เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 เจ้าตะโกนเสียงดังไปทำไมกัน

บทที่ 2 เจ้าตะโกนเสียงดังไปทำไมกัน

บทที่ 2 เจ้าตะโกนเสียงดังไปทำไมกัน


บทที่ 2 เจ้าตะโกนเสียงดังไปทำไมกัน

“ให้ตายสิ นี่มันตัวอะไร” เสี่ยวไป๋สบถลั่น

“เจ้าเปิดเนตรเทวะดูเสียสิ หากพบแล้วก็ฟันมันเลย นี่คือศึกแรกที่เจ้าจะได้ประมือในโลกนี้” ระบบพูดประชดประชัน

“โอ้ย เจ้าไม่มีความสุภาพอ่อนน้อมบ้างเลยหรือไร? ทำตัวอย่างข้าสิ สำรวม อ่อนโยน สงบเสงี่ยม โลกจะสงบขึ้นอีกเยอะ” เสี่ยวไป๋ว่าพลางเปิดเนตรเทวะ

“เหอะ ข้าดูมันอยู่ มันทำข้าตกใจสองรอบแล้วหากเป็นคนก็จะได้คุยกันดี ๆ หากเป็นอสูรร้ายก็เหมาะนัก มื้อนี้ข้าจะได้กินของดีแล้ว ลากไปปิ้งย่างให้สาสม”

ผ่านไปชั่วครู่ ระบบเอ่ยถาม “ว่าอย่างไรล่ะ รู้แล้วหรือยังว่ามันคือสิ่งใด?”

“รู้กับผีน่ะสิ ข้าเห็นก็จริงแต่ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ไม่มียอดคัมภีร์สารานุกรมให้ข้าดูด้วยซ้ำ รู้แค่ว่ามันคืออสูรร้าย มื้อนี้ไม่อดข้าวแล้ว”

“จริงสิ ๆ ข้าลืมไป นี่ไง《สารานุกรมเที่ยงแท้》รวบรวมข้อมูลทุกสิ่งในโลก คุณสมบัติ อสูร วัตถุ สมบัติล้ำค่าครบ” ระบบว่าแล้วเสกคัมภีร์หนาเล่มหนึ่งยื่นให้เสี่ยวไป๋

เขารับไว้แล้วดูดซับเข้าไปในจิต

“ลองดูใหม่อีกทีสิ” ระบบว่า

“ข้าดูแล้ว มันคืออสูรสายฟ้าอัสนีม่วงระดับห้าขั้นห้าเทียบเท่าจอมยุทธ์จวนบรรลุขั้นสูงสุด” เสี่ยวไป๋เอ่ย

“โห ยังมีคนอีกหลายคนอยู่ตรงนั้น หนึ่งจอมยุทธ์ขั้นหก ห้านักรบใกล้บรรลุจอมยุทธ์”

“เราจะไปไหม?” ระบบถาม

“ไปสิ เจ้าหาเสื้อผ้าที่กลมกลืนกับโลกนี้ให้ข้าหน่อย”

ทันใดนั้นระบบก็ส่งเสื้อผ้ามาให้เขาหนึ่งชุด สีขาวทั้งตัว ขาวไปหมดอย่างกับภูตผีในยามราตรี

“ไปเลย วาร์ปไปใกล้ ๆ พวกมันก่อน ดูนิสัยจิตใจหากเป็นคนดีจะช่วย หากไม่ดีก็ส่งพวกมันไปเกิดใหม่ยกกลุ่ม” เสี่ยวไป๋กล่าว

“รับทราบ” ระบบตอบ

นี่คือครั้งแรกที่เสี่ยวไป๋ลองใช้วาร์ปและมันก็สำเร็จ เขาปรากฏตัวบนต้นไม้ใหญ่มองลงมาด้านล่างอย่างสงบ พวกนั้นไม่มีทางรู้ตัวแน่นอน

เบื้องล่าง

“ท่านหัวหน้าหนีไปก่อนเถิด เจ้าสัตว์ร้ายตนนั้นเทียบเท่าจอมยุทธ์ขั้นสูงสุด พวกเราจะถ่วงเวลามันไว้” ชายวัยกลางคนตะโกนขึ้น

