- หน้าแรก
- ไร้เทียมทานตั้งแต่เริ่ม
- บทที่ 6 เจ้าอย่าแทรกได้หรือไม่
บทที่ 6 เจ้าอย่าแทรกได้หรือไม่
บทที่ 6 เจ้าอย่าแทรกได้หรือไม่
บทที่ 6 เจ้าอย่าแทรกได้หรือไม่
“ใครมันตะโกน” เสียงตะคอกดังสนั่นออกมาทำเอาหนานกงเสวียนขมวดคิ้วแน่น
“หนานกงอวี่ เจ้าช่วยหุบปากเสียทีจะได้หรือไม่? รอให้พี่เสวียนพูดจบก่อนเถิด” เสียงทุ้มห้าวดังแทรกขึ้นมาอีกเสียง
“หนานกงหลิวอวิ๋น เจ้ายังมีความเคารพผู้ใหญ่หลงเหลืออยู่หรือไม่? เจ้าเรียกว่าพูดกับผู้ใหญ่แล้วหรือ?” หนานกงอวี่โดนด่ากลับเข้าให้ก็อดไม่ได้จะโต้กลับเพราะเสียหน้า
หนานกงอวี่คือรองผู้อาวุโสที่สองของตระกูลหนานกงมีพลังอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นที่ห้าส่วนหนานกงหลิวอวิ๋นคือผู้อาวุโสที่สาม อาวุโสไล่ลำดับตามความสามารถทางยุทธ์ อายุของเขาใกล้เคียงกับหนานกงเสวียนและพลังของเขาก็อยู่ที่ระดับจอมยุทธ์ขั้นที่ห้าเช่นกัน
“ข้าจะด่าเจ้าแล้วจะทำไม? ถ้าไม่พอใจก็เอาดาบมาฟันข้าเลยสิหรือไม่ก็ขึ้นเวทีประลองให้รู้ดำรู้แดงไปเลย” หนานกงหลิวอวิ๋นตบโต๊ะเปรี้ยงแล้วตะโกนออกมา
“เจ้า…เจ้า…” หนานกงอวี่หน้าบันแดงก่ำ โกรธจนพูดไม่ออก เขาสู้ไม่ได้จึงทำได้แค่หันไปฟ้อง “ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านดูผู้อาวุโสสามของท่านเสียก่อน”
“หยุดโต้เถียงกันได้แล้ว” ผู้อาวุโสใหญ่หนานกงหานกล่าวปราม “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าลูกชายนั่นของเจ้ากำลังจะบรรลุเป็นศิษย์ยุทธ์แล้วจริง ๆ”
“ไม่นึกเลยว่าตระกูลหนานกงของเราจะมีอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอีกคน” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวพลางหัวเราะ
“ฮ่าฮ่าฮ่า ลูกข้าจะไปนับเป็นอัจฉริยะอะไรได้เล่า?” แม้คำพูดจะถ่อมตัว แต่ใบหน้าของหนานกงอวี่กลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
“น่าเสียดายที่พลังของหนานกงอวิ๋นถดถอยลง ไม่เช่นนั้นเด็กผู้นั้นคงได้สร้างเกียรติภูมิให้ตระกูลแน่นอน” หนานกงหลิวอวิ๋นถอนหายใจ
“หึ เด็กนั่นน่ะหรือจะคู่ควรกับบุตรชายของข้า?” หนานกงอวี่กล่าวด้วยความเย่อหยิ่ง
“เจ้า…” หนานกงเสวียนกำลังจะลุกขึ้นด้วยความโกรธ
“ตอนอวิ๋นอายุสิบปีถึงขั้นศิษย์ยุทธ์ระดับสาม บุตรเจ้าตอนนั้นอยู่ที่ไหน? เจ้าเองฝึกฝนมากว่าห้าสิบปียังมีพลังเท่าข้า แล้วจะเอาหน้าไหนมาเรียกคนอื่นว่าไร้ค่าอีก?” หนานกงหลิวอวิ๋นกล่าวอย่างดูแคลน
เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างรู้สึกถูกตบหน้าอย่างรุนแรง
“เจ้า…” หนานกงอวี่เพิ่งจะเปิดปากจะโต้กลับ
“พอได้แล้ว ให้หัวหน้าตระกูลพูดก่อนเถอะ” หนานกงหานกล่าวอย่างอ่อนอกอ่อนใจเพราะสองคนนี้ทะเลาะกันเป็นประจำ
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็พยักหน้ารับ
“เรื่องมีอยู่ว่าวันนี้ข้านำหนานกงหนึ่งถึงห้าออกไปแสวงหาโอกาสในการบรรลุ” หนานกงเสวียนกล่าวขึ้น
“พวกเขาทั้งห้าคนบรรลุแล้วหรือ? ช่างเป็นบุญของตระกูลหนานกงจริง ๆ” หนานกงหลิวอวิ๋นพูดแทรก ดวงตาเป็นประกายดีใจจนแทบจะกระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้
“เปล่า” หนานกงเสวียนกล่าว
“อ๋อ” หนานกงหลิวอวิ๋นหมดสภาพกลับนั่งลงอย่างห่อเหี่ยว
“เราเพิ่งก้าวเข้าสู่ป่าราชันอสูรก็พบกับเสืออัคคีโกรธาระดับห้าซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุด”
“แล้วพวกเจ้าฆ่ามันได้หรือไม่? คริสตัลวิญญาณล่ะ?” หนานกงหลิวอวิ๋นพูดแทรกอีกครั้ง ตาเป็นประกายราวกับพวกโลภมาก คริสตัลวิญญาณระดับห้านั้นมีค่ากว่าหยกวิญญาณชั้นล่างห้าล้านก้อนแถมยังเป็นธาตุสายฟ้าอีกด้วย
“แม่งเอ๊ย” หนานกงเสวียนอยากจะด่ากลับเสียเหลือเกิน เจ้านี่ช่างปากมากนัก
“เจ้าคิดว่าเราจะสู้มันไหวหรือ?” หนานกงเสวียนย้อนถาม
“แล้วพวกเจ้ารอดกลับมาได้อย่างไร?” หนานกงหานถามต่อ “เสืออัคคีโกรธาระดับห้า พวกเจ้าน่าจะรอดได้ยาก”
“ตอนนั้นพวกเราคิดว่าจะสู้สุดชีวิต แต่กลับมีท่านผู้อาวุโสคนหนึ่งปรากฏตัวออกมา” หนานกงเสวียนเล่าต่อ “ท่านเพียงแค่เหลือบตามอง เสืออัคคีโกรธาก็สิ้นใจลงทันทีและนี่คือคริสตัลของมัน” พลางยื่นออกมาให้ดู
เสียงสูดหายใจเย็นดังขึ้นทั่วห้องโถง แขกเหรื่อทั้งหมดรู้สึกสยบยอมในความแข็งแกร่งระดับนี้
“เกรงว่าคงจะเป็นอาจารย์วิญญาณกระมัง” หนานกงหานคาดเดา
“หลังจากนั้นเรายังพบกับศิษย์ของสำนักจินหยางด้วย” หนานกงเสวียนเล่าต่อ
“สำนักจินหยาง ไม่ใช่หนึ่งในสำนักระดับแนวหน้าของราชอาณาจารย์หิมะอวิ๋นหรอกหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?” หนานกงหลิวอวิ๋นก็แทรกอีกครั้ง
“เจ้าแม่งจะให้ข้าเล่าจบได้ไหมฟะ” หนานกงเสวียนระเบิดอารมณ์ในที่สุด
“เอ่อ ๆ” หนานกงหลิวอวิ๋นเปลี่ยนท่านั่งอย่างเรียบร้อย
“ศิษย์ของสำนักจินหยางเผชิญหน้ากับเสืออัคคีโกรธาระดับหก” หนานกงเสวียนเล่าต่อพลางยื่นคริสตัลของมันให้ดู
เสียงสูดหายใจดังขึ้นอีกครั้งทั่วห้อง เสืออัคคีโกรธาระดับหกเทียบเท่าศิษย์วิญญาณโดยกำเนิดและด้วยทักษะติดตัวที่มันมีอาจถือว่าเทียบได้กับอาจารย์วิญญาณเลยทีเดียว
“หึ ผู้อาวุโสจากลัทธิดาบสายลมที่ข้าเชิญมาก็ทำได้เช่นกัน เขาคืออาจารย์วิญญาณขั้นห้าเชียวนะ” หนานกงอวี่กล่าวอย่างไม่แยแส
“เหอะ ท่านผู้อาวุโสที่ข้าพบเพียงแค่ตะโกนคำเดียวเสืออัคคีโกรธาที่กำลังจะใช้ทักษะก็สิ้นใจลงทันที พวกเจ้าคิดว่าผู้อาวุโสจากลัทธิดาบสายลมของเจ้า ทำได้หรือไม่?” หนานกงเสวียนเหน็บแนมเพราะนี่คือเกียรติของผู้มีพระคุณ
“หนานกงเสวียน เจ้าไม่ต้องพูดโอ้อวดให้มากนัก” หนานกงอวี่แค่นเสียงหยัน ใครจะไปเชื่อเล่าว่าจะมียอดฝีมือระดับราชาวิญญาณอยู่ที่นี่
“เช่นนั้นหัวหน้าตระกูล ท่านผู้อาวุโสท่านนั้นมีเงื่อนไขอันใดแลกกับคริสตัลทั้งสองหรือไม่?” หนานกงหานถามขึ้นเพราะยอดฝีมือเช่นนี้ ย่อมไม่มอบของล้ำค่าให้โดยเปล่า
“ท่านกล่าวว่าให้หยกวิญญาณเล็กน้อยก็พอ ข้าได้เชิญท่านมาพักในตำหนักของตระกูลเราแล้ว ให้หวังเล่ยไปจัดหาที่พักห้องอันดับหนึ่งแห่งฟ้า” หนานกงเสวียนกล่าว
“หึ เขามีสิทธิ์ใดถึงได้พักในห้องอันดับหนึ่งแห่งฟ้า? แม้แต่ผู้อาวุโสจากลัทธิดาบสายลมยังไม่ได้รับเกียรตินั้น” หนานกงอวี่โพล่งออกมา
“สิทธิ์ใดหรือ? ท่านผู้อาวุโสคือ”
“หัวหน้าตระกูล เกิดเรื่องแล้ว”
ถ้อยคำของหนานกงเสวียนถูกขัดอีกครา เขาข่มอารมณ์โกรธไว้เพราะเป็นหัวหน้าตระกูลจำต้องรักษาความสงบ “มีอะไรหรือ? ไยจึงร้อนรนถึงเพียงนี้?” เหล่าอาวุโสต่างก็มองไปยังผู้มาใหม่
“ขอรายงานต่อหัวหน้าตระกูลและอาวุโสทั้งหลาย ท่านผู้อาวุโสที่เพิ่งมากับผู้อาวุโสจากลัทธิดาบสายลมกำลังจะมีเรื่องกันแล้ว”
“ว่าอย่างไรนะ ทุกท่านตามข้ามาเร็ว” หนานกงเสวียนลุกพรวดสีหน้าเคร่งเครียด
“หรือเจ้าจะหวาดกลัวเสียแล้ว? ไม่เป็นไร ข้าจะขอร้องผู้อาวุโสจากลัทธิดาบสายลมไว้ชีวิตให้” หนานกงอวี่ยิ้มเยาะ
“ข้าไม่อยากเสียเวลาพูดกับเจ้า” หนานกงเสวียนกล่าวเสียงต่ำ ‘บัดซบ นั่นคือราชาวิญญาณหากโมโหขึ้นมาทั้งเมืองคงไม่เหลือแม้แต่ตึกเดียว’
หนานกงเสวียนนำเหล่าอาวุโสเร่งตรงไปยังเขตที่พัก
ด้านของเสี่ยวไป๋
เสี่ยวไป๋ยังคงยืนอยู่ด้วยสีหน้างุนงงพลางมองบุรุษที่เพิ่งกล่าวเสียงดัง ‘ยังไม่จบอีกเรอะ? แม่ง ข้าจะได้กินข้าวไหมนี่?’
“ท่านผู้อาวุโสเซวียนเจี้ยนมีเรื่องใดหรือ?” หวังเล่ยเดินเข้าไปหาเซวียนเจี้ยนจื่อ
“มี เรื่องใหญ่เสียด้วย” เซวียนเจี้ยนจื่อตะคอกลั่นลากเสียงดังจนบ่าวไพร่และศิษย์ตระกูลต่างหยุดยืนดู
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้”
“เหตุใดท่านผู้อาวุโสเซวียนเจี้ยนจื่อจึงโมโหเช่นนี้?”
“แล้วเจ้าหนุ่มนั่นเป็นใคร?”
“ไม่รู้สิ แต่หล่อดีนะ”
เสียงซุบซิบดังไม่ขาดสาย
“แม่ง เลื่อนอีกแล้ว นี่ข้าจะได้กินเมื่อไหร่เนี่ย?” เสี่ยวไป๋น้ำตาคลอด้วยความหิว ข้าทนจากเที่ยงจนค่ำแล้ว นี่มันโหดร้ายเกินไป
“บังอาจถามว่าเหตุใดท่านผู้อาวุโสเซวียนเจี้ยนจื่อถึงโมโห มีใครล่วงเกินท่านหรือไม่?” หวังเล่ยถามอย่างระมัดระวัง ตรงหน้าคือแขกผู้มีเกียรติ เขาไม่กล้าโกรธเคือง
“หาใช่เช่นนั้นไม่ ข้าหมายถึงอีกเรื่องหนึ่ง ข้าอยากรู้ว่าด้วยเหตุใดเขาจึงได้อยู่ห้องอันดับหนึ่งแห่งฟ้า?” เซวียนเจี้ยนจื่อชี้หน้าสบถใส่เสี่ยวไป๋
“ขอเรียนท่านผู้อาวุโสเซวียนเจี้ยนจื่อว่าเรื่องนี้เป็นการจัดสรรโดยหัวหน้าตระกูลโดยตรง” หวังเล่ยกล่าวอย่างนอบน้อม
“ท่านผู้อาวุโส?” เซวียนเจี้ยนจื่อหันไปพิจารณาเสี่ยวไป๋อีกครั้งครั้นเห็นว่าเป็นเพียงชายหนุ่มยังหนุ่มแน่นก็ยิ่งไม่เชื่อใจ
เมื่อสัมผัสไม่ได้แม้แต่น้อยถึงพลังวิญญาณ เขายิ่งปักใจว่าเสี่ยวไป๋ผู้นี้คือคนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
“เพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งไม่มีแม้แต่แรงกดดันของพลังวิญญาณ เจ้ายังกล้ากล่าวว่าเขาเป็นผู้อาวุโส? พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ หรือพวกเจ้าจงใจดูหมิ่นข้า หัวหน้าตระกูลเจ้าคงไม่พอใจที่ข้าปฏิเสธจะช่วยบุตรชายของเขาก็เลยหาเรื่อง”
ระหว่างที่เซวียนเจี้ยนจื่อกำลังพินิจเสี่ยวไป๋ เสี่ยวไป๋ก็ได้ตรวจสอบประวัติอีกฝ่ายไปจนหมดจดแล้ว
ชื่อ: เซวียนเจี้ยนจื่อ
อายุ: 301 ปี
เพศ: ชาย
สังกัด: ลัทธิดาบสายลม
ตำแหน่ง: ผู้อาวุโสใหญ่
พลัง: อาจารย์วิญญาณขั้นห้า
คัมภีร์: 《คัมภีร์ดาบสายลม》ระดับสูงชั้นกลาง (ฉบับไม่สมบูรณ์)
ยุทธ์:《ดาบสายลม》ชั้นกลางล่าง (ฉบับไม่สมบูรณ์),《ก้าวเหินสายลม》ชั้นกลางกลาง (ฉบับไม่สมบูรณ์),《ดาบสายลมแตะใบไม้》 ชั้นกลางกลาง (ฉบับไม่สมบูรณ์),《ขี่สายลม》 ชั้นสูงชั้นกลาง (ฉบับไม่สมบูรณ์)
“พระเจ้าช่วยข้าล่ะหมดคำพูด ฝึกแต่ของไร้คุณภาพซ้ำยังเป็นของไม่สมบูรณ์อีกแถมยังปากหมาอีกต่างหาก” เสี่ยวไป๋ครางในใจ
“ท่านผู้อาวุโสเซวียนเจี้ยนจื่อโปรดระงับโทสะ” เสียงเยาะเย้ยของหนานกงอวี่ดังมาจากด้านหลัง
เซวียนเจี้ยนจื่อหันไปมอง “หนุ่มน้อย เจ้าอยากเยาะเย้ยข้างั้นหรือ? ข้ารับเจ้าลูกชายของเจ้าเป็นศิษย์ แต่เจ้ากลับให้คนธรรมดามาดูหมิ่นข้าเช่นนี้?”
“ท่านผู้อาวุโสเซวียนเจี้ยนจื่อนั่นเป็นเพียงความผิดพลาดชั่วครู่ เด็กนี่ก็แค่ไม่มีมารยาทเท่านั้น” หนานกงอวี่กล่าวพร้อมรอยยิ้มแหย
ขณะที่หนานกงเสวียนรีบมาหาเสี่ยวไป๋ก็กล่าวด้วยเสียงเร่งร้อน “ท่านผู้อาวุโสโปรดระงับโทสะ ท่านผู้นี้ไม่รู้ถึงพลังของท่าน”
“ช่างเถอะ ข้าไม่ถือ” เสี่ยวไป๋ปัดมือ “ว่าแต่กินข้าวได้หรือยัง?”
“เดี๋ยวนี้เลย ข้าจะให้จัดเดี๋ยวนี้” หนานกงเสวียนรีบรับคำในทันที ใจยังโล่งอกที่โชคดีที่ท่านผู้อาวุโสไม่ถือโทสะ ไม่เช่นนั้น...
“ถ้าเช่นนั้นก็ให้เด็กนี่คุกเข่าขอขมาข้าเสีย” เซวียนเจี้ยนจื่อกล่าวพลางปรายตามองเสี่ยวไป๋อย่างดูแคลน
“เจ้าว่าอะไรนะ?” เสี่ยวไป๋ถามกลับ แม่งเอ๊ย เจ้านี่กล้าพูดเช่นนี้กับข้าเนี่ยนะ? เดิมทีข้าไม่คิดจะยุ่งกับเจ้าแท้ ๆ
“ท่านผู้อาวุโส” หนานกงเสวียนพยายามจะเอ่ย แต่ถูกเสี่ยวไป๋ตัดบททันที
“ถอยไป” เสี่ยวไป๋คว้าตัวหนานกงเสวียนแล้วดึงถอยหลัง
ครั้งนี้เสี่ยวไป๋โกรธจริงจังแล้ว แต่เพราะมันใกล้เวลาอาหารแล้ว ข้ายังจะไว้ชีวิตเจ้า
“ท่าน…” หนานกงเสวียนจะพูดอะไรอีก
“เงียบ” เสี่ยวไป๋หันไปตะคอกเสียงเข้ม
จากนั้นเขาก็จ้องหน้าเซวียนเจี้ยนจื่อพร้อมกับเอ่ยเสียงเย็น
“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ?”