- หน้าแรก
- อุกกาบาตพลิกฟ้า
- ตอนที่ 37 ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ
ตอนที่ 37 ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ
ตอนที่ 37 ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ
หลิงอี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหินอ่อนที่เพิ่งถูกเขาเช็ดจนสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่น ข้างกายวางขวดเหล้าเล็กๆ ที่เปิดแล้วไว้ เขากำลังพูดคุยกับรูปถ่ายที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของท่านผู้อำนวยการเฒ่าบนป้ายสุสาน
ชายชราคอไม่แข็งมาโดยตลอด ตามหลักแล้วคนที่ออกมาจากกองทัพ แถมยังเคยผ่านสนามรบมาก่อน คอเหล้าแบบนี้ไม่น่าจะอ่อน แต่ชายชราเป็นข้อยกเว้น เหล้าขาวอย่างมากสุดแค่ครึ่งจิน ปกติแล้วมักจะดื่มแค่สองสามเหลี่ยง ถึงแม้คอจะไม่แข็ง แต่ก็ชอบดื่ม
เบียร์นั้นชายชราไม่ชอบ รู้สึกว่ามันจืดชืดไร้รสชาติ และเอาเข้าจริงก็ดื่มได้ไม่กี่ขวด
เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิงอี้มานานแล้ว
หลัวเสว่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างๆ ในแววตามีความเศร้าสร้อยเจือปน เธอมองหลิงอี้ที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าสงบนิ่งและพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ
ฮวงจุ้ยของสุสานแห่งนี้ไม่เลว ด้านหลังเป็นภูเขา ด้านหน้ามองเห็นผืนน้ำ ทิวทัศน์ที่ปรากฏแก่สายตานั้นช่างโอ่อ่าตระการตา
"พ่อครับ ผมฟังคำพูดของพ่อนะ แต่ก็ไม่ได้ฟังทั้งหมด หลายเรื่องมันไม่เหมือนกับที่เคยคิดไว้ก่อนหน้านี้"
"บางเรื่องผมควบคุมได้ แต่บางเรื่อง... ผมก็ควบคุมไม่ได้"
"พวกนั้นเพิ่งจะเสียท่าไปหลายครั้งติดๆ กัน คาดว่าคงจะไม่เต็มใจ ต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ผมดีใจนะ แต่ก็กังวลนิดหน่อย"
"ผมกลัวว่าจะไปเกี่ยวข้องกับ ชิงชิงกับน้องเล็กพวกเธอไปด้วย ก็เลยพยายามเลี่ยงที่จะปะทะกับพวกเขาซึ่งๆ หน้า แน่นอน ผมรู้ว่าถ้าตอนนี้ไปปะทะกับพวกเขาตรงๆ คนที่เสียเปรียบก็คือผม"
"แต่ถ้าพวกเขายังตามตอแยไม่เลิก ผมก็ไม่มีทางเลือก คงต้องสู้กับพวกเขาสักตั้ง"
"ช่วงนี้ผมได้รู้จักเพื่อนใหม่เยอะเลย ที่เมืองชุนเฉิงได้เจอรุ่นพี่กู้ถงที่จบจากจงอู่เหมือนกัน เขาชื่นชมพ่อนะครับ ซึ่งทำให้ผมดีใจมาก"
"ยังมีประธานฉินแห่งจิ่วเยว่กรุ๊ป เป็นพี่สาวที่สวยมากคนหนึ่ง รู้จักกันโดยบังเอิญ จะว่ายังไงดีล่ะ คนคนนี้ก็... ถือว่าใช้ได้เลย อืม จัดว่าเป็นคนที่คุยกันได้ถูกคอ"
"เมื่อคืนยังได้รู้จักเจ๊ใหญ่ที่น่าสนใจคนหนึ่งด้วย คนคนนี้น่าสนใจจริงๆ เมื่อก่อนไม่เคยเจอคนแบบนี้เลย ผมพบว่าพอได้ก้าวเข้าสู่สังคมแล้ว ถึงแม้จะมีเรื่องน่ารำคาญใจมากขึ้น แต่ก็จะเจอคนและเรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นเช่นกัน"
"จริงสิพ่อ ผมยังบังเอิญกลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านด้วย ฮ่าๆ พ่อต้องนึกไม่ถึงแน่ๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง"
"แต่ผมบริจาคออกไปหกพันล้าน ในนั้นห้าพันล้านบริจาคให้กองทัพ พ่อก็คงจะเห็นด้วยกับการกระทำของผมใช่ไหมครับ? อยากฟังพ่อชมต่อหน้าจังเลยว่าผมทำได้ดีมาก!"
"อ้อ พ่อครับ ที่เมืองชุนเฉิงผมยังจัดการยอดฝีมือกายทองคำคนหนึ่งที่ตามไปฆ่าผมได้ด้วย น่าจะเป็นลูกน้องของลู่ชิงหมิง"
"การที่สามารถตัดแขนตัดขาของอีกฝ่ายได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แบบนี้ จริงๆ แล้วก็ค่อนข้างเหนือความคาดหมายเหมือนกัน"
"ต่อไปผมจะค่อยๆ ตัดพวกมันออกไปทีละคนๆ จนกลายเป็นแม่ทัพไร้ทหาร ทำให้พวกมันโดดเดี่ยวอ้างว้าง แล้วจากนั้นค่อยจัดการพวกมัน!"
"ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการทำร้ายพ่อ ผมจะไม่ปล่อยไปแม้แต่คนเดียว!"
"ตอนนี้ผมล้างมลทินของตัวเองได้แล้ว และกำลังจะเข้าร่วมพิธีจบการศึกษาในไม่ช้า ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเสวี่ยเสวี่ยกับพวกเหอฉิน..."
หลิงอี้นั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว พูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย นึกอะไรขึ้นได้ก็พูดออกมา ราวกับว่าจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้ชายชราฟังหนึ่งรอบ
อันที่จริง ตอนที่พ่อบุญธรรมยังมีชีวิตอยู่ พ่อลูกคู่นี้ไม่ค่อยได้พูดคุยกันแบบนี้เท่าไหร่
การพูดคุยกันอย่างลึกซึ้งเพียงครั้งเดียวหลังจากที่เขาบรรลุนิติภาวะ ก็คือครั้งนั้นที่ภูเขาเหล่าเฮย...
และนั่นก็เป็นการพูดคุยครั้งสุดท้ายของเขากับพ่อบุญธรรม
ในสายตาของแฟนนิยายไซไฟหลายคน เวลานั้นไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่ในสายตาของหลิงอี้ เวลาคือเส้นตรงเส้นหนึ่ง
เหมือนกับลูกธนูที่ถูกยิงออกไป พุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหวนกลับ
ไม่รู้ว่านั่งอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่แล้ว หลัวเสว่ที่เดินเล่นในสุสานไปรอบหนึ่งแล้วก็เดินกลับมา มองหลิงอี้แล้วพูดเบาๆ ว่า "ได้เวลากลับแล้ว"
หลิงอี้ยกขวดเหล้าเล็กๆ ขึ้นมา รินเหล้าครึ่งขวดที่เหลืออยู่ลงบนพื้นหน้าหลุมศพ จากนั้นก็ถือขวดเปล่า พยักหน้าให้หลัวเสว่ "ไปกันเถอะ"
หลัวเสว่โค้งคำนับหลุมศพของท่านผู้อำนวยการเฒ่าสามครั้งอย่างจริงจัง แล้วหันหน้ามามองหลิงอี้ ยิ้มเบาๆ "ไปกันเถอะ"
ระหว่างทางลงเขา ทั้งสองคนต่างก็เงียบ
ท่านผู้อำนวยการเฒ่าเสียชีวิตได้อย่างไรนั้น มีข่าวลือต่างๆ นานา
แต่สำหรับคนที่รู้เรื่องภายในอย่างหลัวเสว่แล้ว ในใจต่างก็อัดอั้นไปด้วยความโกรธแค้น และคิดอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งในอนาคต จะต้องแก้แค้นให้ท่านผู้อำนวยการเฒ่าให้ได้
เมื่อลงมาถึงตีนเขา หลัวเสว่กระพริบตาสวยคู่นั้นแล้วเหลือบมองหลิงอี้ "เราสองคนจะเดินกลับกันเหรอ?"