“ไร้สาระ หากจะไปก็ต้องไปด้วยกัน” ชายอีกคนที่ดูเป็นหัวหน้าตระกูลตะโกนกลับเสียงกร้าว

“หากท่านยังอยู่ตระกูลของเราจะสูญสิ้นทั้งหมด ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน ท่านจึงจะมีโอกาสกลับมาช่วยทุกคน”

“หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงไม่พาพวกเจ้ามาฝึกฝนเสี่ยงภัยเช่นนี้แล้ว” หัวหน้าตระกูลร้องออกมาอย่างเจ็บใจ

“ท่านหัวหน้า พวกข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรจะหวาดกลัวความตายได้อย่างไร ที่มาที่นี่ก็เพราะพวกเราขอร้องให้ท่านพามาเอง”

ขณะที่บรรยากาศกำลังเคร่งเครียด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“ช่างน่านับถือยิ่งนัก กล้าเผชิญความตายเสียสละตนเพื่อผู้อื่นสมควรได้รับการยกย่อง” ทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้น พบชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดขาวยืนลอยตัวระหว่างอสูรร้ายกับกลุ่มคน

เขาแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ เส้นผมดำสนิทพลิ้วไหวในสายลม ใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม ประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างสงบนิ่งและสูงส่ง

ที่จริงเสี่ยวไป๋ไม่ได้อยากออกมาเลย เขายืนดูอยู่บนต้นไม้จนหิวจัดแล้ว พวกนั้นพูดแต่ประโยคเดิม ๆ วนไปวนมาสรุปก็แค่ทุกคนอยากให้คนอื่นรอด หิวจะตายอยู่แล้วเขาอาจจะไร้เทียมทานก็จริงแต่ก็ยังหิวได้อยู่ดี

“อึก” เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นถี่ ๆ “ยอดฝีมือระดับราชาวิญญาณ” ชายที่ดูเป็นหัวหน้าตระกูลร้องลั่น

“หืม?” เสี่ยวไป๋เอียงคอมองเขา

เขาไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย เสี่ยวไป๋เองก็กะว่าจะถามว่าอยากให้ช่วยไหมเพราะเดี๋ยวนี้คนหัวร้อนก็มีไม่น้อย

“ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยนามหนานกงเสวียน ขอวิงวอนให้ท่านลงมือช่วยเหลือ หากท่านกรุณาไม่ว่าท่านจะต้องการสิ่งใด ข้าน้อยจะทุ่มเททำทุกอย่างให้สำเร็จ” หนานกงเสวียนค้อมกายกล่าวเสียงนอบน้อม

เมื่อคนอื่นเห็นหัวหน้าตระกูลทำเช่นนั้นก็พากันค้อมกายตาม

ที่พวกเขาทั้งหมดเชื่อว่าเสี่ยวไป๋เป็นราชาวิญญาณก็เพราะเพียงผู้บรรลุระดับนั้นจึงจะเหินฟ้าได้ ต่ำกว่านั้นไม่มีทาง

“ดี ตกลง” เสี่ยวไป๋กล่าว

“หะ?” คราวนี้หนานกงเสวียนอึ้งไปทันที ทำไมถึงตอบตกลงเร็วปานนั้น? ปกติต้องมีการเสนอข้อแลกเปลี่ยนนี่นา?

แต่เสี่ยวไป๋ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เดิมทีก็จะช่วยและตอนนี้เขาก็หิวเกินกว่าจะฟังคำพูดมากมาย

เขาหันไปมองอสูรสายฟ้าอัสนีม่วง มันเองก็รู้สึกได้ถึงสายตานั้น แต่ไม่ใช่สายตาอย่างที่เคยพบเจอ ไม่ใช่สายตาโกรธแค้น ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่เจตนาฆ่าแต่เป็นสายตาของคนหิวโซที่เห็นมันเป็นอาหารเลิศรสชั้นยอด

“แต่ข้าเป็นอสูร ข้าไม่มีวันยอมแพ้” มันคำรามลั่น

และครั้งนี้เสี่ยวไป๋สุดจะทนแล้ว

“ข้าสาบาน เจ้าเอาแต่ตะโกน ๆ ๆ ทุกวัน เจ้าแหกปากเสียงดังไปเพื่อสิ่งใดกัน” เสี่ยวไป๋กล่าวพลางเปิดใช้งานวจนะศักดิ์สิทธิ์

ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม เพียงประโยคเดียวร่างใหญ่โตของอสูรอัสนีม่วงก็ทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นอย่างไร้ทางต้าน

หนานกงเสวียนและคนอื่นตกตะลึงอีกครั้ง พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตา อสูรที่พวกเขาร่วมแรงสู้แทบตายก็ยังต้านไม่ไหวกลับถูกเสียงพูดเดียวทำให้ทรุดลง?

เสี่ยวไป๋คลายแรงกดดันออกเพราะเขาอยากลองใช้เนตรเทวะอีกครั้ง

เมื่ออสูรร้ายรู้สึกว่าแรงกดดันหายไปก็รีบหันหลังจะหลบหนีทันที วิ่งสิ จะรอให้โดนกินหรืออย่างไร?

เสี่ยวไป๋ก็จับได้ว่ามันจะหนีจึงรีบเปิดเนตรเทวะอีกครั้ง

“ระบบ เจ้านี่มีอานุภาพทำลายล้างไหม?” เขาถาม

“มีสิ แค่รวมพลังจิตทั้งหมดไว้ที่ดวงตา” ระบบตอบ

เสี่ยวไป๋ทำตามอย่างว่าง่าย

“อยากมาก็มา อยากไปก็ไป คิดว่าข้าจะยอมรึ?” เสียงของเขาเยือกเย็น ดวงตาเปล่งประกายสีแดงโลหิต แผ่กลิ่นอายสังหารไปทั่วบริเวณ

อสูรอัสนีม่วงทรุดฮวบลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีบาดแผลภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น มันล้มลงไปอย่างสงบ

“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่ลงมือช่วยเหลือ” หนานกงเสวียนและพวกกล่าวขอบคุณพร้อมกันอีกครั้ง

“มิเป็นไร เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องใส่ใจ” เสี่ยวไป๋โบกมืออย่างไม่สนใจ เขาใส่ใจแค่ว่าอสูรตัวนี้จะย่างกินอย่างไรให้อร่อยดี

เขาก้าวเดินตรงไปพลางเอ่ยว่า “ระบบ เอามีดมา คืนนี้จะได้กินของดี”

“มาแล้ว” ระบบตอบพร้อมเสกมีดเล่มหนึ่งมาให้

“ไม่รู้ว่าเนื้อมันจะอร่อยไหม โอ๊ย ชีวิตข้านี่ช่างลำบากยิ่งนัก” เสี่ยวไป๋นั่งยอง ๆ ข้างร่างอสูร ฟันมีดลงไปเล็กน้อยเพื่อดูว่าเนื้อแน่นเพียงใด

แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือจริง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“ท่านผู้อาวุโส ท่านคงยังมิได้ทานอาหาร? ข้าน้อยขอเรียนเชิญท่านไปยังตระกูลของข้า”

หนานกงเสวียนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายคนนี้ไม่เหมือนใคร แววตาที่มองอสูรเหมือนคนอดอยากเห็นอาหารชั้นเลิศอย่างไรอย่างนั้น

“ดี ข้าจะไป” เสี่ยวไป๋ตอบ

“หา?” คราวนี้ทั้งระบบ หนานกงเสวียนและทุกคนรอบตัวต่างอึ้ง

“ไม่ได้หรือ?” เสี่ยวไป๋ย้อนถาม หน้าตาไม่พอใจเล็กน้อย “หรือแค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น?”

“ได้แน่นอน ข้านี่แค่ตื่นเต้นเกินไปเท่านั้นเอง” หนานกงเสวียนรีบตอบกลับทันที

ระบบเองก็อดไม่ได้ “เจ้าตอบเร็วเกินไปแล้ว เจ้าจะไปจริง ๆ รึ?”

“แน่นอน เจอของกินฟรีแล้วยังไม่ไป ข้าคงเป็นคนโง่แล้วล่ะ อีกอย่างไปในเมืองก็ดีกว่าจะได้หาเงินง่าย ๆ เราจะได้ไม่ต้องกินเนื้อดิบในป่าทุกวัน เงินทองถึงจะซื้อของได้” เสี่ยวไป๋กล่าว

“อืม ข้าขอเห็นด้วยอย่างยิ่ง” ระบบตอบ

ส่วนอสูรตัวนั้น เสี่ยวไป๋ก็ยกให้หนานกงเสวียนไปจัดการเอง เขาจะได้มีข้ออ้างในการกินฟรีอย่างไม่กระดากใจ

เสี่ยวไป๋เดินเคียงข้างไปกับหนานกงเสวียน แดดยามสนธยาส่องต้องผิวยอดหญ้าเป็นประกาย

จากการพูดคุยระหว่างทาง เขาได้รู้ว่า

หนานกงเสวียนเป็นหัวหน้าตระกูลหนานกง หนึ่งในสามตระกูลใหญ่ประจำเมืองพั่วหลินแห่งแคว้นหิมะอวิ๋น ตระกูลที่เหลือคือตระกูลตงฟางกับตระกูลจั่วชิว

ทั้งสามตระกูลมีฝีมือพอ ๆ กันและก็ทะเลาะกันเป็นงานหลัก เจอหน้าก็อยากลงไม้ลงมือใส่กันเสียให้ได้

เหตุที่หนานกงเสวียนพาคนออกมาฝึกในป่าก็มีสองเหตุผล

หนึ่งพวกเขาเหล่านี้ติดอยู่ที่ขอบเขตนักรบขั้นสูงสุดมานานจึงหวังจะเสี่ยงตายเพื่อข้ามผ่าน

สองพวกเขาต้องการค้นหาคริสตัลวิญญาณที่หลงเหลือในตัวอสูร เป็นผลึกพลังปราณที่มีค่าอย่างยิ่งทั้งใช้ปรุงยาทั้งตีอาวุธได้

แต่โชคร้ายเสียจริง มาเจอเข้ากับอสูรสายฟ้าอัสนีม่วงเสียก่อน ยังดีที่เสี่ยวไป๋ไม่เห็นค่าคริสตัลวิญญาณระดับต่ำจึงมอบให้ไปเฉย ๆ

ตอนแรกหนานกงเสวียนไม่กล้ารับจนเสี่ยวไป๋บ่นว่า ‘ข้ามีเป็นกระบุง ไม่แลหัวกลม ๆ อย่างมันหรอก’ อีกฝ่ายจึงรับไว้พร้อมกับยัดหยิบหยกวิญญาณให้เป็นการตอบแทน

ห้าคนที่มาด้วยมีนามแสนเรียบง่าย หนานกงหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า

เสี่ยวไป๋กับระบบถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ หากไม่เห็นแววตาจริงใจของหนานกงเสวียนคงคิดว่าอีกฝ่ายเล่นตลก

ทั้งห้าคือสายเลือดหลักของตระกูล รุ่นใหม่หัวกะทิที่ถูกคาดหวังให้รับช่วงต่อในอนาคต หนานกงเสวียนจึงลงมานำทางเอง หวังผลักพวกเขาสู่ขอบเขตใหม่ด้วยตัวเอง

นับแต่นั้นทั้งหมดก็เงียบ

เสี่ยวไป๋ต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้อาวุโสผู้ลึกล้ำ ขณะหนานกงเสวียนก็ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเขาเองเป็นคนพูดมาก

ระบบอดไม่ได้ต้องพึมพำในใจ “ไอ้เจ้าคนบ้าเอ๊ย ทำเป็นเก๊กสูงส่งตลอดเวลา”

จบบทที่ บทที่ 2 เจ้าตะโกนเสียงดังไปทำไมกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว