เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Kill the Dragons ตอนที่ 2 : เด็กพลังจิต (2)

Kill the Dragons ตอนที่ 2 : เด็กพลังจิต (2)

Kill the Dragons ตอนที่ 2 : เด็กพลังจิต (2)


บนเกาะจำลองที่ตั้งอยู่สักมุมหนึ่งในมหาสมุทรแปซิฟิก

สมาชิกอาวุโสของคณะรัฐมนตรีและกองกำลังทหารแอบพบปะกันอย่างลับ ๆ เป็นครั้งคราวเพื่อเปลี่ยนพิกัดของเกาะจำลองแห่งนี้ สถานที่ซึ่งไซเกอร์ อาวุธลับสุดท้ายของมวลมนุษย์กำลังฝึกฝนกันอย่างหนัก

อาร์ค เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ในเวลาเดียวกันก็เป็นแหล่งรวมความขัดแย้งและการแก่งแย่งอำนาจระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

วู่มมมม–

อีฮันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเครื่องจักรทำงาน ทิวทัศน์ด้านนอกเปลี่ยนไปแล้ว จากที่มีเพียงมหาสมุทรไกลสุดลูกหูลูกตา เริ่มมีสิ่งก่อสร้างสีเทาเข้ามาให้เห็นประปรายด้านล่าง

นี่คือเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้น และเกาะนี้เองคืออาร์ค

“ตื่นได้แล้ว!”

ผู้พันคังตะโกนเสียงลั่น เด็กน้อยใหญ่สะดุ้งตื่นขึ้นมาขยี้ตาป้อย ๆ

จำนวนประชากรโลกลดลงมากจากสงครามครั้งล่าสุด ทำให้สหประชาชาติต้องร่วมมือกัน ถึงกระนั้นก็ยังหาเด็กที่เป็นไซเกอร์ได้แค่ 21 คน ยิ่งไปกว่านั้นกว่าครึ่งยังมีแนวโน้มจะถอนตัวเพราะทนการฝึกอันแสนสาหัสที่อาร์คไม่ไหว

‘ให้ตายสิ จำนวนเด็กไซเกอร์พวกนี้น้อยลงทุกปี’

ผู้พันคังแค่นหัวเราะ

ไซเกอร์ที่อายุถึงเกณฑ์ถูกส่งตัวเข้าอาร์คไปหมดแล้ว เด็กที่ฉายแววความสามารถ พออายุได้ 5-6 ปีก็ถูกส่งเข้าฝึก บางคนถูกพาตัวไปตั้งแต่ยังไม่รู้ประสีประสาด้วยซ้ำ

เด็กกลุ่มนี้อาจจะเป็นไซเกอร์รุ่นสุดท้ายที่หาได้ในช่วงเวลานี้

‘ฉันก็ไม่ได้เห็นด้วยนักหรอกนะที่จะใช้เด็กเป็นอาวุธแบบนี้ แต่พวกเราจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเหมือนกัน’ ผู้พันคังชำเลืองมองเด็ก ๆ ‘ยังไงซะก็คงไม่มีใครคาดหวังกับเด็กที่เพิ่งเข้ามาพวกนี้นักหรอก’

เหลือเวลาอีกแค่ 3 ปีก่อนสงครามจะเริ่มต้นอีกครั้ง เด็กไซเกอร์จำเป็นต้องใช้เวลาบ่มเพาะร่างกายและความสามารถ นี่อาจเป็นปีสุดท้ายที่จะสามารถฝึกเด็กไซเกอร์ให้ทันใช้งาน หลังจากนี้ไม่ว่าจะเจอเด็กที่มีพลังมากแค่ไหนก็คงไม่เหลือเวลามากพอให้ฝึกฝนได้อีก

‘ต้องฝากอนาคตไว้กับเด็กพวกนี้แล้ว’

ผู้พันคังเหลือบมองอีฮัน เด็กชายที่ห้าวหาญเกินวัย

‘แต่เด็กที่อยู่ระดับ D แบบเขาก็แทบไม่ต่างจากคนทั่วไปที่ไร้พลังนั่นแหละ ไอ้เด็กนี่จะมีโอกาสเป็นไซเกอร์ที่เก่งกาจได้รึเปล่าหรอก…’

ไม่นานหลังจากนั้นเครื่องก็ลงจอด

เจ้าหน้าที่ประจำอาร์ครอให้ผู้พันคังตรวจสอบทุกอย่างให้เสร็จสิ้นอีกครั้ง เมื่อทำเรื่องส่งตัวเสร็จเรียบร้อย ผู้พันคังก็ย่างเท้ากลับเข้าไปในเครื่องบิน

เด็กหลายคนน้ำตารื้นขึ้นมาเมื่อมองไปรอบตัว พวกเขาอยู่ไกลจากบ้านเกิดเหลือเกิน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นเพียงทะเลไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่จุดที่ไกลลับสายตาก็ยังไม่เห็นวี่แววของเมืองที่พวกเขาจากมา

“เราต้องทำให้ดี น้อง ๆ จะได้อยู่สบายไปทั้งชีวิต” อีฮันพึมพำกับตัวเอง พยายามข่มความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เอ่อล้นในใจ

สำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นมังกรหรือสงครามก็ล้วนเป็นเรื่องที่ไกลเกินจับต้อง สิ่งสำคัญคือการที่น้อง ๆ ได้อยู่กินสุขสบาย แม้แต่ละคนจะเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแม้แต่น้อย แต่พวกเขาก็ผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกันราวกับเป็นครอบครัวแท้ ๆ

‘เราเป็นพี่โตนะ จะมาเสียเวลาร้องไห้ไม่ได้ เราจะต้องแข็งแกร่งให้มากกว่านี้’

อีฮันย้ำกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า

เจ้าหน้าที่ประจำอาร์คตรวจสอบเอกสารแล้วเดินสำรวจเด็กทีละคนอย่างละเอียด ราวกับกำลังศึกษาตัวอย่างสัตว์ประหลาดก็ไม่ปาน เด็กส่วนใหญ่ไม่ทันรู้ตัวว่าโดนจับตามองอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว แต่อีฮันคอยสังเกตท่าทีของผู้ใหญ่ทุกคนในที่นี้เงียบ ๆ อยู่คนเดียว

“เข้ามาเลยเด็กใหม่ทั้งหลาย” ชายในชุดกาวน์สีขาวสะอาดสะอ้านพูดเสียงดัง พร้อมอ้าแขนเชิญชวน “ได้เวลาตรวจสุขภาพแล้ว”

ก่อนที่จะเข้าสู่อาร์คอย่างเป็นทางการ ทุกคนต้องเข้ารับการประเมินร่างกายและสุขภาพจิต รวมถึงประเมินระดับพลังจิตด้วย

แม้ว่าเด็กแต่ละคนจะเข้ามาพร้อมข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ทั้งผิดพลาดและเกินจริงจนไร้ความน่าเชื่อถือ เพราะพวกเขายินดีทำทุกหนทางเพื่อเพิ่มจำนวนไซเกอร์ในประเทศให้ได้มากที่สุด

“เฮ้อ คนเรามันสิ้นหวังถึงขนาดส่งระดับ D เข้ามาแล้วสินะ”

“ไม่เกี่ยวหรอกน่า ฝึก ๆ ไปเดี๋ยวระดับก็สูงขึ้น แค่มีพลังจิตก็ถือว่าโอเคแล้ว”

การเข้าร่วมกองทหารไซเกอร์ต้องมีพลังอยู่ที่ระดับ B เป็นอย่างต่ำ เช่นเดียวกัน ไซเกอร์ที่จะแสดงพลังออกมาได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่ระดับ B ขึ้นไป

แต่การเข้าร่วมสงครามเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไซเกอร์ที่อยู่ระดับ A เท่านั้นจึงจะสามารถใช้พลังจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมสงครามได้

มีเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกองทัพไซเกอร์ได้เป็นกรณีพิเศษแม้ว่าจะอยู่ต่ำกว่าระดับ B แต่นั่นเป็นเพราะเขามีพลังจิตที่เป็น ‘ข้อยกเว้น’ ส่วนใครที่ไม่ผ่านคุณสมบัติเป็นทหารไซเกอร์ก็อย่าได้หวังสิทธิพิเศษใด ๆ

“แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ระดับ D จะผ่านคุณสมบัติ”

“ก็แค่ แทบ ไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้นี่”

อีฮันรู้ตัวว่าตกเป็นเป้าของบทสนทนา เขาไม่ได้ตอบโต้กลับไป แต่ตะโกนเถียงอยู่ในใจ ‘ฉันไม่ยอมแพ้หรอก ฉันจะทนให้ได้’

คนแล้วคนเล่าผ่านไป จนในที่สุดการประเมินก็เสร็จสิ้น ผู้ประเมินวางมือจากเอกสารก่อนจะเดินนำพวกเขาเข้าไปยังที่พัก

พวกเด็ก ๆ แสดงท่าทีกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะต่างคนต่างไม่มีใครรู้จักกัน จนกระทั่งผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งเข้ามาจัดระเบียบ แยกพวกเขาตามเชื้อชาติและสังกัดที่ส่งเข้ามา

แม้ทั้งโลกจะเคยจับมือกันสู้กับศัตรูที่มีร่วมกัน แต่เมื่อศัตรูหายไป มือที่จับไว้ก็คลายลงตามไปด้วย ความแตกต่างทางเชื้อชาติที่ฝังรากลึกถึงกระดูกก็พุ่งสูงกลับมาเหมือนกำแพง

