- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที แต่ขอแอบฟาร์มจนเป็นเทพ
- บทที่ 16: เรื่องประหลาดในหมู่บ้านสือซี
บทที่ 16: เรื่องประหลาดในหมู่บ้านสือซี
บทที่ 16: เรื่องประหลาดในหมู่บ้านสือซี
สองพ่อลูกตระกูลหลัวถูกส่งตัวให้ทางการเรียบร้อยแล้ว
หลัวขุยเจี่ยยิ้มจนแก้มปริ นับตั้งแต่มาถึงเมืองชิงซีแห่งนี้ ช่างมีแต่เรื่องโชคดีต่อเนื่องเสียจริง
การงานรุ่งเรือง ความรักก็กำลังไปได้สวย
แม้เรื่องความรักนั้นตนยังต้องพยายามอีกมาก แต่ผลงานด้านการปกครองกลับโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์
ไม่แน่ว่าอีกไม่นานอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง
หลังจากผ่านเหตุการณ์หลอกลวงครั้งนี้ไป ชาวเมืองชิงซีก็มีความระแวดระวังตัวสูงขึ้นมาก
ในอนาคตหากเจอสถานการณ์เช่นนี้อีกก็คงไม่หลงเชื่อโดยง่าย
ชีวิตของซูฉีกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เขายังคงใช้เวลาว่างครุ่นคิดถึงปัญหาเชิงปรัชญาแห่งจักรวาล
ลู่ฉางอันไม่ได้ส่งจดหมายมาเป็นเวลาหกปีแล้ว ในใจของซูฉีเริ่มรู้สึกกังวลอยู่ลางๆ
แต่ฉางอันนั้นอยู่ห่างไกลเกินไป กระทั่งเขาเองก็ไม่รู้วิธีที่จะเดินทางไป
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี
ก็ยังคงไม่มีจดหมายมา
ฤดูร้อนปีนี้ร้อนระอุเป็นพิเศษ แม้แต่สุนัขจรจัดตรงปากทางเข้าเมืองยังถูกแดดเผาจนนอนแผ่ลิ้นห้อยสิ้นเรี่ยวแรง
ทว่าอารามอายุวัฒนะกลับได้ต้อนรับสหายเก่าคนหนึ่ง
“ท่านผู้อาวุโส ไม่ได้พบกันนานนะเจ้าคะ”
เจียงเยว่ประสานมือคารวะซูฉี
นับจากการพบกันครั้งล่าสุดก็ผ่านมาสิบเจ็ดสิบแปดปีแล้ว
แม้เจียงเยว่จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำ แต่บนใบหน้าก็ปรากฏร่องรอยแห่งกาลเวลาให้เห็น
เมื่อมองดูรูปลักษณ์ของซูฉีที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจียงเยว่ก็ยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตนเองมากขึ้น
ซูฉีต้องเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนกายอยู่อย่างแน่นอน
“ไม่ได้พบกันนาน”
ซูฉีเอ่ยเสียงเรียบ
“ที่มาในครั้งนี้ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องเจ้าค่ะ”
เจียงเยว่กล่าวอย่างไม่อ้อมค้อม
“ว่ามา”
ซูฉีตอบอย่างกระชับ
“ห่างจากเมืองชิงซีไปหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านสือซี ช่วงนี้เกิดเรื่องประหลาดขึ้นบ่อยครั้ง ขอเพียงเป็นบุรุษรูปงามหรือสตรีโฉมงามที่เดินทางผ่านหมู่บ้านแห่งนี้ ล้วนต้องตายอย่างปริศนาทั้งสิ้น”
“ครั้งนี้ข้าได้รับคำสั่งให้เดินทางไปสืบสวน แต่ในใจกลับสังหรณ์ไม่ดีนัก จึงหวังว่าท่านผู้อาวุโสจะเดินทางไปกับข้าด้วย”
เจียงเยว่กล่าว
“กองปราบปรามมารยังอยู่หรือ”
ซูฉีกลับเอ่ยถาม
เจียงเยว่ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “แม้ราชวงศ์จะเปลี่ยนไป แต่กองปราบปรามมารยังคงอยู่เจ้าค่ะ เพียงแต่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นกองปราบปรามมารแห่งต้าซ่ง”
“ข้าไปกับเจ้าได้”
ซูฉีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “หลังจากเรื่องนี้จบลง ข้าอยากให้เจ้าไปที่ฉางอันเพื่อช่วยข้าตามหาคนผู้หนึ่ง เจ้าจะยินยอมหรือไม่”
