บทที่ 2 เจ้าตะโกนเสียงดังไปทำไมกัน
“ให้ตายสิ นี่มันตัวอะไร” เสี่ยวไป๋สบถลั่น
“เจ้าเปิดเนตรเทวะดูเสียสิ หากพบแล้วก็ฟันมันเลย นี่คือศึกแรกที่เจ้าจะได้ประมือในโลกนี้” ระบบพูดประชดประชัน
“โอ้ย เจ้าไม่มีความสุภาพอ่อนน้อมบ้างเลยหรือไร? ทำตัวอย่างข้าสิ สำรวม อ่อนโยน สงบเสงี่ยม โลกจะสงบขึ้นอีกเยอะ” เสี่ยวไป๋ว่าพลางเปิดเนตรเทวะ
“เหอะ ข้าดูมันอยู่ มันทำข้าตกใจสองรอบแล้วหากเป็นคนก็จะได้คุยกันดี ๆ หากเป็นอสูรร้ายก็เหมาะนัก มื้อนี้ข้าจะได้กินของดีแล้ว ลากไปปิ้งย่างให้สาสม”
ผ่านไปชั่วครู่ ระบบเอ่ยถาม “ว่าอย่างไรล่ะ รู้แล้วหรือยังว่ามันคือสิ่งใด?”
“รู้กับผีน่ะสิ ข้าเห็นก็จริงแต่ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ไม่มียอดคัมภีร์สารานุกรมให้ข้าดูด้วยซ้ำ รู้แค่ว่ามันคืออสูรร้าย มื้อนี้ไม่อดข้าวแล้ว”
“จริงสิ ๆ ข้าลืมไป นี่ไง《สารานุกรมเที่ยงแท้》รวบรวมข้อมูลทุกสิ่งในโลก คุณสมบัติ อสูร วัตถุ สมบัติล้ำค่าครบ” ระบบว่าแล้วเสกคัมภีร์หนาเล่มหนึ่งยื่นให้เสี่ยวไป๋
เขารับไว้แล้วดูดซับเข้าไปในจิต
“ลองดูใหม่อีกทีสิ” ระบบว่า
“ข้าดูแล้ว มันคืออสูรสายฟ้าอัสนีม่วงระดับห้าขั้นห้าเทียบเท่าจอมยุทธ์จวนบรรลุขั้นสูงสุด” เสี่ยวไป๋เอ่ย
“โห ยังมีคนอีกหลายคนอยู่ตรงนั้น หนึ่งจอมยุทธ์ขั้นหก ห้านักรบใกล้บรรลุจอมยุทธ์”
“เราจะไปไหม?” ระบบถาม
“ไปสิ เจ้าหาเสื้อผ้าที่กลมกลืนกับโลกนี้ให้ข้าหน่อย”
ทันใดนั้นระบบก็ส่งเสื้อผ้ามาให้เขาหนึ่งชุด สีขาวทั้งตัว ขาวไปหมดอย่างกับภูตผีในยามราตรี
“ไปเลย วาร์ปไปใกล้ ๆ พวกมันก่อน ดูนิสัยจิตใจหากเป็นคนดีจะช่วย หากไม่ดีก็ส่งพวกมันไปเกิดใหม่ยกกลุ่ม” เสี่ยวไป๋กล่าว
“รับทราบ” ระบบตอบ
นี่คือครั้งแรกที่เสี่ยวไป๋ลองใช้วาร์ปและมันก็สำเร็จ เขาปรากฏตัวบนต้นไม้ใหญ่มองลงมาด้านล่างอย่างสงบ พวกนั้นไม่มีทางรู้ตัวแน่นอน
เบื้องล่าง
“ท่านหัวหน้าหนีไปก่อนเถิด เจ้าสัตว์ร้ายตนนั้นเทียบเท่าจอมยุทธ์ขั้นสูงสุด พวกเราจะถ่วงเวลามันไว้” ชายวัยกลางคนตะโกนขึ้น
“ไร้สาระ หากจะไปก็ต้องไปด้วยกัน” ชายอีกคนที่ดูเป็นหัวหน้าตระกูลตะโกนกลับเสียงกร้าว
“หากท่านยังอยู่ตระกูลของเราจะสูญสิ้นทั้งหมด ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน ท่านจึงจะมีโอกาสกลับมาช่วยทุกคน”
“หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าคงไม่พาพวกเจ้ามาฝึกฝนเสี่ยงภัยเช่นนี้แล้ว” หัวหน้าตระกูลร้องออกมาอย่างเจ็บใจ
“ท่านหัวหน้า พวกข้าคือผู้บำเพ็ญเพียรจะหวาดกลัวความตายได้อย่างไร ที่มาที่นี่ก็เพราะพวกเราขอร้องให้ท่านพามาเอง”
ขณะที่บรรยากาศกำลังเคร่งเครียด ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ช่างน่านับถือยิ่งนัก กล้าเผชิญความตายเสียสละตนเพื่อผู้อื่นสมควรได้รับการยกย่อง” ทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้น พบชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดขาวยืนลอยตัวระหว่างอสูรร้ายกับกลุ่มคน
เขาแต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีขาวดุจหิมะ เส้นผมดำสนิทพลิ้วไหวในสายลม ใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม ประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ อย่างสงบนิ่งและสูงส่ง
ที่จริงเสี่ยวไป๋ไม่ได้อยากออกมาเลย เขายืนดูอยู่บนต้นไม้จนหิวจัดแล้ว พวกนั้นพูดแต่ประโยคเดิม ๆ วนไปวนมาสรุปก็แค่ทุกคนอยากให้คนอื่นรอด หิวจะตายอยู่แล้วเขาอาจจะไร้เทียมทานก็จริงแต่ก็ยังหิวได้อยู่ดี
“อึก” เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นถี่ ๆ “ยอดฝีมือระดับราชาวิญญาณ” ชายที่ดูเป็นหัวหน้าตระกูลร้องลั่น
“หืม?” เสี่ยวไป๋เอียงคอมองเขา
เขาไม่ได้กลัวแม้แต่น้อย เสี่ยวไป๋เองก็กะว่าจะถามว่าอยากให้ช่วยไหมเพราะเดี๋ยวนี้คนหัวร้อนก็มีไม่น้อย
“ท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยนามหนานกงเสวียน ขอวิงวอนให้ท่านลงมือช่วยเหลือ หากท่านกรุณาไม่ว่าท่านจะต้องการสิ่งใด ข้าน้อยจะทุ่มเททำทุกอย่างให้สำเร็จ” หนานกงเสวียนค้อมกายกล่าวเสียงนอบน้อม
เมื่อคนอื่นเห็นหัวหน้าตระกูลทำเช่นนั้นก็พากันค้อมกายตาม
ที่พวกเขาทั้งหมดเชื่อว่าเสี่ยวไป๋เป็นราชาวิญญาณก็เพราะเพียงผู้บรรลุระดับนั้นจึงจะเหินฟ้าได้ ต่ำกว่านั้นไม่มีทาง
“ดี ตกลง” เสี่ยวไป๋กล่าว
“หะ?” คราวนี้หนานกงเสวียนอึ้งไปทันที ทำไมถึงตอบตกลงเร็วปานนั้น? ปกติต้องมีการเสนอข้อแลกเปลี่ยนนี่นา?
แต่เสี่ยวไป๋ไม่คิดอะไรมากอยู่แล้ว เดิมทีก็จะช่วยและตอนนี้เขาก็หิวเกินกว่าจะฟังคำพูดมากมาย
เขาหันไปมองอสูรสายฟ้าอัสนีม่วง มันเองก็รู้สึกได้ถึงสายตานั้น แต่ไม่ใช่สายตาอย่างที่เคยพบเจอ ไม่ใช่สายตาโกรธแค้น ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่เจตนาฆ่าแต่เป็นสายตาของคนหิวโซที่เห็นมันเป็นอาหารเลิศรสชั้นยอด
“แต่ข้าเป็นอสูร ข้าไม่มีวันยอมแพ้” มันคำรามลั่น
และครั้งนี้เสี่ยวไป๋สุดจะทนแล้ว
“ข้าสาบาน เจ้าเอาแต่ตะโกน ๆ ๆ ทุกวัน เจ้าแหกปากเสียงดังไปเพื่อสิ่งใดกัน” เสี่ยวไป๋กล่าวพลางเปิดใช้งานวจนะศักดิ์สิทธิ์
ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม เพียงประโยคเดียวร่างใหญ่โตของอสูรอัสนีม่วงก็ทรุดฮวบลงไปคุกเข่ากับพื้นอย่างไร้ทางต้าน
หนานกงเสวียนและคนอื่นตกตะลึงอีกครั้ง พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตา อสูรที่พวกเขาร่วมแรงสู้แทบตายก็ยังต้านไม่ไหวกลับถูกเสียงพูดเดียวทำให้ทรุดลง?
