เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 คุยโวโอ้อวด

บทที่ 12 คุยโวโอ้อวด

บทที่ 12 คุยโวโอ้อวด


บทที่ 12

โชคยังดีที่ตอนนี้หางานได้แล้ว จะเรียกแท็กซี่ก็ไม่รู้สึกเสียดายเงินมากนัก เยี่ยนเฟิงจึงโบกแท็กซี่คันหนึ่งแล้วพูดกับคนขับว่า

“ไปมหาลัยเทคโนโลยีครับ”

พูดจบ เขาก็หยิบมือถือขึ้นมากดโทรกลับบ้านทันทีในเมื่อได้งานแล้ว ก็ต้องรีบโทรกลับไปบอกข่าวดีให้พ่อแม่สบายใจหน่อย!

ไม่กี่อึดใจ สายก็ต่อถึงปลายทาง เสียงของพ่อเขา "เยี่ยนเป่าซาน" ดังขึ้นมาทางโทรศัพท์ ฟังดูแผ่วเบาและติดเหมือนเหนื่อยล้า

“ฮัลโหล?”

“พ่อ ผมเอง เยี่ยนเฟิง” เขาตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

พอได้ยินเสียงลูกชาย สีหน้าของเยี่ยนเป่าซานก็คงเปลี่ยนเป็นยิ้มทันที เสียงเขาก็มีชีวิตชีวาขึ้น

“อ้าว เป็นไงบ้างลูกได้งานรึยังล่ะ?”

“เซ็นสัญญาแล้วครับ ทำงานเป็นเซลล์ออนไลน์ที่กลุ่มบริษัทหลงหู่ เงินเดือนสี่พันห้าร้อย” เยี่ยนเฟิงพูดอย่างภาคภูมิใจ

พ่อของเขาได้ฟังก็ดีใจมาก

“ได้งานก็ดีแล้วล่ะ แต่ต้องใช้เงินอย่างประหยัดนะ ลูกยังต้องเก็บเงินซื้อบ้าน แต่งงานในอนาคต บ้านเราฐานะก็อย่างที่รู้ๆ กัน ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเองทั้งนั้นนะลูก”

เยี่ยนเฟิงตอบอย่างจริงจัง

“ครับพ่อ ผมเข้าใจดี”

เยี่ยนเป่าซานได้ฟังดังนั้น ก็ยังไม่วางสาย แต่เริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังยิ่งกว่าเดิม

“อืม ตั้งใจทำงาน อย่าทำให้หัวหน้าขุ่นเคือง และก็อย่าไปทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน...”

เสียงของพ่อแฝงไปด้วยความห่วงใย เยี่ยนเฟิงฟังอย่างตั้งใจ ไม่มีแม้แต่วี่แววของความเบื่อหน่าย กลับจดจำทุกถ้อยคำไว้ในใจเงียบๆ เพราะคำพูดเหล่านี้ ทำให้เขานึกถึงคุณปู่ของเขา

คุณปู่ของเขาชื่อว่าเยี่ยนเฉิง เพิ่งเสียไปยังไม่ถึงปี ตอนที่ปู่ยังอยู่ ชอบสั่งสอนเขาตลอด พูดโน่นพูดนี่ว่าเวลาออกไปข้างนอกต้องระวังอะไร เรียนหนังสือ การใช้ชีวิต การทำงานต้องตั้งใจยังไง แต่ตอนนั้น เยี่ยนเฟิงยังเป็นเด็กไม่รู้จักโต ฟังแล้วก็เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา บางครั้งพอปู่พูดหนักๆเข้า เขาก็ยังเถียงกลับด้วยซ้ำ

แต่พอคุณปู่จากไป เยี่ยนเฟิงถึงเพิ่งได้รู้...ว่าแท้จริงแล้วคำพูดของปู่ทุกคำ ล้วนเต็มไปด้วยความรักและความปรารถนาดี ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกว่าเสียใจที่ในตอนนั้นไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้ซึมซับไว้ให้ดี ทุกวันนี้ยังคงได้ยินเสียงของปู่แค่ในความฝัน...

เขาจึงเตือนตัวเองเสมอว่า

"จงรู้จักถนอมสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่ารอให้เสียไปก่อนแล้วค่อยมาเสียใจทีหลัง!"

โทรศัพท์สายนี้กินเวลายาวนานถึงยี่สิบนาทีเต็ม พอวางสายลง เยี่ยนเฟิงก็พบว่าแท็กซี่ได้จอดอยู่หน้าประตูมหาลัยเทคโนโลยีพอดี

เขาจ่ายเงินค่ารถเสร็จ ก็ก้าวลงจากรถพร้อมกับเจ้าจิ้งจอกอสูรของเขา พอลงจากรถ เขาไม่ได้พามันกลับหอพัก แต่ส่งมันออกไปทำความดีสะสมแต้มบุญแทน

เยี่ยนเฟิงยังคิดต่ออีกว่า ถ้าเขาได้สัตว์เลี้ยงตัวใหม่อีกสักตัว คงจะเร่งสะสมแต้มบุญได้เร็วขึ้นแน่ๆ ดีแล้วที่ตอนนั้นไม่เอาจิ้งจอกอสูรไปขาย ไม่งั้นคงต้องวิ่งทำความดีเองให้เหนื่อยตายแน่!

จิ้งจอกอสูรทำภารกิจได้ช้ากว่าเขาคิดนิดหน่อย ถ้าไม่มีเหตุการณ์ผิดแปลกอะไรเกิดขึ้น ภายในยี่สิบวัน เยี่ยนเฟิงก็น่าจะได้แต้มบุญครบ 100 และแต้มกรรม 10 แต้ม

เขาถึงกับนึกเสียดายว่า ถ้าตอนนั้นเลือกเรียนมหาวิทยาลัยแพทย์ คงได้แต้มบุญเพียบแล้วล่ะ

“เป็นหมอน่ะ วันๆ รักษาคนไม่รู้กี่ชีวิต แต้มบุญต้องมาเป็นกอบเป็นกำแน่ๆ!”

หลังจากกินข้าวในโรงอาหารแบบง่ายๆ เยี่ยนเฟิงก็เตรียมจะกลับหอไปงีบสักหน่อย แต่พอเดินมาถึงหน้าห้อง ก็เห็นประตูเปิดอยู่!

“เอ๊ะ? หรือจะมีใครกลับมาแล้ว?”

เขาเดินเข้าไปอย่างสงสัย แล้วก็พบว่าในห้องพักมีคนอยู่จริงๆสามคนพอดิบพอดี!

ทั้งสามคนนี้ คือกลุ่มที่หางานได้เร็วที่สุดในห้อง...แต่ทำไมพวกเขาถึงกลับมาวันนี้กันล่ะ?

เมื่อเห็นเยี่ยนเฟิง ทั้งสามก็หัวเราะร่าแล้วเอ่ยทักทันที

“เยี่ยนเฟิง นายยังอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย งานโปรเจกต์จบเสร็จหรือยังล่ะ?”

เยี่ยนเฟิงได้ยินก็พยักหน้าตอบ พร้อมกับกล่าวติดตลก

“เวลาผ่านมาตั้งนานขนาดนี้ ถ้ายังไม่เสร็จ คราวนี้ฉันคงได้จบแบบไม่ได้ปริญญาแน่ๆ”

ซูฮั่นซึ่งอยู่ในชุดสูทเรียบหรู พยักหน้ารับพลางถอนหายใจ

“ตอนนี้นายยังอิสระอยู่เลยนะ น่าอิจฉาชะมัด ไม่เหมือนพวกเราสามคน ต้องทำงานหัวปั่นทุกวัน จะทำโปรเจกต์จบสักทีก็ต้องขอลางานจากเจ้านาย แล้วดูเดือนนี้สิ โบนัสก็อดอีกตามเคย เฮ้อ!”

แม้ปากจะบ่นเหมือนน่าสงสาร แต่ใครมองก็รู้ว่าไอ้หมอนี่จงใจอวดชัดๆ

ซูฮั่นเป็นคนแรกๆ ที่ได้งาน แถมเงินเดือนเริ่มต้นก็ปาเข้าไปห้าพัน ถือว่าดีมากสำหรับนักศึกษาจบใหม่ โดยเฉพาะกับมหาลัยเทคโนโลยีเมืองซี ที่ไม่ได้ติดท็อปอะไร

เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ได้แค่สองถึงสามพัน ส่วนของเยี่ยนเฟิงนั้น... เดิมทีตำแหน่งเซลส์ออนไลน์ในกลุ่มหลงหู่ก็แค่ประมาณสามพัน แต่เพราะเป็นเด็กเส้นของเย่าเย่า ทำให้จ้าวเกา

ต้องการให้เยี่ยนเฟิงเซ็นสัญญาไวๆ เลยเพิ่มเงินอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นว่าต่างจาก ซูฮั่นไม่มากนัก

อีกสองคนที่อยู่ด้วยก็รีบเสริมทันที

“ซูฮั่น แค่ไม่ได้โบนัส นายยังดีกว่าเราเยอะเลยนะ อนาคตรุ่งแน่นอน อย่าลืมพวกเราล่ะเวลาได้ดิบได้ดี!”

ซูฮั่นฟังแล้วก็ยิ้มอย่างภูมิใจ จากนั้นหันไปหาเยี่ยนเฟิงด้วยท่าทีคุยโว

“เยี่ยนเฟิง นายยังไม่ได้งานเหรอ? ต้องรีบหน่อยนะ ยุคนี้ไม่มีใครมารับถึงบ้านหรอก ต้องส่งใบสมัครให้เยอะหน่อย ยอมลดมาตรฐานลงบ้าง ถ้าจบมาแล้วยังว่างงานอยู่ล่ะก็...อนาคตแย่แน่ๆ นายดูอย่างฉันสิ”

เยี่ยนเฟิงได้ยินก็พูดแทรกขึ้นเบาๆ

“คือว่า... ฉันหางานได้แล้วน่ะ”

คำพูดสั้นๆ ของเขาทำเอา ซูฮั่นที่กำลังเทศนาสะอึกไปในทันที

ก่อนจะพยายามตีหน้าปกติถามต่อ

“เงินเดือนเท่าไหร่ล่ะ? งานเดี๋ยวนี้หายากจริง แต่ยังไงก็ต้องหาให้มันดูดีหน่อยนะ ถ้าได้ต่ำกว่าสามพันล่ะก็ อย่าว่าแต่ซื้อรถเลย ซื้อบ้านก็คงยาก!”

เยี่ยนเฟิงตอบเรียบๆ

“สี่พันห้า ไม่ได้เยอะเท่านายหรอก”

คำตอบนี้ทำเอา ซูฮั่นเบิกตานิดๆ แววตาฉายแววตกใจชั่ววูบ ก่อนจะปรับสีหน้ารับคำ

“สี่พันห้าเหรอ? โอ้ ไม่เลวเลยนะ!”

พูดพลางตบไหล่เยี่ยนเฟิงเบาๆ แต่คราวนี้กลับไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี

เพราะความจริงก็คือ พวกเขากลับมานี่ก็เพื่อทำโปรเจกต์จบไปพลาง โชว์ฐานะใหม่ไปพลาง หาโมเมนต์อวดตัวเองให้ชุ่มใจสักหน่อย

แต่ใครจะคิดว่าเยี่ยนเฟิงที่พวกเขานึกว่าจะล้าหลังกลับได้งานดีเกินคาด ในระดับชั้นเดียวกันถือว่าเยี่ยนเฟิงจัดว่าดูดีใช้ได้เลยทีเดียว

จากนั้นหลิวเหวินก็ถามขึ้น

“เยี่ยนเฟิง นายทำงานอะไรเหรอ? บริษัทอะไรเหรอ? เดี๋ยวนี้พวกบริษัทเล็กๆ ไม่ค่อยมั่นคงนะ หากโดนหลอกก็จบเลยนะ”

คำพูดดูเหมือนห่วงใย แต่ในหูของเยี่ยนเฟิงกลับฟังแปลกๆ เหมือนอีกฝ่ายแอบหวังให้เขาถูกหลอกยังไงยังงั้น

ผ่านไปไม่กี่เดือน คนพวกนี้ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ซูฮั่น หลิวเหวิน หวังเยวี่ย ทั้งสามคนนี้สมัยเรียนถือว่าหัวดี แถมยังเป็นแกนนำนักศึกษากันจนเชี่ยว

พอได้เป็น “แกนนำนักศึกษา” นิดๆ หน่อยๆ ก็ดูจะลำพองเสียเต็มประดา ชอบอวด ชอบข่ม และไม่ค่อยทนเห็นใครเด่นเกินหน้า

และอีกนิสัยที่น่ารำคาญสุดๆ ก็คือ “มือรายงานระดับเทพ”

ใครทำอะไรนิดหน่อยก็โดนฟ้องอาจารย์หมด

ไม่แปลกเลยที่ทั้งสามคนนี้จะเป็นคนที่โดนเกลียดมากที่สุดในห้อง

ถึงจะอยู่ห้องเดียวกัน แต่นานๆ ทีถึงจะโผล่มานอนที่ห้อง สนิทแค่พอจำชื่อได้ก็พอแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 12 คุยโวโอ้อวด

คัดลอกลิงก์แล้ว