เจียงเยว่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับคำรัวๆ “ท่านผู้อาวุโสวางใจเถิด ไม่ว่าท่านจะตามหาผู้ใด ขอเพียงเขายังอยู่ในฉางอัน ข้าจะช่วยท่านตามหาเขาให้พบอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ขอบใจมาก”
ซูฉีพยักหน้ากล่าว
หลังจากเตรียมตัวเล็กน้อย ซูฉีก็หยิบกระบี่ไม้ท้อที่เต็มไปด้วยรอยร้าวเล่มนั้นขึ้นมา แล้วจึงออกเดินทางไปพร้อมกับเจียงเยว่
ขณะเดียวกัน เขาก็ได้ติดประกาศไว้ที่หน้าประตูอาราม
“ช่วงนี้มีธุระต้องออกไปข้างนอก ผู้ที่ต้องการจุดธูปอธิษฐานพรเชิญทำได้ตามสะดวก”
เจียงเยว่มองกระบี่ไม้ท้อบนหลังของซูฉีแล้วพลันเกิดความคิดขึ้นมา ดูจากสภาพแล้วกระบี่ไม้ท้อของซูฉีน่าจะเป็นเพียงกระบี่ไม้ท้อธรรมดาๆ บางทีหากฟาดฟันอีกสักครั้งก็คงจะแตกหักเป็นแน่
บางทีตนนน่าจะมอบกระบี่ดีๆ สักเล่มให้เขาดีหรือไม่
ระยะทางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ไม่นับว่าใกล้ หากเหินกระบี่ไปก็ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม แต่ทั้งสองคนไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นเปลี่ยนเทวะ จึงทำได้เพียงเดินเท้าไปเท่านั้น
ตลอดเส้นทางเจียงเยว่เอาแต่ชวนซูฉีพูดคุย
นางเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่หยุดปาก
บัดนี้นางได้บรรลุจากขั้นแก่นทองคำช่วงต้นเป็นขั้นแก่นทองคำสมบูรณ์แล้ว รอเพียงก้าวเข้าสู่ขั้นทารกแรกกำเนิด อายุขัยของนางก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ถึงเวลานั้นก็จะสามารถฟื้นคืนรูปลักษณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อนได้
ซูฉีเอ่ยถามถึงศิษย์พี่ผู้หยิ่งผยองของนางในตอนนั้น
เจียงเยว่ยิ้มพลางกล่าวว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์ของสตรีนางพญามารหิมะ สื่อซิงหัวก็รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ไม่นานก็ลาออกจากกองปราบปรามมาร กลับบ้านไปแต่งงานมีลูก ตอนนี้ก็นับว่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดี
หลังจากเดินทางมาเกือบครึ่งค่อนวัน ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงหมู่บ้านสือซีที่เจียงเยว่กล่าวถึง
ตอนนี้ในหมู่บ้านสือซีเหลือบ้านอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน
คนส่วนใหญ่หนีไปจนเกือบหมดแล้ว
เจียงเยว่และซูฉีตามหาบ้านหลังหนึ่งที่ยังพอมีคนอาศัยอยู่
เจียงเยว่เคาะประตู รออยู่ครู่ใหญ่ประตูก็แง้มเปิดออก
สตรีชราผู้หนึ่งซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยลึกเป็นคนเปิดประตู
“ข้าคือคนจากกองปราบปรามมารแห่งต้าซ่ง ได้รับคำสั่งให้มาสืบสวนเรื่องประหลาดในหมู่บ้านสือซี”
เจียงเยว่หยิบป้ายคำสั่งออกมาแผ่นหนึ่งแล้วกล่าว
หญิงชราเหลือบมองป้ายคำสั่งในมือของเจียงเยว่แวบหนึ่ง กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง พลันมีเสียงบุรุษที่แฝงแววเย่อหยิ่งดังมาจากในบ้าน
“พวกกองปราบปรามมารยังจะมาทำอะไรอีก เรื่องนี้สำนักชิงอวิ๋นของข้ารับช่วงต่อแล้ว”
พูดจบ ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินออกมา
เมื่อเขาเห็นเจียงเยว่และซูฉีก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็จ้องเขม็งไปที่ซูฉี
ในใจพลันเกิดคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ
‘เป็นไปได้อย่างไร... เป็นไปได้อย่างไรกัน’
‘เป็นไปไม่ได้!’
‘เป็นไปไม่ได้ที่จะมีบุรุษรูปงามถึงเพียงนี้!’
เจิ้งซ่วยร่ำร้องอย่างบ้าคลั่งในใจ
เขามีดวงตารูปสามเหลี่ยม จมูกแบน ใบหน้ารูปฟักทอง เรียกได้ว่าคำใดที่สามารถนึกถึงเกี่ยวกับความอัปลักษณ์ แทบจะนำมาใช้กับเขาได้ทั้งหมด
ก่อนที่จะได้พบซูฉี เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีบุรุษใดเกิดมารูปงามถึงเพียงนี้ได้!
ในทันใดนั้น ความตกตะลึงก็แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความริษยาที่ลุกโชน
ท่าทีของเขายิ่งเย็นชาขึ้นไปอีกสามส่วน
เจิ้งซ่วยแค่นเสียงเฮอะแล้วกล่าวว่า “กองปราบปรามมารมาช้าก็ช่างเถอะ คนหนึ่งขั้นแก่นทองคำ อีกคนขั้นลมปราณ จะมาหาที่ตายหรืออย่างไร ข้าว่าพวกเจ้ารีบไสหัวกลับไปเสียจะดีกว่า!”
“ท่านคือศิษย์สำนักชิงอวิ๋นหรือ”
เจียงเยว่ไม่ได้โกรธเคือง แต่เอ่ยถามขึ้น
นางสัมผัสได้ว่าบุรุษอัปลักษณ์ผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นทารกแรกกำเนิด
สามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นทารกแรกกำเนิดได้ในวัยนี้ ก็นับว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว
“ถูกต้อง”
เมื่อเจิ้งซ่วยกล่าวถึงสำนักของตนเอง ก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
เป็นที่รู้กันดีว่าทั่วหล้ามีสำนักนับไม่ถ้วน
แต่ที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดนั้นมีเพียงสามสำนักใหญ่
สำนักชิงอวิ๋น สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ และหอเฟิ่งอี๋
สำนักระดับสุดยอดนั้นอยู่เหนือโลกิยะ ไม่เพียงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของราชสำนัก แต่ราชวงศ์ทุกยุคทุกสมัยยังต้องอำนวยความสะดวกให้แก่สำนักเหล่านี้ มิฉะนั้นอาจมีภัยถึงขั้นล่มสลายได้
ดังนั้นเจิ้งซ่วยจึงไม่ได้ยำเกรงเจียงเยว่ซึ่งมาจากกองปราบปรามมารแม้แต่น้อย
จากนั้นเจิ้งซ่วยก็กล่าวเสริมว่า “เรื่องประหลาดในหมู่บ้านสือซีครั้งนี้ ข้าเป็นผู้รับผิดชอบ พวกเจ้ามาจากที่ใดก็กลับไปที่นั่นเถอะ”
แล้วเจิ้งซ่วยก็ตวัดสายตามาทางซูฉีพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “โดยเฉพาะเจ้า ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นลมปราณจะมาผสมโรงอะไรด้วย! เหลวไหลสิ้นดี”
ทุกคนต่างสวมชุดนักพรตเหมือนกัน แต่เจ้าหมอนี่กลับสวมออกมาได้ราวกับเป็นเจ้าสำนัก ส่วนข้าสวมแล้วกลับดูเหมือนศิษย์ฝ่ายนอกทำงานจิปาถะ เรื่องนี้ทำให้เจิ้งซ่วยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
ซูฉีรู้สึกว่าตนเองกำลังตกเป็นเป้า
แต่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าคนผู้นี้มาหาเรื่องตนด้วยเหตุใด
ทว่าเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ
เจียงเยว่รีบกล่าวว่า “ท่านนักพรต แม้ท่านจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นทารกแรกกำเนิด แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยส่วน หากมีท่านผู้อาวุโสข้างกายข้าคอยช่วยเหลือ ย่อมไม่เกิดความผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น”
เจิ้งซ่วยได้ยินดังนั้นก็ตกใจอย่างมาก
ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นแก่นทองคำเรียกผู้บำเพ็ญเพียรขั้นลมปราณว่าผู้อาวุโส
นี่มันลูกไม้อะไรกัน
เจิ้งซ่วยรีบสำรวจซูฉีอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร นี่ก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นลมปราณคนหนึ่งเท่านั้น
เช่นนั้นแล้วตอนนี้ก็มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง
อย่างแรก เจ้าหมอนี่เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นลมปราณจริงๆ
อย่างที่สอง นี่คือยอดฝีมือที่แสร้งทำตัวเป็นหมูเพื่อรอขย้ำเสือ!