เสี่ยวไป๋คลายแรงกดดันออกเพราะเขาอยากลองใช้เนตรเทวะอีกครั้ง
เมื่ออสูรร้ายรู้สึกว่าแรงกดดันหายไปก็รีบหันหลังจะหลบหนีทันที วิ่งสิ จะรอให้โดนกินหรืออย่างไร?
เสี่ยวไป๋ก็จับได้ว่ามันจะหนีจึงรีบเปิดเนตรเทวะอีกครั้ง
“ระบบ เจ้านี่มีอานุภาพทำลายล้างไหม?” เขาถาม
“มีสิ แค่รวมพลังจิตทั้งหมดไว้ที่ดวงตา” ระบบตอบ
เสี่ยวไป๋ทำตามอย่างว่าง่าย
“อยากมาก็มา อยากไปก็ไป คิดว่าข้าจะยอมรึ?” เสียงของเขาเยือกเย็น ดวงตาเปล่งประกายสีแดงโลหิต แผ่กลิ่นอายสังหารไปทั่วบริเวณ
อสูรอัสนีม่วงทรุดฮวบลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีบาดแผลภายนอกใด ๆ ทั้งสิ้น มันล้มลงไปอย่างสงบ
“ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสที่ลงมือช่วยเหลือ” หนานกงเสวียนและพวกกล่าวขอบคุณพร้อมกันอีกครั้ง
“มิเป็นไร เรื่องเล็กน้อย ไม่ต้องใส่ใจ” เสี่ยวไป๋โบกมืออย่างไม่สนใจ เขาใส่ใจแค่ว่าอสูรตัวนี้จะย่างกินอย่างไรให้อร่อยดี
เขาก้าวเดินตรงไปพลางเอ่ยว่า “ระบบ เอามีดมา คืนนี้จะได้กินของดี”
“มาแล้ว” ระบบตอบพร้อมเสกมีดเล่มหนึ่งมาให้
“ไม่รู้ว่าเนื้อมันจะอร่อยไหม โอ๊ย ชีวิตข้านี่ช่างลำบากยิ่งนัก” เสี่ยวไป๋นั่งยอง ๆ ข้างร่างอสูร ฟันมีดลงไปเล็กน้อยเพื่อดูว่าเนื้อแน่นเพียงใด
แต่ก่อนที่เขาจะได้ลงมือจริง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ท่านผู้อาวุโส ท่านคงยังมิได้ทานอาหาร? ข้าน้อยขอเรียนเชิญท่านไปยังตระกูลของข้า”
หนานกงเสวียนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายคนนี้ไม่เหมือนใคร แววตาที่มองอสูรเหมือนคนอดอยากเห็นอาหารชั้นเลิศอย่างไรอย่างนั้น
“ดี ข้าจะไป” เสี่ยวไป๋ตอบ
“หา?” คราวนี้ทั้งระบบ หนานกงเสวียนและทุกคนรอบตัวต่างอึ้ง
“ไม่ได้หรือ?” เสี่ยวไป๋ย้อนถาม หน้าตาไม่พอใจเล็กน้อย “หรือแค่พูดไปตามมารยาทเท่านั้น?”
“ได้แน่นอน ข้านี่แค่ตื่นเต้นเกินไปเท่านั้นเอง” หนานกงเสวียนรีบตอบกลับทันที
ระบบเองก็อดไม่ได้ “เจ้าตอบเร็วเกินไปแล้ว เจ้าจะไปจริง ๆ รึ?”
“แน่นอน เจอของกินฟรีแล้วยังไม่ไป ข้าคงเป็นคนโง่แล้วล่ะ อีกอย่างไปในเมืองก็ดีกว่าจะได้หาเงินง่าย ๆ เราจะได้ไม่ต้องกินเนื้อดิบในป่าทุกวัน เงินทองถึงจะซื้อของได้” เสี่ยวไป๋กล่าว
“อืม ข้าขอเห็นด้วยอย่างยิ่ง” ระบบตอบ
ส่วนอสูรตัวนั้น เสี่ยวไป๋ก็ยกให้หนานกงเสวียนไปจัดการเอง เขาจะได้มีข้ออ้างในการกินฟรีอย่างไม่กระดากใจ
เสี่ยวไป๋เดินเคียงข้างไปกับหนานกงเสวียน แดดยามสนธยาส่องต้องผิวยอดหญ้าเป็นประกาย