- หน้าแรก
- NPC ผู้ลบล้างชะตา
- บทที่ 13 - รับสืบทอดมรดก
บทที่ 13 - รับสืบทอดมรดก
บทที่ 13 - รับสืบทอดมรดก
◉◉◉◉◉
เฉินหมิงรู้สึกเพียงว่าในหัวสั่นสะเทือนขึ้นมาวูบหนึ่ง วินาทีต่อมา ข้อมูลที่ลึกซึ้งและเข้าใจยากจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขา
ในขณะเดียวกัน พลังปราณอันเย็นเยียบสายหนึ่งก็แผ่ซ่านออกจากหว่างคิ้ว แทรกซึมเข้าไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ในชั่วพริบตานั้น เฉินหมิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังลมปราณและโลหิตทั่วร่างของเขาได้รับการบำรุงจากพลังสายนี้จนเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความรู้สึกชาเล็กน้อยที่แทรกซึมเข้าไปในกระดูกทั้งสองร้อยหกชิ้นทั่วร่างในทันที
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้เคล็ดวิชา《คัมภีร์กระบี่เทียนอวี่》
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《ก้าวท่องจักรวาลหลีหยวน》
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้อิทธิฤทธิ์《วิชาเซียนเมาเด็ดดาว》
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《วิชาอสนีบาตห้าธาตุสร้างสรรค์》
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《วิชาดาบเหินหาว》
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《วิชาเซียนเมาผนึกมาร》
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《กระบี่เปิดประตูสวรรค์》!
…………
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《กระบี่เซียนเมาไร้เทียมทาน》!
ผ่านการถ่ายทอดพลังจากโม่หยุนซีท่านได้เรียนรู้ทักษะ《กระบี่เดียวท่องโลกา》!
หน้าต่างแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาไม่หยุด เฉินหมิงไม่มีเวลามารสนใจ ตอนนี้เขาใช้ระบบช่วยในการรับสืบทอดมรดกอย่างสุดความสามารถ
ไม่กี่อึดใจต่อมา เฉินหมิงก็กลับมารู้สึกตัว โม่หยุนซีชักมือกลับมายืนนิ่ง ทันใดนั้นทั่วร่างของเฉินหมิงก็เกิดเสียง ‘เปรี๊ยะปร๊ะ’ ดังขึ้นเป็นชุด จนสุดท้ายเส้นเอ็นและกระดูกก็ประสานเสียงกังวาน
ยินดีด้วยท่านได้ฝึกฝน《วิชาไท่ชิง》จนถึงขั้นที่หก
ตึง!
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นราวกับเสียงกลองศึก เฉินหมิงสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายของเขากลับยืดสูงขึ้นหนึ่งนิ้วในบัดดล
วิชาสร้างฐานขั้นที่หก!
เส้นเอ็นและกระดูกประสานเสียงกังวาน ดั่งเสียงกลองศึก!
เฉินหมิงไม่คาดคิดว่าโม่หยุนซียังช่วยเขาขัดเกลากระดูกหนึ่งครั้ง ทำให้《วิชาไท่ชิง》ก้าวหน้าไปถึงขั้นที่หก ช่วยประหยัดเวลาของเขาไปได้มากโข
“ขอบคุณท่านอาจารย์!”
เฉินหมิงกล่าวขอบคุณอย่างจริงจัง
“ต่อไปนี้ ยอดเขาเทียนอวี่ก็ฝากเจ้าแล้ว”
แจ้งเตือนระบบ:ท่านได้รับภารกิจทั่วไป【ฟื้นฟูยอดเขาเทียนอวี่】
คำใบ้ภารกิจ:สำนักที่รกร้างและถูกกลบฝังในหน้าประวัติศาสตร์ได้เปิดขึ้นอีกครั้งโดยไม่คาดฝันในฐานะศิษย์เพียงคนเดียวของยอดเขาเทียนอวี่ที่เคยเจิดจรัสในโลกซวนหวงการฟื้นฟูตำหนักเทียนอวี่ให้กลับมารุ่งเรืองดังเดิมจึงเป็นภารกิจที่ท่านไม่อาจปฏิเสธ
คำใบ้ภารกิจ:ภารกิจนี้เป็นภารกิจระยะยาวรางวัลภารกิจจะขึ้นอยู่กับระดับการฟื้นฟูยอดเขาเทียนอวี่ของท่านความคืบหน้าจะตัดสินจากปัจจัยหลายด้านรวมกันเช่นชื่อเสียงของยอดเขาจำนวนศิษย์พลังยุทธ์ภายในตำหนักระดับบำเพ็ญของเจ้าสำนักเป็นต้นความคืบหน้าปัจจุบัน:0.1
“ภารกิจระยะยาว?”
เฉินหมิงมองคำใบ้บนหน้าต่างสถานะ
“นี่... ให้เจ้า”
โม่หยุนซีแย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วโยนน้ำเต้าสุราที่เอวให้เฉินหมิง
“นี่คือ?”
ท่านได้รับน้ำเต้าหยกบัวแดง
ครืนนน!
ยังไม่ทันที่เฉินหมิงจะได้ตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำเต้าสุรา เขาก็พลันเซถลา แดนมายาเทียนอวี่ทั้งหมดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับจะพังทลายลงในวินาทีถัดไป
จากนั้น เขาก็เห็นโม่หยุนซีสะบัดแขนเสื้อ พลันสายตาก็พร่ามัว ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนไปในทันที
เมฆดำบดบังตะวัน เหนือศีรษะมืดครึ้ม เบื้องหน้าตำหนักเทียนอวี่ สีหน้าของเฉินหมิงแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เพราะมีพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวดแผ่ลงมาจากฟากฟ้า กว้างใหญ่ไพศาลดั่งมหาสมุทรเข้าครอบคลุมร่างของเขาไว้
น่ากลัว!
คิ้วขมวดมุ่น ในชั่วขณะนั้นเฉินหมิงรู้สึกว่าทั่วร่างขยับไม่ได้ ราวกับถูกกักขัง แม้แต่จะกะพริบตาก็ยังทำไม่ได้
แต่พลังนี้ก็หายไปในชั่วพริบตา เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นร่างที่ไม่คุ้นเคยยืนอยู่กลางอากาศ เป็นนักพรตวัยกลางคนในชุดคลุมสีม่วง เขายืนไพล่หลัง คิ้วเรียวยาว ใบหน้าหมดจด
นักพรตวัยกลางคนผู้นั้นยืนอยู่กลางอากาศและทอดสายตาลงมา ต่างจากโม่หยุนซี สายตาของคนผู้นี้เย็นชาอย่างยิ่ง ราวกับน้ำแข็งที่ไม่เคยละลายมานับหมื่นปี ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว
“ชุดคลุมสีม่วง นี่มันระดับเจ้าสำนักนี่”
สายตาของเฉินหมิงจับจ้องอย่างแน่วแน่ ชุดคลุมของสำนักฉู่ซานมีสี่สีคือ เขียว น้ำเงิน ขาว และม่วง สีม่วงเป็นสีที่สูงศักดิ์ที่สุด มีเพียงเจ้าสำนักของแต่ละยอดเขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์สวมใส่
“ไม่รู้ว่าเป็นปรมาจารย์ท่านไหนอีก”
เฉินหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโค้งคำนับเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เฉินหมิงแห่งหุบเขาจิ้งตู่ ขอคารวะปรมาจารย์ ไม่ทราบว่าปรมาจารย์มาที่นี่ด้วยเหตุอันใด?”
สำนักฉู่ซานสังกัดสายนิกายเต๋าแห่งเผ่ามนุษย์ ผู้ฝึกยุทธ์ของนิกายเต๋าเมื่อบรรลุถึงขอบเขตเทพหยินแล้ว จะได้รับการยกย่องเป็น ‘ปรมาจารย์’ ส่วนนิกายพุทธจะเรียกว่า ‘พระคุณเจ้า’ สำนักปราชญ์คือ ‘บัณฑิตหลวง’ เผ่ามารเก้ายมโลกคือ ‘จอมมาร’ เผ่าอสูรคือ ‘ราชันย์อสูร’ ส่วนเผ่าอสุราก็คือ ‘ราชันย์อสุรา’
“บังอาจล่วงล้ำเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชน แดนมายาเทพหยาง เจ้าช่างกล้ายิ่งนัก”
นักพรตวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หือ? ทำไมเจ้านี่พูดจาหาเรื่องแบบนี้?”
เฉินหมิงฟังคำพูดของนักพรตผู้นี้แล้วรู้สึกถึงความเป็นปรปักษ์อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเขาไปขโมยข้าวบ้านมันกินอย่างนั้นแหละ
“เด็กเร่ร่อนจากหุบเขาจิ้งตู่ ได้รับมรดกของยอดเขาเทียนอวี่ ตำหนักเทียนอวี่ยังคงเป็นเหมือนเดิม ช่างเลือกศิษย์ได้ดีจริง ๆ”
นักพรตวัยกลางคนมองตราประทับกระบี่ทองคำที่หว่างคิ้วของเฉินหมิงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เด็กน้อย เห็นแก่เจ้ายังเยาว์วัยไร้เดียงสา ข้าจะไม่ถือสาหาความ พรสวรรค์ของเจ้าคงไม่อาจเข้าใจสุดยอดวิชายุทธ์ได้ มรดกเทียนอวี่อยู่ในมือเจ้ามีแต่จะทำให้เสื่อมเสีย มอบมันให้ข้า แล้วข้าจะรับเจ้าเข้าเป็นศิษย์ของยอดเขาเฉาหยาง ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในหุบเขาจิ้งตู่อีกต่อไป สามารถเป็นศิษย์ของสำนักฉู่ซานได้โดยตรง”
“ให้ตายเถอะ นี่มันหมายตามรดกในมือข้านี่เอง พูดจาซะสวยหรู คิดว่าข้าเป็นเด็กอายุสิบหกจริง ๆ รึไง?”
เฉินหมิงแอบหัวเราะเยาะในใจ แต่ใบหน้ายังคงแสดงความเคารพ “ขอบพระคุณในความหวังดีของปรมาจารย์ แต่ในเมื่อข้าได้รับตราประทับเทียนอวี่แล้ว ย่อมเป็นศิษย์ของยอดเขาเทียนอวี่โดยธรรมชาติ ข้าน้อยทราบดีว่าพลังฝีมือของตนยังต่ำต้อย เทียบไม่ได้กับศิษย์พี่ที่ได้เข้ายอดเขาต่าง ๆ แต่เพื่อความรุ่งเรืองของยอดเขาเทียนอวี่ ข้าจะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ทำให้ยอดเขาเทียนอวี่ต้องเสื่อมเสียเป็นอันขาด”
“ช่างไร้เดียงสานัก”
นักพรตวัยกลางคนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเยาะ “ช่างเถอะ ความสำคัญของเรื่องนี้ เด็กอย่างเจ้าจะเข้าใจได้อย่างไร ข้าจะรับตราประทับเทียนอวี่นี้ไปก่อน แล้วหลังจากนั้นจะคัดเลือกผู้สืบทอดที่แท้จริงให้ยอดเขาเทียนอวี่แทน”
ไม่รอให้เฉินหมิงตอบ นักพรตวัยกลางคนก็ลงมือทันที เขายื่นมือข้างหนึ่งออกมาแล้วคว้าไปในอากาศทางเฉินหมิง
วินาทีต่อมา เฉินหมิงก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่ลากตัวเขาให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า
ในชั่วพริบตาที่เขาเกือบจะลอยขึ้นจากพื้น แสงสีขาวสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากบ่อสุราหลังตำหนักเทียนอวี่ แล้วระเบิดออกอย่างรุนแรง
“เฉาหยวนเซิง! ผ่านไปหลายปีขนาดนี้แล้ว เจ้ายังหน้าหนาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน!”
เคร้ง!
ประกายกระบี่สายหนึ่ง ราวกับข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนาน พุ่งออกมาจากบ่อสุรา หวนคืนสู่โลกหล้าอีกครั้ง ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเฉินหมิง พลังบีบคั้นจากนักพรตวัยกลางคนถูกฉีกกระชากในทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป
“โม่หยุนซี! เจ้ายังเหลือเทพหยางไว้หนึ่งส่วน!”
เฉาหยวนเซิง? ที่แท้เขาก็คือเจ้าสำนักยอดเขาเฉาหยาง
ร่างของเฉินหมิงเป็นอิสระ เขามองไปยังนักพรตวัยกลางคนบนฟ้า
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาพักฟื้นอยู่ในกระท่อมไม้ไผ่ เขาเคยอ่านเจอ ‘ความลับ’ ของยอดเขาต่าง ๆ จากหนังสือซุบซิบเล่มหนึ่งชื่อ《บันทึกรักแค้นสำนักฉู่ซาน》
เฉาหยวนเซิง คือเจ้าสำนักของยอดเขาเฉาหยาง ซึ่งอยู่ห่างจากยอดเขาเทียนอวี่สิบลี้
เมื่อห้าร้อยปีก่อน เจ้าสำนักของทั้งสองยอดเขามักไม่ลงรอยกันเสมอมา สาเหตุของความไม่ลงรอยนั้นมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง
ในตอนนั้น เจ้าสำนักเฉาท่านนี้หลงรักสาวงามอันดับหนึ่งของฉู่ซาน แต่ด้วยนิสัยที่แข็งกระด้างและซื่อตรงเกินไป จึงไม่เป็นที่ชื่นชอบของนาง ในโอกาสครั้งหนึ่ง สาวงามผู้นั้นได้พบกับโม่หยุนซีผู้รักอิสระเสรี ก็ตกหลุมรักจอมกระบี่ขี้เมาผู้นี้ในทันที
แต่โม่หยุนซีนั้นทั้งชีวิตหลงใหลในวิชากระบี่ ไม่ได้สนใจผู้ที่มาหลงใหลตนเองเลย ทุกครั้งที่สาวงามผู้นั้นถูกโม่หยุนซีปฏิเสธ ก็จะไปหาเฉาหยวนเซิงเพื่อระบายอารมณ์ ทำให้เจ้าสำนักในอนาคตผู้นี้กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง
พูดง่าย ๆ ก็คือ เฉาหยวนเซิงชอบสาวงามคนนั้น แต่สาวงามคนนั้นชอบโม่หยุนซี ทว่าโม่หยุนซีกลับชอบกระบี่
“มิน่าล่ะ ถึงได้เกลียดชังยอดเขาเทียนอวี่ขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นเจ้าสำนักตัวสำรองนั่นเอง”
เฉินหมิงคิดในใจ
“เด็กคนนี้ได้รับตราประทับเทียนอวี่แล้ว ถือเป็นผู้สืบทอดโดยชอบธรรมของสายตำหนักเทียนอวี่เรา สำนักฉู่ซานมีกฎ ศิษย์สำนักเดียวกันห้ามช่วงชิงวาสนาของผู้อื่น เฉาหยวนเซิง เจ้าลืมแล้วหรือ?”
ร่างของโม่หยุนซีค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากประกายกระบี่
“ศิษย์สำนักเดียวกันอะไรกัน! ก็แค่เด็กกำพร้าที่ยังไม่บรรลุขั้นสร้างฐานทงซวนเท่านั้น พรสวรรค์พอใช้ได้ แต่จิตใจไม่ดี จะให้มรดกของสายตระกูลตกไปอยู่ในมือของคนแบบนี้ได้อย่างไร!”
◉◉◉◉◉
(จบแล้ว)