เจิ้งซ่วยเอนเอียงไปทางข้อแรก แต่ท่าทีของเจียงเยว่ทำให้เขาตัดสินใจไม่ถูก
เมื่อในใจเกิดความหวาดระแวง เขาก็ไม่ยืนกรานที่จะไล่ทั้งสองคนไปอีก
แต่กลับแค่นเสียงเฮอะแล้วกล่าวว่า “เดี๋ยวอย่ามาถ่วงขาข้าก็แล้วกัน!”
เมื่อเห็นเจิ้งซ่วยยอมอ่อนข้อ เจียงเยว่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
หากเจิ้งซ่วยยืนกรานจะไล่นางไปจริงๆ นางก็คงจนปัญญา เกรงแต่ว่าซูฉีจะโกรธจนตบเจ้าหมอนี่ตาย เช่นนั้นกองปราบปรามมารกับสำนักชิงอวิ๋นก็คงได้บาดหมางกัน
สำนักชิงอวิ๋นนั้นมีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นมหายานอยู่ด้วยนะ ขนาดราชครูองค์ปัจจุบันยังอยู่เพียงครึ่งก้าวมหายานเท่านั้น
ในตอนนั้นเอง หญิงชราผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “ท่านทั้งสองรีบไปเถอะ พอฟ้ามืดต้าจ้วงก็จะกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นชีวิตของท่านทั้งสองจะรักษาไว้ไม่ได้”
เจิ้งซ่วยที่อยู่ด้านข้างหัวเราะเยาะ “ได้ยินหรือไม่ รีบหนีไปซะ”
แต่เมื่อเขาหันกลับไป เห็นหญิงชรากำลังมองมาที่ตนเอง ก็พลันเดือดดาลขึ้นมาทันที
“หมายความว่าอย่างไร?! ท่านกำลังพูดถึงข้าหรือ”
เจิ้งซ่วยโกรธจนกระทืบเท้า
หญิงชราพยักหน้า “ท่านกับแม่นางน้อยผู้นี้”
“ข้าผู้เป็นอัจฉริยะแห่งสำนักชิงอวิ๋น จะไปกลัวภูตผีปีศาจชั้นต่ำได้อย่างไร!”
เจิ้งซ่วยชี้ไปที่ซูฉีแล้วกล่าวว่า “แล้วอีกอย่าง ทำไมพวกเราสองคนถึงจะรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ แล้วเขาล่ะ”
ความนัยของหญิงชราผู้นี้มิใช่กำลังบอกว่าตนอ่อนแอกว่าซูฉีหรอกหรือ
ตนอัปลักษณ์กว่าซูฉีได้ แต่จะอ่อนแอกว่าเขาไม่ได้เด็ดขาด!
“เขาหน้าตาดี”
หญิงชรากล่าว
“?”
เครื่องหมายคำถามค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนศีรษะของเจิ้งซ่วย
“หน้าตาดีมีอภิสิทธิ์หรือ”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของเจิ้งซ่วย
หญิงชราพยักหน้า “มี”
“เพราะต้าจ้วงฆ่าแต่บุรุษอัปลักษณ์กับสตรีโฉมงาม”
“เหลวไหลสิ้นดี!”
เจิ้งซ่วยโกรธจัด