“ดูนั่น คนญี่ปุ่นอะไรตัวดำปี๋เลย ตลกชะมัด”

เด็กชายชาติพันธุ์มองโกลอยด์ยืนเด่นอยู่กลางดงเด็กที่ถูกคัดเลือกจากสหภาพเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ท่ามกลางเด็กทั้งหมด มีเขาคนเดียวที่ผิวสีดำ

การแต่งงานข้ามชาติพันธุ์ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ตอนนี้เขากลับเข้ากับที่ไหนไม่ได้เลย

“ไม่เห็นตลกตรงไหน” อีฮันพึมพำ ลุกขึ้นตรงไปหาเด็กที่เป็นเป้านินทา

เขาเริ่มแนะนำตัวก่อน “ฉันชื่ออีฮัน นายล่ะ?”

“คุโระ” เด็กผิวดำพึมพำตอบ

“คุโระที่แปลว่าสีดำน่ะหรอ นั่นชื่อจริงของนายหรอ”

“เปล่าหรอก แค่ชื่อที่ทุกคนเรียกน่ะ”

คุโระผิวดำแต่เป็นคนญี่ปุ่น เขาเองก็เป็นเด็กกำพร้าจากสงครามเหมือนกัน ทั้งสองจึงเข้าหากันได้ไม่ยาก

เด็กที่เกิดหลังการรวมตัวของสหภาพเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือล้วนพูดได้ทั้งภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นคล่องราวกับเป็นภาษาแม่ ส่วนภาษาจีนยากเกินไปจนหลายคนเลี่ยงที่จะใช้มัน

“ชื่อฮัน นามสกุลอีใช่ไหม” คุโระถามด้วยความสงสัย

“ไม่รู้สิ ฉันอาจจะชื่ออีฮัน แล้วไม่มีนามสกุลก็ได้ ตอนที่ถูกทิ้งไว้ที่สถานเด็กกำพร้าก็มีแค่กระดาษเขียนชื่อนี้ทิ้งเอาไว้”

อีฮันเล่าพลางนึกถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเติบโตมา ที่นั่นไม่มีอะไรนอกจากหนี้กับหนี้จนสุดท้ายก็ถูกยึดไป อีฮันกับเด็กคนอื่นไม่มีทางเลือกนอกจากต้องออกมาใช้ชีวิตข้างถนน

“เห้ย ดูไอ้ลิงเหลืองกับไอ้เด็กดำนั่นอยู่ด้วยกันสิ นึกว่าอาร์คเป็นถังสีให้มานั่งเล่นหรือไง” เด็กจากสหภาพยุโรปหัวเราะกันคิกคัก

ถึงพวกเขาจะพูดเป็นภาษาอังกฤษแต่เด็กส่วนใหญ่ก็ฟังเข้าใจ เพราะทุกคนได้เรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้นกันมาตั้งแต่ยังไม่รู้ความ

“แล้วมันจะทำไม หา?”

เด็กชาวจีนคนหนึ่งลุกพรวดขึ้นมาตะคอกเสียงสูง เขาไม่ชอบใจนักที่เห็นอีฮันกับคุโระอยู่รวมกลุ่มกัน แต่ก็ทนไม่ได้เหมือนกันที่จะโดนพวกคนขาวดูถูก

“เฮอะ ฉันไม่เหมือนพวกกระจอกอย่างพวกแกที่ถูกพามาไม่รู้เรื่องรู้ราวซะหน่อย ฉันน่ะฝึกเป็นไซเกอร์ตั้งแต่เกิดแล้ว”

เด็กผิวซีดปากดีคนนั้นดีดนิ้วหนึ่งที ทันใดนั้นรองเท้าที่ใครสักคนถอดไว้ก็ลอยขึ้นบนอากาศ แล้วพุ่งเข้ากลางหน้าของเด็กจีนดัง ปั้ก!

“อึ่ก!”

เขาไม่ได้ร้องเพราะเจ็บ แต่เพราะทึ่งที่ฝ่ายตรงข้ามควบคุมพลังได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า มันเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่าเด็กผิวขาวคนนี้ได้รับการฝึกฝนมาแล้วจริง ๆ

“ฉันชื่อไซมอน เดลล์ จำไว้ให้ดีล่ะ คิกคิก”

อีฮันเองก็ตกใจไม่น้อยที่ได้เห็นพลังจิตด้วยตาตัวเอง

แม้ว่าพลังจิตเคลื่อนย้ายจะเป็นความสามารถพื้นฐานที่สุดของไซเกอร์ แต่ในปัจจุบันก็ยังมีแค่ไม่กี่คนที่ควบคุมพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ดังใจ



จบบทที่ Kill the Dragons ตอนที่ 2 : เด็กพลังจิต (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว