เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 27 ผมสีเงิน ดวงตาสีม่วง

ตอนที่ 27 ผมสีเงิน ดวงตาสีม่วง

ตอนที่ 27 ผมสีเงิน ดวงตาสีม่วง


“เจ้าไม่กลัวว่าท่านปู่จะลงโทษเจ้าหรือ” น้ำเสียงที่ต่ำของแคลร์ดังขึ้นมาในหูของจีน คำพูดของเธอไม่ได้มีความกังวลอยู่แม้แต่น้อย

“หน้าที่ของข้าคือการปกป้องคุณหนู” น้ำเสียงที่ต่ำของจีนลอยเข้ากลับไปในหูของแคลร์อย่างไม่ลังเลเช่นกัน

แคลร์ไม่ได้พูดอะไรขึ้นอีก เธอนั่งผิงไปที่ผนังของรถม้าก่อนจะพูดอย่างไร้อารมณ์ขึ้น

“กลับบ้านกันเถอะ”

สองวันถัดมานั้นช่างรวดเร็ว ลาเชียร์ไม่ได้กลับมาที่ปราสาท และดยุคกอร์ดอนก็ไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะเขาไม่รู้เรื่อง หรือเขาไม่อยากจะพูดขึ้นมาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวไปกันใหญ่

แคลร์ยังคงศึกษามนุษยศาสตร์และภูมิศาสตร์ในช่วงเช้า และการขี่ม้าในช่วงบ่าย คามิลล์จะปรากฏตัวตรงเวลาเสมออยู่ในห้องหนังสือของแคลร์ และแคลร์ก็ถึงกับสงสัยว่าอะไรกัน ที่ทำให้อาการบาดเจ็บของคามิลล์ยังคงเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ใครกันที่เป็นคนทำให้นักวิชาการที่น่าเคารพนับถือผู้นี้ได้รับบาดแผดที่น่ากังกลถึงเพียงนี้ได้ แล้วเหตุใดคามิลล์ถึงต้องการที่จะซ่อนมันเอาไว้

และในที่สุดมันก็เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ และบัตรเชิญของเจ้าหญิงมอริซก็ได้เดินทางมาถึง และสำหรับของดยุค กอร์ดอน แน่นอนว่าเขาจะได้รับบัตรเชิญจากสมเด็จพระราชาโดยตรง

แคลร์แต่งตัวอย่างสง่างามและขึ้นรถม้าออกไปกับพร้อมกับดยุคกอร์ดอน เพื่อเดินทางไปยังงานเลี้ยง

“ดยุค กอร์ดอนได้มาถึงแล้ว” หลังจากที่ลงมาจากรถม้า เดินลงไปยังพรมแดงด้านหน้า มหาดเล็กที่หน้าประตูมองเห็นพวกเขา ก่อนจะตะโกนออกขึ้นในทันที

เมื่อกอร์ดอนและแคลร์ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องโถง ทุกคนต่างมองมาตามธรรมชาติมาที่พวกเขา สมเด็จพระราชาและผู้ที่มีตำแหน่งสูงๆ ทั้งหลายต่างก็จะมารวมอยู่ในงานเลี้ยงแห่งนี้ทั้งนั้น ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีคือสิ่งที่จะต้องทำ เมื่อทุกคนมองไปที่บุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ ของกอร์ดอน พวกเขาทั้งหมดต่างกระพริบตาอย่างไม่อยากจะเชื่อ มันไม่ใช่คุณหนูลาเชียร์ผู้เป็นอัจฉริยะ แต่กลับเป็นแคลร์ ดยุค กอร์ดอน เคยสั่งห้ามเอาไว้ก่อนหน้าแล้วว่านักไล่ล่าผู้ชายคนนี้แคลร์ จะถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงในปราสาทอีก แล้วทำไมเขาถึงได้เป็นคนนำเธอมาที่นี่เองเช่นนี้

วันนี้แคลร์สวมใส่ชุดสีขาวเป็นชั้นๆประดับด้วยลูกไม้ที่ขอบของชุดอย่างงดงาม มันเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้มาตรฐานสำหรับการเข้าร่วมงานเลี้ยงในปราสาทเช่นนี้ ที่เอวของเธอนั้นยิ่งเด่นชัด มันมีกุหลาบสีชมพูขนาดใหญ่ประดับอยู่นั้นยิ่งทำให้แคลร์ดูมีเสน่ห์มากขึ้น แม้ว่าการแสดงออกที่เยือกเย็นของเธอจะทำให้บางคนสับสน นอกจากนี้เธอยังได้แผ่เสน่ห์ที่สงบนิ่งออกมา มันช่วยไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนจ้องมองมาที่เธอ

เธอราวกับว่าเป็นดาวของงานในคืนนี้เลยก็ว่าได้ เจ้าหญิงมอริซเห็นแคลร์ที่เดินทางมาถึง เธอรู้สึกมีความสุขอย่างมาก แต่เธอก็ยังคงเดินไปอย่างช้าๆและสง่างาม

“ใต้ฝ่าพระบาท ขอแสดงความยินดีสำหรับการเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งปีพ่ะย่ะค่ะ” กอร์ดอนจับมือของเจ้าหญิงมอริซ ในขณะที่เขาก้มลงไปจูบเบา ๆ ที่ด้านหลังของมัน

“ขอบคุณท่านดยุค ถือเป็นเกียรติของข้าที่ท่านมาร่วมงานในวันนี้”เจ้าหญิงมอริซมีรอยยิ้มที่พองามส่งไปให้ และตอบอย่างสุภาพกลับไปให้กอร์ดอน

แคลร์ทำความเคารพจากด้านข้าง

“โอ้ ลูกศิษย์ที่รักของข้า เจ้ามาอยู่ที่นี่แล้ว เหตุใดถึงได้นานนัก”เสียงขัดจังหวะดังขึ้นในทันที ไม่จำเป็นต้องมองดูก็รู้ว่าน้ำเสียงที่หยาบคายเช่นนี้เป็นของผู้ใด มันคือคลิฟ ชายแก่วิปลาสคนนั้นนั่นเอง

“ท่านอาจารย์”แคลร์ตอบอย่างไม่ใสใจไปที่คลิฟ คนที่กำลังวิ่งตรงมา คลิฟสวมเสื้อคลุมจอมเวทย์ที่มีขนาดใหญ่ของเขา มันพลิ้วไหวยามที่เขาออกวิ่งมาด้วยความตื่นเต้น

ประโยคของคลิฟเป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ระเบิดออกในกลุ่มของฝูงชน ลูกศิษย์ที่รัก นักไล่ล่าผู้ชายเรียกเขาว่าอาจารย์ จะต้องเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน ลูกศิษย์คนใดคนหนึ่งของคลิฟอาจจะเดินทางมาถึงก็ได้ ทุกคนยื่นคอของพวกเขามองไปที่ประตูทางเข้า แต่ก็ไม่มีใครเข้ามา

ปากของดยุคกอร์ดอนโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่มองไม่เห็น นี้คือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ งานเลี้ยงคืนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุด ที่จะให้ทุกคนได้รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่มีอะไรน่าตกใจไปกว่าการได้เห็นด้วยตาของพวกเขาเอง

“โอ้ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” คลิฟเอื้อมมือของเขาออกไปเพื่อที่จะกอดแคลร์ แต่สายตาของแคลร์นั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็นก่อนที่เธอก้าวถอยหลังไป ดยุค กอร์ดอนไอขึ้นเล็กน้อย มุมปากของแคลร์กระตุกขึ้นสองสามครั้ง แต่เธอก็หยุดเคลื่อนไหว คลิฟ กอดแคลร์อย่างร่าเริง อย่างน้อยนั้นคือสิ่งที่ผู้คนมองต่างเห็น ไม่มีใครเห็นว่าภายใต้เสื้อคลุมตัวใหญ่ของเขา แคลร์ได้ผลักมือทั้งสองข้างไปที่หน้าอกของคลิฟ ไม่ได้ปล่อยให้คลิฟได้เข้าใกล้และกอดเธออย่างที่ควรจะเป็น

ห้องโถงนั้นเดือดพล่าน เดิมทีนั้น แค่ลักษณะเดียวของคลิฟฟ์ตำนานก็ได้ทำให้ผู้คนในงานเลี้ยงได้ประหลาดใจมากอยู่แล้ว แต่ที่ยิ่งน่าตกใจไปมากว่านั้น ท่านคลิฟผู้ยิ่งใหญ่เรียกนักไล่ล่าผู้ชายว่าลูกศิษย์และยังกอดเธออย่างอบอุ่นอีกด้วย

เจ้าหญิงมอริซยังคงยังตะลึงจนพูดไม่ออก ยังไม่กลับมาเป็นตัวของตัวเองในตอนนี้

คลิฟถอนมือของเขาออก แต่สายตาของเขากลับมองอย่างลามกที่ขอบของชุดที่แคลร์ใส่อยู่ในตอนนี้

“ข้าเคยบอกท่านแล้ว ว่าถ้าท่านกล้าถกกระโปรงของข้าอีกครั้ง ข้าจะสับท่านเป็นชิ้นๆ”แคลร์พูดคำพูดรอดไรฟันของเธออย่างไม่แยแส ไม่ต้องพูดถึงว่ามันเป็นโอกาสที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม

คลิฟเองก็รู้ในเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงเริ่มยิ้มและดึงแคลร์ออกไปอีกด้าน ไม่สนใจเจ้าหญิงและดยุคกอร์ดอนโดยสมบูรณ์แบบ แคลร์มองกลับไปและพยักเป็นเชิงขอโทษต่อเจ้าหญิง

สำหรับดยุคกอร์ดอนแล้วนั้นเขาไม่ได้รู้สึกไม่ดีแต่อย่างไร คลิฟก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ เขาไม่ได้สนใจขุนนางผู้ใด เขามีทักษะและอำนาจที่จะทำให้เขาหยิ่งผยองได้ แต่ในทางตรงกันข้ามดยุค กอร์ดอนนั้นมีความสุขมาก ทุกคนในงานเลี้ยงวันนี้ต่างมีชื่อเสียงและเกียรติยศ และตอนนี้พวกเขาก็เป็นพยานให้กับตัวของพวกเขาเองแล้วว่า แคลร์นั้นได้เป็นลูกศิษย์ของคลิฟอย่างแน่นอนที่สุด

เจ้าหญิงมอริซยังคงถูกแซ่แข็งอยู่กับที่ มองอย่างว่างเปล่าไปที่คลิฟที่กำลังดึงแคลร์ออกไปที่อื่นอยู่ในตอนนี้

ในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ มีดวงตาคู่หนึ่งมองทุกอย่างผ่านความมืด

“ลาเชียร์เลิกดูได้แล้ว”ชายผู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกเสียใจแทนเธอก่อนจะกระซิบขึ้นอย่างเงียบ ๆ

ลาเชียร์ไม่ได้ตอบใดๆ แต่ยังคงจับจ้องไปที่แคลร์อย่างแน่นหนา ใบหน้าของเธอนั้นขาวซีดราวกับกระดาษ เป็นเพราะความเสียหายที่จีนได้กระทำต่อร่างกายของเธอนั้นยังไม่หายดี แม้ว่าเธอจะไปหาผู้เยียวยาแล้วก็ตาม เป็นเพราะพลังฉีของจีนนั้นแข็งแกร่งเกินไป จึงไม่มีวิธีจะรักษามันได้สมบูรณ์แบบ ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ เธอก็คือรุ่นพี่ของเธอนั้นเอง คนที่อยู่ในเหตุการณ์กับเธอในตอนนั้น นอกจากพวกเขาจะละอายใจที่ไม่ได้เข้าไปรับร่างของลาเชียร์แล้ว พวกเขายังเต็มไปด้วยสับสนงงงวย ว่าทำไมลาเชียร์ถึงไม่กลับบ้านไปบอกต่อท่านดยุค กอร์ดอน ให้รู้ ให้ท่านดยุคได้ลงโทษเจ้าคนไม่เคารพกฎหมายและใช้ความรุนแรงอย่างไอ้นักรบผู้นั้น หนึ่งในนั้นได้ถามขึ้น ลาเชียร์หัวเราะออกมาอยากเย็นชา

“ข้าไม่ใช่เด็ก ที่จะไปสะอื้นไห้ต่อผู้ใหญ่ยามที่พวกเขาไม่ได้ลูกอม”ลาเชียร์ยังคงมองไปที่แคลร์อย่างลึกล้ำ ไม่มีใครว่ารู้ในความคิดของเธอ

“ลาเชียร์ พวกเราจะแก้แค้นให้เจ้าเอง”รุ่นพี่อาวุโสของเธอขมวดคิ้วและพูดขึ้นด้วยความโกรธ

“อย่า อย่าเข้ามายุ่ง” น้ำเสียงของลาเชียร์กลายมาเป็นเยือกเย็นขึ้น

“ทำไม หรือเจ้าคิดว่าเจ้าจะเอาชนะเจ้านักรบผู้นั้นได้ นักรบผู้นั้นคือนักกระบี่ชั้นหนึ่งเชียวนะ”รุ่นพี่อีกคนของลาเชียร์ถามขึ้นอย่างเป็นกังวล สถานการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด พวกเขาไม่คิดว่านักรบผู้นั้นจะโจมตี หรือไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นนักกระบี่ชั้นหนึ่งไปได้ นักเวทมนต์จะหวาดกลัวที่สุดคือการต่อสู้แบบประชิดตัวหรือลูกศรที่ซ่อนอยู่ในที่ลับ สำหรับนักเวทย์ที่สวดคาถาเพื่อการโจมตี ทั้งสองสิ่งนี้อาจจะนำอันตรายมาถึงชีวิตของพวกเขาได้

ลาเชียร์ยังคงเงียบ สายตาของเธอกลายเป็นที่ลึกซึ้ง ในที่สุดเธอก็ตระหนักว่ามีบางสิ่งที่ผิดไป นั้นคือความเยือกเย็น สาวผมบลอนด์ผู้มีท่าทีที่ไม่แยแสผู้นั้น ใช่คนไร้ประโยชน์ นักไล่ล่าผู้ชายพี่สาวของเธอจริงๆ หรือ เธอนั้นถูกทำให้ตาบอดโดยความอิจฉาอย่างแท้จริง อะไรคือสิ่งที่พิเศษของเธอที่ทำให้จีนเปลี่ยนมาเป็นซื่อสัตย์และคลิฟยอมรับเธอเป็นลูกศิษย์ของเขาได้ เธอจะต้องหาคำตอบนี้ด้วยตัวเองให้ได้

แคลร์ถูกดึงโดยคลิฟให้ออกมายังระเบียงด้านนอก ดูเหมือนจะมีใครบางคนยืนอยู่บนระเบียงอย่างเงียบสงบ ที่นั่นมันช่างสงบและเงียบ ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามารบกวน คนประเภทไหนกันที่จะให้ความรู้สึกแบบนั้นได้

“ลอว์เรนซ์ เจ้าแก่พร่ามัว มา เข้ามาดูนี่ นี้เป็นลูกศิษย์คนใหม่ของข้าที่ข้าพึ่งจะรับมา ถ้าเจ้าไม่เชื่อในคำพูดของเข้า มาเข้ามาดูด้วยตาของเจ้าเอง” คลิฟพูดขึ้นอย่างเย็นชาต่อคนที่อยู่ตรงระเบียง

ในขณะที่แคลร์มองไปยังบุคคลที่อยู่ตรงระเบียง เธอถึงกับสะดุ้ง บุคคลผู้นั้นมีการแสดงออกที่สง่างามอยู่ในเสื้อคลุมสีแดงไปทั้งหมด แม้แต่หมวกของเขาก็ยังเป็นสีแดง บนเสื้อผ้าของเขามีเป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ขนาดเล็กแสดงให้เห็นว่าเขามาจากวิหารแห่งแสง เสื้อคลุมสีแดงก็คือ พระคาร์ดินัล เป็นรองแค่สมเด็จพระสันตะปาปาเท่านั้น เวลานี้เขาได้มาเป็นตัวแทนจากวิหารแห่งแสง ในงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของเจ้าหญิง แม้ว่าอำนาจแห่งพระเจ้าและอำนาจขององค์กษัตริย์จะขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ภายนอกพวกเขายังจะต้องแสดงความปรองดองออกมาให้ผู้คนได้เห็น

แคลร์มองสำตรวจชายแก่ตรงหน้าของเธอ เช่นเดียวกับที่ชายแก่กำลังทำต่อเธออยู่ในขณะนี้ ดวงตาของชายแก่ค่อยๆ แสดงออกมาอย่างหลายหลากอารมณ์ให้เห็น รวมทั้งความอิจฉาและความประหลาดใจ

“ไอ้แก่คนสารเลว เจ้าช่างโคตรโชคดีอะไรเช่นนี้ ถึงได้ลูกศิษย์แบบนี้มา” ชายแก่ที่สง่างามได้พูดประโยคเช่นนี้ออกมา ถึงกับทำให้มุมปากของแคลรกระตุกขึ้น มันออกมาจากชายชราผู้ดูเคร่งครัดมันเป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ ที่มากกว่านั้น ตำแหน่งของเขานั้นเป็นที่น่านับถือ เสื้อคลุมสีแดงคือพระคาร์ดินัลผู้สง่างาม แต่ชายชราผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ และก็ยังมีความน่ารักอยู่ด้วยเล็กน้อย เขาไม่ได้ให้ความรู้สึกของคนหน้าซื่อใจคดเหล่านั้น

“ทักทายยามเย็นค่ะใต้เท้า สำหรับการพบกันครั้งแรก ข้าแคลร์ ฮิลล์ค่ะ” แคลร์ถอนสายบัวอย่างสง่างาม ไม่ได้ทำตัวหยิ่งยโสหรืออ่อนน้อมจนเกินไป

“อ่า ช่างเป็นเด็กมีความประพฤติดีจริงๆ ช่างแตกต่างจากเจ้าแก่เสียจริง เอาแบบนี้ดีไหม เจ้าทิ้งเจ้าแก่นั้น และยอมรับข้าเป็นอาจารย์ของเจ้าแทน ข้าจะอย่างแน่นอน....”ก่อนที่ลอว์เรนซ์จะทันได้พูดจบ คลิฟได้ยื่นมือมาปิดปากเขาไว้ด้วยความโกรธ

“เจ้าปากสุนัข ปากของเจ้านี้ไม่สามารถที่จะพูดอะไรดีๆ ออกมาได้เลยหรือ อ่า เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า พยายามที่จะขโมยลูกศิษย์ของข้าต่อหน้าต่อตาข้าเช่นนี้”คลิฟดึงปากของลอว์เรนซ์ไปทางด้านข้าง มันเหมือนกับลักษณะปากของปลาคาร์พสีเงิน

“เจ้า ตัวตนของเจ้า จะทำให้เธอหลงทาง ที่เมืองจีนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน”น้ำลายของลอว์เรนซ์เกือบจะไหลออกมา พยามพลักมือคลิฟออกไป ขณะที่เขาปฏิเสธด้วยคำพูดไม่ออกอยู่ในตอนนี้

ในขณะที่คนแก่ทั้งสองยังคงดึงดันกันอยู่นั้น ไม่ได้สนใจภาพลักษณ์ของพวกเขาต่อผู้คนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย กลับมีใครอีกกำลังเดินตรงเข้ามายังระเบียงแห่งนี้

เขาคือคนที่แคลร์เคยพบมาก่อนนั้นเอง

“ท่านอาจารย์” น้ำเสียงที่เย็นชาดังขึ้น

แคลร์หันกลับไปมองในทันที

ผมสีเงิน ผู้มีดวงตาสีม่วง

จบบทที่ ตอนที่ 27 ผมสีเงิน ดวงตาสีม่วง

คัดลอกลิงก์แล้ว