เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41: ห้ามหลอกลวงท่านกู้เป็นอันขาด

บทที่ 41: ห้ามหลอกลวงท่านกู้เป็นอันขาด

บทที่ 41: ห้ามหลอกลวงท่านกู้เป็นอันขาด


“ท่านขอรับ การบุกเข้าป่ากระดูกเหี่ยวในยามค่ำคืนนับว่าไม่ฉลาดเลยนะขอรับ ขนาดผู้ขับไล่มารระดับดำอย่างท่านหยางยังต้องสังเวยชีวิตที่นั่น พวกเราสามคนไปก็มีแต่จะส่งตัวเองไปตายเปล่าๆ มิใช่หรือขอรับ” หวังอ้วนเอ่ยด้วยสีหน้าหวาดผวา

“หวังอ้วน เจ้าจะน่ารำคาญไปถึงไหน หากไม่ไปก็อยู่ที่หมู่บ้านน้ำดำคนเดียวเถอะ” กู้ชิงเฟิงมุ่งหน้าตรงไปยังป่ากระดูกเหี่ยวโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย

หวังซานและสวี่ฝานเห็นเช่นนั้นจึงได้แต่เดินตามไปอย่างเสียไม่ได้

ในเมื่อในบรรดาสามคน กู้ชิงเฟิงแข็งแกร่งที่สุด ในหมู่บ้านน้ำดำอันแปลกประหลาดแห่งนี้ กู้ชิงเฟิงจึงเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียว ย่อมต้องเกาะติดไว้ให้แน่น

ป่ากระดูกเหี่ยวตั้งอยู่ด้านหลังหมู่บ้านน้ำดำ ใช้เวลาเดินทางราวสองก้านธูป กู้ชิงเฟิงและพรรคพวกก็มาถึงที่หมาย

ยามนี้ฟ้ามืดสนิท บนท้องนภามีเมฆดำทะมึนบดบังแสงจันทร์จนมิด ป่ากระดูกเหี่ยวจึงตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงสายลมพัดโชยเบาๆ ทำให้ใบไม้เสียดสีกันดังสวบสาบ ราวกับเสียงกระซิบของอสูรร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด

กู้ชิงเฟิงถือคบเพลิงสาวเท้ายาวๆ เดินนำอยู่หน้าสุด

ภายใต้แสงไฟวูบไหว เงาของต้นไม้ในป่ากระดูกเหี่ยวบิดเบี้ยวเป็นรูปร่างพิสดาร ยิ่งขับเน้นบรรยากาศน่าขนหัวลุกให้กับสถานที่แห่งนี้

หวังอ้วนกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ เดินตามหลังกู้ชิงเฟิงอย่างกระชั้นชิด ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองป่าไม้สองข้างทาง กลัวว่าจู่ๆ จะมีใบหน้าคนโผล่ออกมา

“หูเหลียง!”

กู้ชิงเฟิงตะโกนลั่น เล่นเอาหวังอ้วนและสวี่ทึ่มสะดุ้งโหยง

“ไสหัวออกมาให้ข้า!”

ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงใบไม้ที่ถูกลมพัดดังสวบสาบ

หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ กู้ชิงเฟิงก็หัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันใด “เจี๋ยเจี๋ยเจี๋ย... หูเหลียง! และเจ้าเด็กเหลือขออีกสามคน พวกเจ้าคิดว่าถ้าไม่ส่งเสียง ข้าจะหาพวกเจ้าไม่เจออย่างนั้นรึ

เล่นซ่อนหากับข้างั้นรึ เช่นนั้นก็ซ่อนให้ดีๆ เถอะ...

มิฉะนั้น หากข้าหาเจอเมื่อใด... เจี๋ยเจี๋ยเจี๋ย...”

น้ำเสียงของกู้ชิงเฟิงทั้งดุร้ายและเย็นชา เมื่อประกอบกับบรรยากาศของป่ากระดูกเหี่ยวแล้ว ยิ่งดูน่าสะพรึงกลัวเป็นพิเศษ

หวังซานและสวี่ฝานสบตากัน ต่างก็เห็นแววตาตกตะลึงพรึงเพริดของอีกฝ่าย

บัดนี้พวกเขารู้สึกสับสนไปชั่วขณะ ตกลงแล้วใครกันแน่ที่เป็นอสูรปีศาจ

ทำไมถึงรู้สึกว่าท่านกู้ในยามนี้ดูเหมือนอสูรปีศาจยิ่งกว่าอสูรปีศาจเสียอีก

ที่ผ่านมาเวลาสำนักปราบมารออกปฏิบัติภารกิจ ทีมไหนบ้างที่ไม่ระมัดระวังและตึงเครียดอย่างที่สุด ด้วยเกรงว่าจะพลาดท่าเสียที เพราะอย่างไรเสียอสูรปีศาจก็เจ้าเล่ห์แสนกล

แต่พอมาเป็นท่านกู้ สถานการณ์กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรปีศาจที่เคยสังหารหมู่ทีมผู้ขับไล่มารระดับดำมาแล้ว ท่านกู้ไม่เพียงไม่กลัว ไม่หนี แต่กลับเป็นฝ่ายไล่ตามหาอสูรปีศาจเสียเอง

เพียงเพราะถูกหลอกลวง ถึงกับทำให้เขาโกรธได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ

ด้วยเหตุนี้ หวังซานและสวี่ฝานจึงตั้งกฎเหล็กกับตัวเองในใจว่า ต่อไปนี้ห้ามหลอกลวงท่านกู้เป็นอันขาด คนผู้นี้มีโทสะร้ายกาจเกินไปแล้ว!

.......

ณ ส่วนลึกของป่ากระดูกเหี่ยว นัยน์ตาสีเลือดคู่หนึ่งกำลังจ้องมองกู้ชิงเฟิงผู้มีท่าทีราวกับอสูรปีศาจอย่างไม่วางตา ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความกังขาอย่างสุดซึ้ง

‘เจ้านี่เป็นมนุษย์จริงๆ หรือ ไฉนจึงไม่รู้จักความกลัวเลยแม้แต่น้อย’

เดิมทีมันคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อขับไล่คนทั้งสามให้กลับไปรายงานสถานการณ์ เพื่อที่จะล่อให้ผู้ขับไล่มารระดับดำคนใหม่มาที่นี่

เพราะอย่างไรเสีย มดปลวกขอบเขตชำระกายาสามตัว ยังไม่พอให้มันยัดลงท้องด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปคาดคิดว่ากู้ชิงเฟิงผู้นี้กลับไม่เล่นไปตามแผน เขาทั้งไม่กลัวแม้แต่น้อย แถมยังเดือดดาลขึ้นมาอีก

‘เรื่องแค่นี้ก็โกรธแล้วงั้นรึ’

พอคนผู้นี้โกรธขึ้นมาก็ไร้ซึ่งเหตุผลโดยสิ้นเชิง ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าดีๆ นี่เอง

หากเป็นผู้ขับไล่มารทั่วไป เมื่อเผชิญสถานการณ์ประหลาดเช่นนี้ ย่อมต้องรู้สึกหวาดกลัวบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นี่เคยมีผู้ขับไล่มารระดับดำต้องตายมาก่อน ตามหลักแล้วก็ควรจะหันหลังวิ่งหนีมิใช่หรือ

แต่กู้ชิงเฟิงผู้นี้ไม่เพียงไม่กลัว กลับยังบุกป่ากระดูกเหี่ยวในยามค่ำคืน เพื่อตามหาคนที่หลอกลวงตนให้จงได้ ช่างเหลือเชื่อเสียจริง

เจ้าของนัยน์ตาสีเลือดในตอนนี้อยากจะฆ่าเจ้าหนุ่มหัวทื่อคนนี้ให้ตายๆ ไปเสีย แต่ก็กลัวว่าการฆ่าฟันจะทำให้ผู้ขับไล่มารระดับดำคนใหม่ไม่กล้ามาตรวจสอบ แล้วรายงานตรงไปยังสำนักปราบมาร ซึ่งจะนำไปสู่การมาของผู้ขับไล่มารระดับดินอีกครั้ง

ถึงตอนนั้นตนเองก็คงต้องซ่อนตัวต่อไปอีกพักใหญ่

ประเด็นสำคัญคือ ตนเองรอน่ะได้ แต่บุตรเทพโลหิตรอไม่ได้

ช่างเถอะ ไม่ต้องไปสนใจเจ้าหนุ่มหัวทื่อคนนี้แล้ว รอให้เขาระบายอารมณ์จนพอใจ เมื่อหาคนไม่เจอก็คงจะหายโกรธและจากไปเอง

......

กู้ชิงเฟิงทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปในป่ากระดูกเหี่ยวเรื่อยๆ ทันใดนั้น พวกเขาก็พบว่าในป่ามีลานกว้างแห่งหนึ่ง บนลานกว้างนั้นมีป้ายสุสานตั้งเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่น

ในสถานที่น่าขนลุกเช่นนี้ การได้เห็นป้ายสุสานอัปมงคลเหล่านี้ ทำให้หวังซานและสวี่ฝานถึงกับขนหัวลุก

แต่กู้ชิงเฟิงกลับตาลุกวาว วิ่งเข้าไปในสุสานทันที

“ป่ากระดูกเหี่ยวเคยเป็นป่าช้ามาก่อน การมีป้ายสุสานก็เป็นเรื่องปกติ... เป็นเรื่องปกติ” หวังอ้วนอายุมากกว่าคนอื่น เขาจึงเก่งเรื่องปลอบใจตัวเอง

กู้ชิงเฟิงเดินวนไปวนมาในหมู่ป้ายสุสาน ราวกับต้องการจะกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่าง

ตามประสบการณ์การเล่นเกมที่ผ่านมาของเขา สถานที่แบบนี้มักจะปลดล็อกการต่อสู้กับบอส

แต่หลังจากเดินวนอยู่หลายรอบ แทบจะเต้นดิสโก้บนหลุมศพอยู่แล้ว ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น

หวังซานและสวี่ฝานเห็นกู้ชิงเฟิงทำตัวประหลาดอยู่ครู่ใหญ่แล้วยังปลอดภัยดี ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วก้าวเข้าไปในหมู่ป้ายสุสาน

อาจเป็นเพราะตลอดทางไม่ได้เจออสูรปีศาจหรือภูตผีตนใดเลย ความกล้าของหวังอ้วนจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่เล็กของเขากวาดมองไปตามป้ายสุสานอย่างไม่ใส่ใจนัก

ทันใดนั้น!

สายตาของเขาพลันหยุดนิ่งอยู่ที่ป้ายสุสานแห่งหนึ่ง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างจ้องเขม็งไปยังป้ายสุสานนั้น

ในชั่วพริบตา ร่างของหวังอ้วนพลันแข็งทื่อ ม่านตาหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว หัวใจแทบจะหยุดเต้น ความหวาดกลัวอันใหญ่หลวงที่ไม่อาจบรรยายได้เข้าครอบงำทั่วร่าง

“อ๊า!!!”

เสียงกรีดร้องแหลมสูงเสียดแก้วหูทะลวงผ่านความเงียบสงัดยามค่ำคืน

เล่นเอากู้ชิงเฟิงสะดุ้งโหยง!

เมื่อได้สติ กู้ชิงเฟิงก็เดือดดาลจนแทบบ้า เขาไม่ยักกลัวอสูรปีศาจ แต่กลับต้องมาขวัญหนีดีฝ่อเพราะหวังอ้วนอยู่เรื่อย

เขาหันไปมองหวังอ้วนอย่างเกรี้ยวกราดแล้วตวาดว่า “หวังอ้วน เจ้าเป็นบ้าหรืออย่างไร ทำตัวให้เหมือนลูกผู้ชายหน่อยได้หรือไม่ อย่าเอาแต่ร้องโวยวาย!”

ดูเหมือนหวังอ้วนจะไม่ได้ยินคำตวาดของกู้ชิงเฟิงเลยแม้แต่น้อย เขายื่นนิ้วอ้วนๆ ชี้ไปยังป้ายสุสานแห่งหนึ่งอย่างสั่นเทา แล้วพูดเสียงสั่นเครือ “ป้ายสุสาน... ป้ายสุสาน...”

“ป้ายสุสานทำไม” กู้ชิงเฟิงเดินเข้ามาอย่างหัวเสีย ผลักร่างอ้วนๆ ของหวังอ้วนออกไป แล้วเพ่งมองไปยังป้ายสุสาน

ทันใดนั้น สีหน้าของกู้ชิงเฟิงก็เปลี่ยนไป

บนป้ายสุสานนั้นมีอักษรตัวใหญ่หลายตัวสลักไว้อย่างชัดเจน

‘สุสานของหูเหลียง ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านน้ำดำ!’

“ผู้ใหญ่บ้านหู... ตายแล้วอย่างนั้นรึ แล้วคนที่คุยกับพวกเราวันนี้คือใครกัน” สวี่ฝานกล่าวด้วยใบหน้าซีดเผือด

หวังอ้วนตัวสั่นงันงก รีบถอยห่างจากป้ายสุสานอย่างรวดเร็วแล้วไปหลบอยู่ข้างหลังกู้ชิงเฟิง

“ยังต้องพูดอีกหรือ ผู้ใหญ่บ้านหูที่พวกเราเจอในวันนี้ต้องเป็นวิญญาณของเขาหลังจากที่ตายไปแล้วแน่ๆ!”

ใบหน้าของสวี่ฝานยิ่งซีดเผือกลงไปอีก เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ “นอกจากผู้ใหญ่บ้านหูแล้ว ป้ายสุสานพวกนี้... หรือว่าจะเป็นของชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านน้ำดำ”

“มิน่าเล่าคนในหมู่บ้านน้ำดำถึงหายไปหมด ที่แท้พวกเขาก็ตายไปนานแล้ว”

ทุกครั้งที่สวี่ฝานพูดจบหนึ่งประโยค ใบหน้าของเขาก็จะซีดลงหนึ่งส่วน จนในที่สุดใบหน้าของเขาก็ไร้สีเลือดโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ยังสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้เลย

หวังอ้วนได้ฟังการวิเคราะห์ของสวี่ฝานก็ถึงกับขาอ่อนยวบ

“ท่านกู้ ข้าขอร้องท่านล่ะ พวกเราไปกันเถอะ ข้าจะคุกเข่าให้ท่าน...”

หวังอ้วนยังพูดไม่ทันจบ กู้ชิงเฟิงก็ตะคอกเสียงดังลั่น “กล้าดีนี่ไอ้เฒ่าสารเลว! ทำให้ข้าต้องตามหาอยู่ตั้งนาน! ยังจะกล้าแกล้งตายอีกรึ!”

สิ้นเสียงนั้น ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงและหวาดผวาของหวังอ้วนกับสวี่ฝาน กู้ชิงเฟิงก็ยกขาขวาขึ้น ก่อนจะฟาดเท้าขนาดใหญ่กว่าสี่สิบที่พื้นรองเท้ายังเปื้อนดินสดใหม่ เข้าไปที่ป้ายสุสานของหูเหลียงอย่างเต็มแรง

จบบทที่ บทที่ 41: ห้ามหลอกลวงท่านกู้เป็นอันขาด

คัดลอกลิงก์แล้ว