บทที่ 5 อับอายเกินทน
หนานกงเสวียนเพิ่งจะเอ่ยตอบตกลง เหล่าศิษย์สำนักจินหยางกลับรีบตะโกนขัดขึ้นมา
“หืม?” เสี่ยวไป๋เลิกคิ้วด้วยความฉงน หันไปมองพวกเขา
ศิษย์หนุ่มผู้นำเอ่ยขึ้น “ท่านผู้อาวุโส พวกข้าทั้งสี่คือศิษย์แห่งสำนักจินหยาง ข้านามว่าเย่หลี” เขาชี้ไปยังอีกสามคน “นางคือศิษย์น้องจ้าวชิงชิง ศิษย์น้องหลี่เสี่ยวและศิษย์น้องเย่เหวิน”
“เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ” เสี่ยวไป๋คิ้วกระตุก นี่เจ้าจะรายงานชื่อทำไมให้เสียเวลา ข้ากำลังจะรีบไปกินข้าวนะ
“คือว่าท่านผู้อาวุโส ข้าขออภัยที่เสียมารยาท แต่ไม่ทราบท่านแซ่อะไรนามว่าใด? หากมีวาสนา ข้าอยากตามไปคารวะถึงเรือนในวันหน้า” เย่หลีกล่าวอย่างเคารพ อีกฝ่ายช่วยชีวิตไว้ ไม่แสดงความจริงใจเลยก็คงไม่สมควร
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณดอก ข้าเพียงผ่านมาเท่านั้น หากมีบุญวาสนาคงได้พบกันอีก” เสี่ยวไป๋โบกมือปฏิเสธ แน่นอนว่านาทีนี้เรื่องกินสำคัญกว่า ไม่มีอารมณ์จะพูดมาก
เย่หลีกำลังจะพูดอีกถูกจ้าวชิงชิงสะกิดแล้วส่ายหัว เย่หลีจึงได้แต่ถอนใจกล่าวว่า “ขอให้ท่านผู้อาวุโสรักษาตัวด้วย”
“อืม ขอให้โชคดี” ว่าพลาง เสี่ยวไป๋ก็นำหนานกงเสวียนพรรคพวกทะยานจากไป
และทันทีที่เหินฟ้าก็ทำเอาศิษย์ทั้งสี่หน้าซีดเผือด
“ราชาวิญญาณ” หลี่เสี่ยวอุทาน
“เป็นไปได้อย่างไร?” เย่เหวินก็เช่นกัน
“ทั่วทั้งแคว้นหิมะอวิ๋นยังมีเพียงสามราชาวิญญาณ ไฉนถึงได้มีโผล่มาอีกคนเช่นนี้?” จ้าวชิงชิงตกตะลึง
“ไม่รู้สิ ราชาวิญญาณผู้นี้ไม่คุ้นหน้าเลยสักนิด” เย่หลีคาดคะเน ราชาวิญญาณทั้งสามแห่งแคว้นล้วนมีอายุกว่าร้อยปี แต่ท่านผู้อาวุโสผู้นี้กลับดูเหมือนหนุ่มวัย 18 ปี
ทันใดนั้น พลังวิญญาณอันแรงกล้าก็พุ่งเข้าหาพวกเขา
“อาจารย์มาแล้ว” เย่เหวินร้องอย่างตื่นเต้นในที่สุดก็วางใจได้เสียที
เสียงยังไม่ทันจาง ร่างเฒ่าผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ผมขาวดุจขนนกกระเรียน ใบหน้าแดงระเรื่อเหมือนเด็ก ดูยังเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
“คารวะอาจารย์” ทั้งสี่รีบโค้งคำนับพร้อมเพรียง
“หืม? ไอ้อสูรร้ายที่บาดเจ็บเพราะพวกเจ้าล่ะ?” อาจารย์เอ่ยถามทันที เขารีบรุดมาตามสัญญาณขอความช่วยเหลือ
“เรียนอาจารย์ ระหว่างที่พวกเราต้านอสูรนั้นมีท่านผู้อาวุโสราชาวิญญาณท่านหนึ่งผ่านมาช่วยไว้” เย่หลีรายงาน
“ราชาวิญญาณหรือ? ใช่หนึ่งในสามของแคว้นหรือไม่?” ผู้อาวุโสลูบเคราหงอกถามกลับ
“ไม่ใช่ขอรับ ท่านผู้นั้นดูอ่อนเยาว์มาก” เย่หลีตอบ
“หืม? เป็นไปได้หรือ?” ผู้อาวุโสเองก็ตกใจไม่น้อย
“จริงแท้แน่นอน ขออาจารย์ตรวจสอบศพอสูรเถิด” เย่เหวินรีบกล่าว นำทางไปยังร่างของอสูรที่เสี่ยวไป๋ปราบไว้
“หือ” ผู้อาวุโสลูบซากศพเบา ๆ แล้วอุทาน “มือสังหารผู้นี้ไม่ธรรมดา”
“พวกเจ้าได้ถามชื่อแซ่เขาหรือไม่?” เขาเงยหน้าถาม
“เรียนอาจารย์ พวกเราถามแล้ว แต่ท่านผู้นั้นไม่ยอมบอก” เย่หลีตอบ
“ช่างเถอะ ไม่เป็นไรก็พอแล้ว” ผู้อาวุโสยิ้มบาง แต่ในใจกลับไม่สงบ แคว้นหิมะอวิ๋นมีราชาวิญญาณเพิ่มอีกหนึ่งคนโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ นี่มันเค้าลางแห่งความเปลี่ยนแปลงชัด ๆ
“แต่ต่อจากนี้พวกเจ้าทั้งสี่ห้ามห่างจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว ห้ามสร้างเรื่องเด็ดขาด” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ พวกลูกศิษย์นี่ชอบหาเรื่องจริง ๆ บุกออกมาฝึกฝนเองเสียด้วย
“ขอรับอาจารย์ พวกเราสัญญาจะไม่ก่อเรื่องอีก” ทั้งสี่รับคำพร้อมรอยยิ้ม
“เหอะ คำพูดนี้ข้าฟังมาจนจำไม่ไหวแล้ว” อาจารย์เอ่ยพลางส่ายหัว “ครั้งนี้เราจะไปเมืองพั่วหลินไม่ใช่เพื่อแย่งของประมูลแต่เพื่อให้พวกเจ้าดูว่าของพวกนั้นเขาซื้อขายกันอย่างไรจะได้ไม่ฝึกบ้า ๆ จนสมองกลวง”
“ขอรับ” ทั้งสี่ขานรับ
ทางด้านเสี่ยวไป๋
“บ้านพวกเจ้าอยู่ไหน ข้าจะพาไปให้ถึงที่เร็ว ๆ” เสี่ยวไป๋ตะโกนกลางอากาศ
“ข้าจะชี้ทางให้ท่านผู้อาวุโสเอง” หนานกงเสวียนรับคำ
ด้วยการชี้ทางของหนานกงเสวียนรวมกับความเร็วการบินของเสี่ยวไป๋ ไม่นานนักทั้งหมดก็มาถึงหน้าตระกูลหนานกง
“ช่างเร็วอะไรปานนั้น” หนานกงเสวียนพรรคพวกต่างคิดในใจ นี่แหละผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง
เพราะฟ้าคล้อยแล้วบนฟ้าจึงมืดพอที่จะไม่มีใครบนพื้นสังเกตเห็น
เสี่ยวไป๋พาพวกเขามาถึงหน้าประตูตระกูลหนานกง พวกยามเห็นก็แทบช็อกก็ท่านผู้นำตระกูลกำลังลอยอยู่กลางอากาศน่ะสิ
เสี่ยวไป๋ปล่อยทุกคนลงพื้น
“ขาสั่นอะไรนักหนา? ทำให้ตระกูลหนานกงของข้าขายขี้หน้า” หนานกงเสวียนตวาดใส่ยาม เคราะห์กรรมนัก ท่านผู้อาวุโสมาเยือน ยามกลับสั่นเหมือนลูกหมา ใครได้ยินเข้าไม่ขายหน้าตายหรือ?
“อ๊ะ...อะ...คารวะท่านผู้นำ คารวะท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย...คารวะ...” ยามรีบโค้งคำนับ แต่ถึงคราวเสี่ยวไป๋ก็ตะกุกตะกัก ไม่รู้จะเรียกอย่างไร
“ผู้นี้คือท่านผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่ มาเยือนตระกูลของเราด้วยตนเอง ต้องให้ความเคารพเต็มที่” หนานกงเสวียนกล่าว
“ขอต้อนรับท่านผู้อาวุโส ขอต้อนรับสู่ตระกูลหนานกงของข้าขอรับ” ยามกล่าวเสียงสั่น นี่มันมหาผู้บำเพ็ญเพียรผู้บินได้
“อืม อย่างนี้ค่อยดีหน่อย” หนานกงเสวียนพยักหน้าอย่างน้อยก็คุมสถานการณ์ได้แล้ว
“ฮะฮะ ไม่ต้องพิธีมากหรอก” เสี่ยวไป๋ยิ้ม แน่นอนว่าเขาคิดว่าอีกฝ่ายต้องตะลึงในความหล่อของเขาแน่
“อี๋ เจ้าหลงตัวเองไปหรือเปล่า? คนเขาตกใจเพราะเจ้าบินได้โว้ย” ระบบอดบ่นไม่ได้
“เสียงเจ้านี่ดังเกินไปแล้วนะ” เสี่ยวไป๋ตะโกนกลับ
“อยากบ่นก็ไปฟ้องฝ่ายอาคารสิ” ระบบตอกกลับ
เสี่ยวไป๋ไม่สนใจอีก มองขึ้นไปยังประตูตระกูลหนานกง คำว่า ‘จวนหนานกง’ สามตัวใหญ่เด่นหรา
“ตัวอักษรสวยดี” เสี่ยวไป๋เอ่ยทั้งที่ดูไม่ออกสักนิดแต่ก็ต้องชมตามธรรมเนียม
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่เมตตา” หนานกงเสวียนยิ้ม แม้ไม่ได้พูดอะไรมากแต่แววตาก็เต็มไปด้วยความสุข ใครจะไม่ชอบคำชมล่ะ?
เขายกมือผายเชื้อเชิญ “เชิญท่านผู้อาวุโส”
เสี่ยวไป๋พยักหน้าแล้วก้าวเข้าไปทันทีเพราะเขาหิวจนแทบไม่สนใจคำพูดใดแล้ว อยากรู้เพียงว่าเมื่อใดจะได้กิน
เข้าสู่ภายในคฤหาสน์หนานกงแล้ว เสี่ยวไป๋ก็พบว่าจวนหนานกงนั้นหาได้โอ่อ่าฟุ่มเฟือยดังเช่นในนิยายไม่ ทว่ากลับให้ความรู้สึกเงียบสงบและงดงามละเมียดละไม
พอเข้าเขตเรือนใน หนานกงเสวียนก็รีบสั่งงานทันที เขาเดินไปหาชายวัยกลางคนผู้แต่งกายคล้ายหัวหน้าผู้ดูแลแล้วกล่าวว่า