดยไม่หันหลังกลับเพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าหากยังอยู่ต่ออีกแม้แต่นิดเดียว เขาคงจะเป็นลมล้มลงเพราะถูกผู้คนมองแบบจ้องจะกลืนกินเสียแล้ว
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากขอรับ” ชายชราตะโกนสุดเสียง มองตามแผ่นหลังของเสี่ยวไป๋ที่จากไปด้วยความปลื้มปีติ ‘ผู้บำเพ็ญเพียรนี่ช่างรวยจริง ๆ ห้าสิบก้อนนี่คือรายได้หนึ่งเดือนของข้าเลยนะ’
หมั่นโถวที่เสี่ยวไป๋ซื้อในครานี้ เรียกได้ว่าเท่ากับยอดขายทั้งเดือนของชายชราผู้นั้นเลยทีเดียว
“ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยต้องขออภัยอย่างสูงที่ทำให้ท่านต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก” เหล่าองครักษ์สี่นายเอ่ยเสียงสลด
“ไม่เป็นไร” เสี่ยวไป๋โบกมือ ไม่อยากจะต่อว่าพวกเขาเพราะหากตอนนี้เขายังตำหนิอีกคงไม่แคล้วมีใครคิดขอชดใช้ด้วยชีวิต แล้วอย่างนั้นเขาคงกลายเป็นตัวร้ายของจริงไปแล้วแน่
“เฮ้อ ระบบ” เสี่ยวไป๋ถอนใจแล้วกล่าวขึ้น
“อะไรหรือโฮสต์?” ระบบตอบอย่างงงงวย
“ข้าว่าต่อไปเราควรใช้ชีวิตแบบสงบเสงี่ยมเถิด สถานการณ์แบบเมื่อครู่ ข้ารับไม่ไหวจริง ๆ” เสี่ยวไป๋ปิดหน้าพูดเบา ๆ ‘แค่จะซื้อหมั่นโถวก็กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วทั้งตลาด ยิ่งชื่อข้าในเมืองพั่วหลินตอนนี้มันดังเกินไป...ทุกคนรู้หมดแล้วว่าท่านผู้อาวุโสจากตระกูลหนานกงออกมาเดินตลาด ไหนเลยจะไม่โดนจับจ้องเหมือนสัตว์ประหลาด’
“อืม...ข้าก็ว่าควรเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” ระบบพยักหน้า “ยังไงพวกเขาก็มองไม่เห็นข้าอยู่แล้ว เอาล่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอกลับไปกินหมั่นโถวต่อละกัน บอกเลย รสชาตินี่ของจริง”
“ให้ตายเถอะ เจ้านี่มันระบบไร้หัวใจจริง ๆ” เสี่ยวไป๋สถบในใจ ‘ระบบปกติควรจะคอยชี้แนะวางกลยุทธ์ให้ผู้ใช้ไม่ใช่รึไง? แล้วดูเจ้านี่สิ มันเอาแต่กิน’
เสี่ยวไป๋เหลียวมองผู้คนที่เริ่มล้อมรอบตัวเองแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว รีบพาข้าไปโรงประมูล” เขาสั่งพวกองครักษ์อย่างฉับไว ‘แผนเที่ยวชมตลาดต้องพับไปเพราะข้านี่แหละกลายเป็นจุดชมวิวเสียเอง ไปขายสมุนไพรยังจะสงบกว่า’
“รับคำสั่ง ท่านผู้อาวุโส” เหล่าองครักษ์รับคำพร้อมกัน แล้วรีบเปิดทางนำทางเสี่ยวไป๋และหนานกงอวิ๋นม่อมุ่งสู่โรงประมูล
“อาจารย์ ข้าขอเป็นคนจ่ายเงินเวลาซื้อสมุนไพรต่าง ๆ เองเถิด” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวพร้อมจ้องตาเสี่ยวไป๋อย่างจริงใจ
เมื่อครู่ ตอนซื้อหมั่นโถว เขากำลังจะควักหยกวิญญาณออกมาจ่ายอยู่แล้ว แต่เสี่ยวไป๋กลับชิงจ่ายไปก่อนแล้วรีบลากเขาออกมาอย่างเร่งรีบ นั่นทำให้เขารู้สึกละอายใจนัก ‘ออกมากับอาจารย์ ยังให้ท่านต้องควักจ่าย แย่ยิ่งนัก’
เสี่ยวไป๋นิ่งไปชั่วครู่ก่อนกล่าวเบา ๆ “ก็ได้ เจ้าช่างมีน้ำใจนัก” แต่ในใจก็แอบคิด ‘มีลูกศิษย์สายเปย์มันดีเช่นนี้นี่เอง ไม่ต้องควักสักก้อน’
“ขอรับ อาจารย์” หนานกงอวิ๋นม่อพอใจยิ่งนัก แววตาเปล่งประกายด้วยความฮึกเหิม
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงโรงประมูลอวิ๋นหลิง
หน้าประตูมีองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่สองนาย ฝีมืออยู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่ง แม้แต่แค่เฝ้าประตูยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้สมกับเป็นสถานที่ในเครือของราชวงศ์
โรงประมูลแบ่งออกเป็นสี่เขต
เขตแรกคือเขตสามัญจำหน่ายของทั่วไปอย่างยารักษาแผล ของใช้เบื้องต้น สมุนไพรมีน้อย คริสตัลวิญญาณยิ่งไม่มีให้เห็น ทุกคนสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข
เขตที่สองคือเขตชนชั้นสูง ที่นี่เริ่มมีของล้ำค่าขึ้น เช่น คริสตัลวิญญาณ สมุนไพรดี ๆ หรือแม้แต่วิชายุทธ์และคัมภีร์ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ มีของดีนาน ๆ ครั้งถึงจะโผล่มา เขตนี้เข้าได้เฉพาะบุตรหลานตระกูลใหญ่เท่านั้น
เขตที่สามคือเขตทองคำ เป็นเขตที่รวบรวมวิชายุทธ์ คัมภีร์ สมุนไพร คริสตัลวิญญาณชั้นดีไว้มากมาย แต่เปิดให้เฉพาะคนจากสามตระกูลใหญ่เท่านั้น ได้แก่ ตระกูลหนานกง ตระกูลตงฟางและตระกูลจั่วชิว หากมิใช่ศิษย์จากสำนักใหญ่โดยตรงจะไม่มีสิทธิ์เข้า
เขตสุดท้ายคือเขตประมูล ที่นี่จะนำสิ่งของล้ำค่ามาจัดแสดงไว้ก่อนวันประมูลจริง มีทั้งสมุนไพร คริสตัล คัมภีร์ วิชายุทธ์ ทุกอย่างจะถูกนำออกประมูลในวันกำหนด ใครเงินถึงก็ได้ไป
เสี่ยวไป๋ซึ่งมีบัตรทองของตระกูลหนานกงแถมยังมีองครักษ์แนะนำตัวให้อีกทั้งมีศิษย์เอกอย่างหนานกงอวิ๋นม่ออยู่ด้วยจึงเข้าสู่เขตทองคำได้อย่างราบรื่น
เมื่อย่างเข้าสู่เขตทองคำ ภายในสะดุดตาด้วยเสาหินหยกขาวประดับทั้งสี่มุม ผนังห้องสร้างจากอิฐหินสีขาวฉลุลาย ประดับด้วยกล้วยไม้ทองอร่ามเบ่งบานละลานตา ผ้าม่านสีฟ้าครามพลิ้วไหวตามแรงลมเย็น
“หรูหราจริง ๆ” เสี่ยวไป๋ชมอยู่ในใจ ‘วันใดข้าสร้างสำนักของตัวเอง จะต้องจัดให้หรูหรากว่านี้สิบเท่า’
เขาและหนานกงอวิ๋นม่อเริ่มเดินชมทั่วห้อง เสี่ยวไป๋ใช้ลมหายใจวิญญาณกวาดตรวจก็พบว่าสิ่งของในห้องนี้ระดับต่ำทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ วิชายุทธ์หรือโอสถ
แต่เมื่อเขาหันไปมองศิษย์ของตนกลับต้องผงะ
หนานกงอวิ๋นม่อทำตาโตเหมือนเด็กเข้าร้านของเล่น กวาดตามองซ้ายขวาสลับกันไปมาราวกับได้พบโลกใหม่
“อะไรกัน? อวิ๋นม่อเป็นอะไรไป? ราวกับไม่เคยมาเยือนที่นี่มาก่อนเลย” เสี่ยวไป๋คิดอย่างสงสัย
เขาเดินไปตบไหล่ศิษย์ถามว่า “อวิ๋นม่อ เจ้าเป็นอะไรไป?”
หนานกงอวิ๋นม่อสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบตั้งสติ กล่าวอาย ๆ ว่า “ขออภัยขอรับอาจารย์ ข้าทำตัวเสียมารยาทไปหน่อย”
“ไม่เป็นไร แต่อยากรู้ว่าทำไมเจ้าดูเหมือนไม่เคยมา นี่พ่อหรือลุงของเจ้าไม่เคยพามาหรือ?” เสี่ยวไป๋ถามด้วยความสงสัย
“อาจารย์ ข้าเคยมาแค่ครั้งเดียวตอนยังเด็ก ก่อนอายุสิบขวบนั้นข้ามัวแต่มุ่งฝึกฝนพอข้าสูญเสียพลังบำเพ็ญก็มีแค่บิดากับท่านลุงหลิวอวิ๋นที่ฝืนเสียงคัดค้านพาข้ามา” หนานกงอวิ๋นม่อกล่าวเสียงเศร้า
“เฮ้อ...ช่างน่าสงสาร” ระบบอดพึมพำไม่ได้
“เดาว่าพวกผู้อาวุโสในตระกูลกลัวว่าเขาจะทำให้ขายหน้า เลยไม่ให้มาที่นี่ละมั้ง” เสี่ยวไป๋ถอนใจ
“ช่างมันเถิด อย่าไปรื้อฟื้นอดีตอันขื่นขมอีกเลย ต่อจากนี้ เจ้าจะไม่ต้องเจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีกแล้วเพราะเจ้ามีอาจารย์อยู่ทั้งคน” เสี่ยวไป๋ลูบศีรษะของเขาพลางกล่าวอย่างอ่อนโยน
หนานกงอวิ๋นม่อรู้สึกตื้นตัน น้ำตาคลอ เขารีบเช็ดตาแล้วกล่าวหนักแน่นว่า “ขอรับ อาจารย์”
‘มีอาจารย์ดีเช่นนี้ ข้าช่างโชคดีเหลือเกิน’
“วันนี้ข้าจะพาเจ้าตระเวนให้ทั่ว ไม่ต้องจ่ายเองนะ ของที่เจ้าซื้อทั้งหมด ข้าจะมอบให้เป็นของขวัญ” เสี่ยวไป๋กล่าวอย่างองอาจ ‘ลูกศิษย์คนแรกในโลกนี้ของข้าแน่นอนว่าต้องเลี้ยงให้อ้วนท้วนสมบูรณ์’