หลิงอี้เลิกคิ้ว "ล้อเล่นอะไรกัน ตั้งหลายสิบกิโลเมตรนะ!"
พูดจบ เขาก็เดินไปทางลานจอดรถ
ตรงไปยังรถคันหนึ่ง
หลัวเสว่ชะงักไปเล็กน้อย งุนงงนิดหน่อย ในใจคิดว่านี่จะทำอะไร?
คนที่งุนงงเช่นเดียวกันยังมีคนที่รับผิดชอบการสะกดรอยอยู่ในรถคันนั้นด้วย
หลิงอี้ถือขวดเหล้าเล็กๆ ขวดนั้นไว้ในมือ เดินไปที่หน้ารถคันนั้น แล้วใช้นิ้วเคาะกระจกรถ
อีกฝ่ายไม่กล้าเปิด
เขาแค่รับผิดชอบการสะกดรอย ไม่ใช่การลอบสังหาร
ตอนแรกนึกว่าตัวเองตามมาอย่างลับๆ และซ่อนตัวอย่างแนบเนียนแล้ว ไม่นึกว่าจะถูกพบตัวไม่พอ ยังถูกเดินเข้ามาหาถึงที่อีก
หลิงอี้ชูขวดเหล้าเล็กๆ ในมือให้คนที่นั่งอยู่ข้างในดู
แล้วก็เคาะกระจกรถเบาๆ อีกครั้ง
คนข้างในก็ยังไม่เปิด
หลิงอี้ยกขวดเหล้าเล็กๆ ขึ้นมา ฟาดเข้าไปที่กระจกรถดัง ปัง!
เพล้ง—
กระจกรถแตกละเอียดเป็นเสียงเดียวกัน
ขวดเหล้ากลับไม่บุบสลาย... ช่างเป็นผู้ผลิตที่มีคุณธรรมจริงๆ
คนข้างในทำหน้าตื่นตระหนก "คุณจะทำอะไร?"
หลิงอี้ก้มตัวลง ยื่นมือเข้าไป เปิดประตูรถจากด้านใน แล้วดึงคนคนนี้ออกจากที่นั่งคนขับ
"เก็บเศษแก้วบนพื้นขึ้นมาทีละชิ้นๆ แล้วเอาไปทิ้งในถังขยะ เก็บให้สะอาด ถ้ามีเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว วันนี้ฉันจะอัดแกให้ตาย"
หลิงอี้พูดพลางยัดขวดเหล้าเล็กๆ ที่เสร็จสิ้นภารกิจแล้วใส่มือคนคนนี้ "แล้วก็เจ้านี่ด้วย เอาไปทิ้งพร้อมกัน"
ชายคนนั้นมองหลิงอี้อย่างเหม่อลอย แววตาเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและความหวาดกลัว
"เร็วเข้า" หลิงอี้มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ความอดทนของผมมีจำกัด"
ชายหนุ่มคนขับรถก้มลงด้วยสีหน้างุนงง แล้วเริ่มเก็บกวาดเศษกระจกที่แตกอย่างเงียบๆ
สิบกว่านาทีต่อมา
ในที่สุดที่นี่ก็สะอาด
หลิงอี้มองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างทำอะไรไม่ถูก "ปอดแหกขนาดนี้ คราวหน้าอย่ามาทำเรื่องแบบนี้อีก แล้วก็กลับไปบอกคนเบื้องหลังของแกด้วยว่าถ้าอยากรู้อะไร ให้มาถามฉันด้วยตัวเอง ถ้าส่งคนมาตามอีก ต่อให้เป็นไอ้ขี้ขลาดอย่างแก ฉันก็จะไม่เกรงใจ"
เขามองหลัวเสว่แวบหนึ่ง "ขึ้นรถ"
หลัวเสว่ "..."
รถที่หายไปกระจกบานหนึ่งขับออกจากสุสานอย่างรวดเร็ว เลี้ยวโค้ง เข้าสู่ทางด่วนระหว่างเมือง แล้วหายลับไปอย่างรวดเร็ว
เหลือเพียงชายหนุ่มที่เดิมทีเป็นคนสะกดรอยยืนสับสนอยู่ท่ามกลางสายลม
ฉันคือใคร?
ฉันอยู่ที่ไหน?
ฉันกำลังทำอะไรอยู่?
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?
ไหนบอกว่าคนคนนั้นอ่อนโยนเกียจคร้านเป็นพิเศษ รังแกง่ายเป็นพิเศษไม่ใช่เหรอ?
นี่มันเรียกว่ารังแกง่ายเป็นพิเศษตรงไหนวะ? ใครพูดวะ ออกมาเผชิญหน้ากับกูตัวๆ เลยไอ้เ**่ยเอ๊ย!
...
"ทำแบบนี้จะไม่มีปัญหาเหรอ?" เห็นได้ชัดว่า หลัวเสว่ก็ยังไม่ค่อยชินกับวิธีการแก้ปัญหาที่เรียบง่ายและรุนแรงของหลิงอี้เท่าไหร่นัก
"จะมีปัญหาอะไรได้? ฟ้องว่าผมขโมยรถเหรอ?" หลิงอี้ยิ้ม
"ฟ้องไม่ได้เหรอ?" หลัวเสว่ถาม
"วางใจเถอะ พวกเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก" หลิงอี้พูดขณะขับรถ พลางถอนหายใจเบาๆ "พวกเขาเสียท่ามาหลายครั้งแล้ว ในสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าจะกำจัดผมได้ พวกเขาจะไม่มายุ่งกับผมง่ายๆ หรอก"
หลัวเสว่มองหลิงอี้อย่างครุ่นคิด ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงจะหัวเราะเบาๆ ออกมา "คุณเปลี่ยนไปนะ"
"แล้วยังไงต่อ?" หลิงอี้ถาม
หลัวเสว่หัวเราะ พูดอย่างเป็นธรรมชาติมาก "แล้วก็แน่นอนว่ายิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดคนมากขึ้นยังไงล่ะ!"
หลิงอี้ "..."
รถคันนี้ดีมาก เป็นรถยนต์ราชการเครื่อง 3.0T เหยียบคันเร่งทีเดียวรู้สึกถึงแรงดึงหลังติดเบาะเลย
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือไม่มีกระจกแล้วลมจะเข้า
แต่นั่นก็ไม่เป็นไร เพราะข้างๆ มีสาวสวยนั่งอยู่ ก็ถือซะว่าพาหญิงสาวกินลมชมวิวแล้วกัน
กลับมาถึงเมืองหลวง
"ไปหาอะไรกินกันเถอะ" หลัวเสว่เสนอ
"ได้" หลิงอี้ขับรถมาตลอดทางจนถึงย่านที่เจริญที่สุดของเมืองหลวง หาที่จอดรถแบบเสียเงินที่แพงที่สุด แล้วจอดรถเข้าซอง
"คุณนี่มันแสบจริงๆ คาดว่านักสืบเอกชนคนนั้นต่อไปคงต้องมีปมในใจไปตลอดแน่ๆ" หลัวเสว่มองการกระทำสุดกวนของหลิงอี้แล้วพูดไม่ออก
"นักสืบเอกชน? นักสืบเอกชนคนไหนจะโง่ขนาดนั้น? ถ้าเธอรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาต้องประหลาดใจแน่ แต่ผมไม่บอกเธอหรอก..."
"..."
"เธอค่อยๆ เดาไปเองแล้วกัน" หลิงอี้หัวเราะ แล้วพูดขณะเดิน "เอาเป็นว่า มีคนประเภทหนึ่ง ที่เกิดมาเพื่อเอาใจคนอื่นโดยเฉพาะ ไอ้ขี้ขลาดนั่นก็ใช่เลย อย่าถามเด็ดขาดว่าผมรู้ได้ยังไง"
"คุณหมายความว่าเขาคือ..." หลัวเสว่รู้สึกว่ามันค่อนข้างเหลือเชื่อ
"เธอดูท่าทางปอดแหกของเขาสิ เจอเรื่องแล้วทำอะไรไม่ถูก? แต่กลับยังมีความมั่นใจปริศนาติดตัวมาด้วย เหมือนกับว่าใครๆ ก็ต้องตามใจเขาอย่างนั้นแหละ ตัวตนของคนแบบนี้ ยังจะเดายากอีกเหรอ?"
หลัวเสว่มองหลิงอี้ "แต่ว่า ให้คนแบบนี้มาสะกดรอย มันจะไม่หน่อยเหรอ..."
"จริงๆ แล้วคนประเภทนี้แหละที่สะกดรอยแล้วคนอื่นสังเกตได้ยากที่สุด" หลิงอี้กล่าว
"แล้วคุณรู้ได้ยังไง? ตลอดทางก็ไม่เห็นคุณหันหลังกลับไปมองเลยนี่?" หลัวเสว่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
หลิงอี้เผยรอยยิ้มลึกลับ ไม่ตอบเธอ เพราะตอบไม่ได้
นั่นเป็นเพราะแม่นางปีศาจเป็นคนเจอ!
และนับตั้งแต่วินาทีที่เขาขึ้นรถแท็กซี่ แม่นางปีศาจก็เจออีกฝ่ายแล้ว
"ทำตัวลึกลับ..." หลัวเสว่พึมพำ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อแล้ว
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังทานอาหาร หลิงอี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากเหล่าหลิน
"มีข่าวเร็วขนาดนี้เลยเหรอครับ?" หลิงอี้รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
"ฮ่าๆ ผมมีเพื่อนเก่าคนหนึ่งทำธุรกิจหยก พอดีเลย เขาเพิ่งเจอหยกดิบก้อนหนึ่งที่ขนาดไม่เล็กและสภาพดีเมื่อไม่กี่วันก่อน ตรวจสอบแล้ว ไม่มีรอยร้าวเลยแม้แต่น้อย กำลังหาคนซื้ออยู่พอดี!"
"อย่างนั้นก็ดีเลยครับ อีกฝ่ายอยู่ที่ไหน?"
"ตอนนี้ขึ้นเครื่องบินแล้ว บ่ายนี้ก็ถึง ไม่ยังงั้นน้องชายบอกสถานที่มาสักแห่ง เดี๋ยวพอผมไปรับเขาแล้ว จะตรงไปหาคุณเลยเป็นไง?"
"ก็ได้ครับ..."
หลิงอี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าที่ที่เขาอยู่ตอนนี้ก็ไม่เลว เลยนัดสถานที่ที่นี่เลย จะได้ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา
หลิงอี้วางโทรศัพท์ เห็นหลัวเสว่กำลังมองตัวเองอยู่ เลยยิ้มและอธิบายว่า "ผมซื้อหยกก้อนหนึ่ง"
หลัวเสว่รู้สึกแปลกใจ "ซื้อของแบบนั้นมาทำอะไร?"
"ช่วงนี้กำลังเรียนแกะสลักอยู่" หลิงอี้กล่าว
หลัวเสว่ชำเลืองมองเขา เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ แต่ก็ขี้เกียจที่จะถามต่อ
หลังจากนั้นหลัวเสว่ก็รับโทรศัพท์สายหนึ่งเช่นกัน หลังจากวางสายแล้ว เธอมองหลิงอี้อย่างขอโทษ "ขอโทษนะ อยู่เป็นเพื่อนคุณต่อไม่ได้แล้ว มีเรื่องต้องให้ฉันไปจัดการหน่อย"
หลิงอี้พยักหน้า
หลังจากทานอาหารเสร็จ หลิงอี้ก็หันหลังเดินเข้าไปในร้านน้ำชาที่อยู่ข้างๆ ส่วนหลัวเสว่ก็กล่าวลาและจากไป
รอไม่นาน เหล่าหลินก็พาชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าคนหนึ่ง พร้อมกับชายหนุ่มที่ถือกระเป๋าเดินทางคนหนึ่งเข้ามาในร้านน้ำชา
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายพบกันแล้ว ก็ทักทายกันสองสามประโยคแล้วเข้าเรื่องทันที
ชายหนุ่มคนนั้นเปิดกระเป๋าเดินทาง แล้วยกหยกที่หนักอึ้งออกมาวางบนโต๊ะน้ำชา
ชายวัยกลางคนแนะนำว่า "เป็นความบังเอิญจริงๆ ลูกศิษย์ของผมคนนี้ไปรับซื้อหยกก้อนใหญ่นี้มาจากมือคนเลี้ยงสัตว์ชราคนหนึ่ง"
"ได้ยินมาว่าสืบทอดกันมาหลายร้อยปีแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายอยากจะซื้อบ้านในเมืองใหญ่ ทั้งครอบครัวก็ยังไม่อยากจะเอาออกมาเลย"
"ก่อนหน้านี้ผมยังกลุ้มใจอยู่เลยว่าก้อนใหญ่ขนาดนี้ ถ้าทุบแยกก็เป็นการเสียของเปล่าๆ ถ้าจะขายทั้งก้อนราคาก็สูงเกินไป มีไม่กี่คนที่จะรับไหว"
"ครอบครัวนั้นก็รีบร้อนจะขาย ถ้าจะเข้าโรงประมูลของท่านหลินระยะเวลาก็นานไปหน่อย ไม่นึกว่าท่านจะติดต่อมาในเวลานี้พอดี ช่างเป็นวาสนาจริงๆ!"
ชายวัยกลางคนคนนี้ร่าเริงช่างพูดมาก สีหน้าท่าทางมีชีวิตชีวา ให้ความรู้สึกสบายใจเหมือนได้อาบน้ำในสายลมฤดูใบไม้ผลิ
แต่แม่นางปีศาจกลับหัวเราะเยาะในหัวของหลิงอี้ "ของปลอม"
หลิงอี้ยื่นมือออกไป ลูบไล้หินก้อนนี้ที่มีพื้นผิวเป็นสีเหลืองอ่อนและมีความมันวาวนุ่มนวลเบาๆ เมื่อสัมผัสก็รู้สึกเย็นสบายเป็นพิเศษ
ถ้าไม่ใช่เพราะแม่นางปีศาจบอกว่ามันเป็นของปลอม เขาคงดูไม่ออกแน่นอน
"ดูเหมือนของจริงมากเลยนะ!" หลิงอี้สื่อสารกับแม่นางปีศาจ
"ของปลอมก็คือของปลอม ไม่มีวันเป็นของจริงไปได้" น้ำเสียงของแม่นางปีศาจเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
หลิงอี้มองเหล่าหลินแล้วพูดว่า "ผมไม่ค่อยรู้เรื่องของแบบนี้เท่าไหร่ ไม่ยังงั้น พี่ชายช่วยผมดูหน่อยได้ไหมครับ?"
เหล่าหลินพยักหน้าอย่างยินดี "ไม่มีปัญหา หยกขาวคุณภาพเยี่ยมขนาดใหญ่อย่างนี้ ผมก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ต้องขอชื่นชมดีๆ หน่อย..."
พูดพลางมองไปที่ชายหนุ่มคนนั้น "มีไฟฉายแสงจ้าไหม?"
ชายหนุ่มยื่นไฟฉายแสงจ้าให้ เหล่าหลินเริ่มเดินวนรอบหินก้อนใหญ่นี้แล้วค่อยๆ ส่องดูอย่างละเอียด
เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของเขาก็เริ่มจริงจังขึ้นทีละน้อย
ห้าหกนาทีต่อมา
เหล่าหลินมองชายวัยกลางคนคนนั้นแวบหนึ่ง "คุณพูดความจริงกับผมมา หินก้อนนี้... คุณได้มาจากไหน? คุณได้ดูอย่างละเอียดด้วยตัวเองหรือยัง?"
ชายวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง "ท่านหลิน ท่านพูดอย่างนี้หมายความว่า..."
ในตอนนี้ หลิงอี้สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นมีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าเริ่มแข็งทื่อ
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว มองไปที่ชายหนุ่ม "เสี่ยวลิ่วจื่อ..."
"ครับ อาจารย์ ท่านเรียกผมเหรอครับ?" ชายหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทีลนลาน
"เกิดอะไรขึ้น?" ชายวัยกลางคนถามเสียงเรียบ
"อาจารย์ ผม..." ชายหนุ่มทำหน้าลำบากใจ
ชายวัยกลางคนพยักหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง แล้วมองไปที่หลิงอี้กับเหล่าหลิน "ขอโทษทั้งสองท่านด้วยครับ ทำให้ท่านต้องมาเห็นเรื่องน่าอาย เป็นความผิดของผมเอง! อย่างนี้แล้วกัน ที่บ้านผมยังมีอีกก้อนหนึ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ก้อนนั้นรับประกันได้ว่าไม่มีปัญหาแน่นอน! ถ้าเป็นไปได้ ตอนนี้ผมจะกลับไปเอา พรุ่งนี้จะนำหินก้อนนั้นมาให้ ถึงตอนนั้น ราคาให้ท่านหลินเป็นคนกำหนดเลย ได้ไหมครับ?"
เหล่าหลินอยู่ในวงการนี้มากี่ปีแล้ว แค่มองแวบเดียวก็ดูออกว่าชายวัยกลางคนไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนจริงๆ ในทันทีจึงพยักหน้าแล้วพูดว่า "ได้ เราไม่รีบ!"
หลังจากชายวัยกลางคนพูดจบ เขาก็ไม่สนใจชายหนุ่มคนนั้น ลุกขึ้นยืนพยักหน้าให้เหล่าหลิน แล้วเดินออกไปข้างนอกตรงๆ "เรื่องในวันนี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆ วันหลังผมจะมาชี้แจงให้ทั้งสองท่านทราบ แล้วจะจัดเลี้ยงสุราเพื่อขอขมา!"
ชายหนุ่มรีบเก็บหยกก้อนนั้นใส่กระเป๋าอย่างเร่งรีบ แล้วตะโกนว่า "อาจารย์... ฟังผมอธิบายก่อนครับ!"
หลังจากที่ทั้งสองคนออกไปแล้ว เหล่าหลินก็ทำหน้าขอโทษ มองไปที่หลิงอี้แล้วพูดว่า "น้องชาย เรื่องนี้เป็นความสะเพร่าของพี่เอง คุณมองออกตั้งแต่แรกเลยใช่ไหม?"
หลิงอี้ส่ายหน้า "ผมจะไปรู้เรื่องแบบนี้ได้ยังไงครับ? ยังไงเหรอครับ ดูท่าทางแล้ว หินก้อนนี้มีปัญหาเหรอ?"
เหล่าหลินมองหลิงอี้อย่างจนใจ แล้วหัวเราะขมขื่น "น้องชายอย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้กับพี่เลยน่า ที่นี่ไม่มีคนนอก คนที่สามารถมองแวบเดียวก็รู้ว่าในหยกดิบมีหินวิญญาณคุณภาพเยี่ยมอยู่ข้างใน จะดูไม่ออกได้ยังไงว่าหยกก้อนนี้มีปัญหา? พวกเขากล้ามาเล่นตุกติกต่อหน้าคุณ... ปัญญาอ่อนฉิบหาย!"
หลิงอี้ไหวไหล่ ทำหน้าตาไร้เดียงสา "ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ นะครับ!"
หลังจากที่ชายวัยกลางคนออกมาข้างนอก ชายหนุ่มที่ยังคงถือกระเป๋าเดินทางเดินเร็วตามมาทันในที่สุด แล้วพูดเสียงต่ำ "อาจารย์ พวกเรา..."
ชายวัยกลางคนถอนหายใจเบาๆ "เด็กหนุ่มคนนั้นเก่งกาจจริงๆ!"
ชายหนุ่มถามว่า "แล้วตอนนี้พวกเรา..."
ชายวัยกลางคนตอบว่า "กลับไปเอาของจริงมา"
ชายหนุ่มตกตะลึง "จะเอาชิ้นนั้นออกมาจริงๆ เหรอครับ?"
ชายวัยกลางคนมองเขา "ทำการค้า ต้องยึดถือความซื่อสัตย์ เขาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่จ่ายเงิน อีกอย่าง ช่วงนี้แกอย่าเพิ่งตามฉันไปไหนเลย จะไปเที่ยวที่ไหนก็ไป แต่อย่ามาปรากฏตัวในเมืองหลวงก็แล้วกัน..."
ชายวัยกลางคนพูดจบ ก็ขึ้นรถยนต์หรูคันหนึ่งที่ขับเข้ามา
แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว