เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี

ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี

ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี


งานประมูลยังไม่ทันได้เริ่มอย่างเป็นทางการ งานอุ่นเครื่องก็กลายเป็นงานที่ระเบิดความมันไปแล้ว

เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการประมูลหลังจากนี้... ไม่สิ ไม่ใช่แค่อาจจะ แต่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน

แต่เฒ่าหลินรู้ดีแก่ใจว่า ผลกระทบที่เกิดจากเรื่องนี้ มันได้ก้าวข้ามขอบเขตของงานประมูลในครั้งนี้ไปไกลแล้ว

ต่อให้ครั้งนี้โรงประมูลห้วนเจินจะไม่ได้กำไรแม้แต่แดงเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่า!

จะมีผลพลอยได้ทางการโฆษณาอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้อีก?

อิทธิพลบางอย่าง เป็นสิ่งที่ใช้เงินซื้อมาไม่ได้

เฒ่าหลินเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่เหล่าเถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังโรงประมูลยินดีที่จะได้เห็น หรืออาจจะถึงขั้นตื่นเต้นเลยด้วยซ้ำ

แต่เพื่อความรอบคอบ เขาก็ยังให้คนรายงานสถานการณ์ที่นี่กลับไปอย่างละเอียด แล้วรอฟังข่าว

ส่วนเรื่องที่จะไปล่วงเกินฝ่ายสถาบันแห่งต้าฉินนั้น อย่าว่าแต่เถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังเลย แม้แต่เฒ่าหลินเองก็ไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไหร่

ล่วงเกินก็ล่วงเกินไป อยากจะทำการใหญ่ กลัวการล่วงเกินคนแล้วจะไปทำอะไรได้?

หลังจากการรวบรวมข้อมูล มูลนิธิที่ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นมียอดบริจาคสูงถึงสองพันสามร้อยกว่าล้านอย่างน่าตกใจ

ดูถูกเหล่าเศรษฐีในแคว้นฉินเหล่านี้ไม่ได้จริง ๆ พวกเขารวยกันจริง!

ขอเพียงแค่หาเหตุผลที่ทำให้พวกเขายอมควักกระเป๋าได้ ไม่กี่นาทีก็รวบรวมเงินหลายพันล้านให้คุณได้แล้ว

ยอดบริจาคให้กับกองทัพนั้นน่าตกใจยิ่งกว่า สูงถึงแปดพันหกร้อยกว่าล้าน!

แม้ว่าตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับงบประมาณทางทหารประจำปีของต้าฉินแล้วจะยังถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่านี่เป็นเงินจำนวนน้อย

ตรงกันข้าม เงินบริจาคพิเศษจำนวนนี้ สำหรับกองทัพแล้ว มันสำคัญอย่างยิ่งยวด!

เถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังของเฒ่าหลินไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ หลังจากทราบรายละเอียดสถานการณ์แล้ว ก็ได้มีคำสั่งลงมาในทันที

มูลนิธินี้สามารถจัดตั้งได้!

ทางโรงประมูลจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการ

ค่าธรรมเนียมในการประมูลหินวิญญาณชั้นเลิศ ทางห้วนเจินจะไม่รับแม้แต่แดงเดียว!

โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน บริจาคเข้ามูลนิธิและให้กับกองทัพตามลำดับ!

นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลย การกระทำของโรงประมูลก็ถือว่าใจกว้างอย่างยิ่ง

ดังนั้นเมื่อเฒ่าหลินประกาศข่าวนี้ให้ทุกคนทราบ ทั้งงานก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง

ยากที่จะบอกได้ว่าครั้งนี้ใครกันแน่ที่ส่งเสริมใคร

ตามราคาของหินวิญญาณชั้นเลิศก้อนนี้ หลังจากที่หลิงอี้บริจาคไปแล้ว เขาก็ยังจะได้รับทรัพย์สินมหาศาล ขณะเดียวกัน เมื่อเรื่องนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังไร้ผู้ใดเปรียบในชั่วขณะ!

นี่คือเกราะทองคำอีกรูปแบบหนึ่ง!

ต่อให้ฝ่ายสถาบันอยากจะเล่นงานเขาแค่ไหน ก็ต้องไตร่ตรองให้ดี ๆ

และโรงประมูลห้วนเจิน ก็จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม!

ผู้บริจาคทุกคนที่อยู่ในงานวันนี้ ก็จะได้รับชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่และมิตรภาพจากกองทัพตามไปด้วย

สำหรับหลิงอี้แล้ว เท่ากับว่าเขาได้สร้างพันธมิตรที่เหนียวแน่นกลุ่มใหญ่ให้กับกองทัพในคราวเดียว

และสำหรับฝ่ายสถาบัน นี่จะเป็นข่าวร้ายอย่างแท้จริง ข่าวร้ายที่ทำให้พวกเขาต้องทุบโต๊ะด่าแม่

เรื่องนี้ทำให้หลิงอี้มีความสุขมาก

หลังจากการเปิดงานที่ร้อนแรงเป็นพิเศษเช่นนี้ การประมูลหลังจากนั้นก็ดำเนินไปอย่างอบอุ่นขึ้นมากจริง ๆ

ตัวอย่างเช่น พี่สาวจ้าวที่เดิมทีตั้งใจจะขัดขวางฉินจิ่วเยว่ ก็รักษาคำพูดจริง ๆ ตลอดการประมูลหลังจากนั้น เธอไม่มีทีท่าว่าจะมุ่งเป้าไปที่ฉินจิ่วเยว่อีกเลย

บางทีนี่อาจเป็นเพียงความอ่อนโยนเพียงครั้งเดียวที่เกิดจากความประทับใจชั่วขณะ แต่สำหรับฉินจิ่วเยว่แล้ว นี่ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง

เพราะในแวดวงธุรกิจ ก็มีการแข่งขันที่เชือดเฉือนกันอย่างดุเดือดเช่นกัน

หลังจากประมูลชุดแก่นอสูรที่มีมูลค่ากว่าสองร้อยล้านไปได้ ฉินจิ่วเยว่ก็อดกลั้นความตื่นเต้นในใจไว้ไม่ไหว พูดกับหลิงอี้ข้าง ๆ ว่า: "วันนี้ต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน อยากจะประมูลแก่นอสูรพวกนี้ได้ อย่างน้อยต้องจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบล้าน!"

หลิงอี้ยิ้ม ถ้าจะขอบคุณจริง ๆ ต้องเป็นเขาที่ขอบคุณเธอมากกว่า

หินวิญญาณชั้นเลิศถูกนำมาประมูลเป็นชิ้นสุดท้าย และได้เข้ามาแทนที่ของประมูลชิ้นเอกเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย (ผมรู้ว่าชิ้นเอกคือชิ้นรองสุดท้าย) เมื่อการประมูลหินวิญญาณชั้นเลิศก้อนนี้เริ่มต้นขึ้น ในที่สุดก็ทำให้บรรยากาศงานประมูลที่เคยสงบและเรียบง่ายกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

หลังจากการแข่งขันอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ถูกผู้ซื้อลึกลับคนหนึ่งประมูลไปได้ในราคาสูงเสียดฟ้าถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้าน!

ราคานี้ แม้แต่ผู้ประกาศประมูลระดับปรมาจารย์ที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนอย่างเฒ่าหลิน ในวินาทีสุดท้ายที่ทุบค้อนลง ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าซีดเผือด หัวใจเต้นระรัว มือสั่น

ของที่มีมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ถือเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเอก!

ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีระดับสูงสุด ก็ไม่อาจมองข้ามทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ไปได้

เมื่อฝุ่นควันจางลง หลิงอี้เองก็รู้สึกเหมือนจะหมดเรี่ยวแรง

เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สมองแทบจะขาวโพลน

ผู้คนรอบข้างมากมายต่างมองมาทางเขาด้วยสายตาอิจฉา

อะไรเรียกว่าวาสนาหล่นทับ?

อะไรเรียกว่ารวยในข้ามคืน?

บริจาคไปหกพันล้านแล้วจะอย่างไร?

ก็ยังเหลืออีกห้าพันเจ็ดร้อยล้าน!

นี่คือทรัพย์สินมหาศาลที่คนซึ่งเรียกตัวเองว่าประสบความสำเร็จจำนวนมาก ไม่สามารถสัมผัสได้ตลอดทั้งชีวิต!

ฉินจิ่วเยว่มองหลิงอี้แล้วยิ้มอย่างจริงใจ: "ยินดีด้วยนะคะ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีแล้ว!"

หลิงอี้ถอนหายใจเบา ๆ: "ขอบคุณครับ!"

พี่สาวอ้วนที่อยู่ด้านหน้าขวาหันกลับมา ยกนิ้วโป้งให้... แน่นอนว่ามองไม่ค่อยออกเท่าไหร่: "น้องชาย แกต้องเลี้ยงนะ!"

หลิงอี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ บอกตัวเองให้ใจเย็น ให้สงบ ให้...

ช่างมันเถอะ สงบใจไม่ไหว

ความรู้สึกพองโตที่มาพร้อมกับการรวยอย่างกะทันหันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ความคิดในหัวไม่กี่อย่างจะกดมันลงไปได้

ลองนึกถึงหนี้สินสามร้อยล้านที่ถูกยัดเยียดมาให้ก่อนหน้านี้ซึ่งกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ก็จะเข้าใจความรู้สึกภายในใจของหลิงอี้ในตอนนี้ได้อย่างสมบูรณ์

เขายิ้มแล้วพยักหน้าไปทางด้านหน้าขวา: "ไม่มีปัญหาครับ!"

งานประมูลสิ้นสุดลงแล้ว

เงินจำนวนมหาศาลนั้นยังต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยกว่าจะโอนเข้าบัญชีของหลิงอี้ได้

แต่นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว จะไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน หลิงอี้ก็ได้รับบัตร VIP ระดับสูงสุดของโรงประมูลห้วนเจิน!

บัตรโลหะขนาดเท่านามบัตร มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวบัตรเป็นสีดำสนิท บนนั้นสลักอักษรรูนลึกลับบางอย่าง ตรงกลางเขียนคำว่า "ห้วนเจิน" สองคำด้วยตัวอักษรโบราณ

หลิงอี้มองตัวอักษรสองคำนี้ รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า รูปแบบตัวอักษรนี้... ดูเหมือนจะมีที่มาจากแหล่งเดียวกับตัวอักษรโบราณที่นิกายประตูสวรรค์ใช้

"น้องชาย ต่อไปนี้ถือบัตรใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ภูมิภาคไหน ขอแค่เห็นร้านที่แขวนป้ายห้วนเจิน เข้าไปใช้บริการ ลดราคาทันที 20%!"

"นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรสามารถเข้าร่วมกิจกรรมประมูลที่ห้วนเจินจัดขึ้นทุกที่ทุกเวลาได้โดยไม่ต้องมีบัตรเชิญ ขณะเดียวกัน ผู้ถือบัตรที่นำของมาฝากประมูล ค่าธรรมเนียมลดให้ 50%"

"แล้วก็..."

หลิงอี้: !!!

ยังมีอีกเหรอ?

เฒ่าหลินยิ้ม: "แน่นอนสิ! ถือบัตรใบนี้ สามารถกู้ยืมเงินระยะสั้นจากธนาคารใดก็ได้ทั่วทั้งทวีป!"

"ภายในวงเงินหนึ่งร้อยล้าน กำหนดเวลาหนึ่งปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่คิดดอกเบี้ยใด ๆ ทั้งสิ้น!"

"ทั้งหมดทางโรงประมูลเป็นผู้รับผิดชอบ!"

หลิงอี้ตกตะลึง นี่มันเจ๋งเกินไปแล้ว!

เฒ่าหลินดูเหมือนจะอิจฉาอยู่บ้าง เขาเน้นย้ำว่า: "ประเทศไหนก็ได้ ธนาคารไหนก็ได้ เอาบัตรไปวางค้ำไว้ สามารถเบิกเงินสดหนึ่งร้อยล้านได้ทันที ใช้ได้ฟรีหนึ่งปี!"

ฉินจิ่วเยว่ถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันใช่โรงประมูลธรรมดา ๆ เหรอ?

แม้แต่พี่สาวจ้าวยังอดพูดอย่างอมเปรี้ยวอมหวานไม่ได้: "เฒ่าหลิน ฉันสนับสนุนห้วนเจินของพวกท่านขนาดนี้ ยังไม่เห็นพวกท่านจะส่งแบล็กการ์ดให้สักใบ..."

เฒ่าหลินยิ้มขื่น: "น้องสาวใหญ่ ท่านก็พูดให้ผมลำบากใจแล้ว ท่านก็น่าจะรู้ดีว่า ของแบบนี้แม้แต่ผมก็ยังไม่มี! เท่าที่ผมรู้ ห้วนเจินก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน รวม ๆ แล้วก็เกินร้อยปี บัตรแบบนี้ทั้งหมดก็แจกไปไม่กี่ใบ เกรงว่าอาจจะยังไม่ถึงสิบใบด้วยซ้ำ"

พี่สาวจ้าวยิ้ม: "เอาล่ะน่า ล้อเล่นกับท่านแค่นี้เอง อะไรก็จริงจังไปหมด จะไปดื่มกับพวกเราสักแก้วไหม? เดี๋ยวฉันเรียกสาวสวยให้สักสองสามคน?"

เฒ่าหลินทำหน้าขมขื่น โบกมือปฏิเสธรัว ๆ: "น้องสาวใหญ่ ท่านไว้ชีวิตผมเถอะน่า ถ้าเมียรู้เข้าโดนฆ่าแน่..."

พี่สาวจ้าวหัวเราะฮ่า ๆ แล้วพูดกับหลิงอี้ว่า: "อย่าให้ตาแก่คนนี้หลอกเอานะ ปีนี้เขาอายุหกสิบห้าแล้ว เมียเพิ่งจะยี่สิบแปด อ่อนซะขนาดนั้น ดังนั้นตาแก่คนนี้ก็เหมือนกับพี่สาวของแกนี่แหละ ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก!"

พี่สาวคนนี้ช่างห้าวหาญจริง ๆ เวลาจะโหดร้ายขึ้นมา แม้แต่ตัวเองก็ยังด่า

เฒ่าหลินทำหน้าจนปัญญาพลางชี้นิ้วไปที่พี่สาวจ้าว แล้วพูดกับหลิงอี้ว่า: "ทางผมยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ ต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีของเธอด้วย ดังนั้นครั้งนี้คงต้องขอเสียมารยาทแล้ว ไม่สามารถไปกับเธอได้ เบอร์โทรของเธอฉันบันทึกไว้แล้ว เดี๋ยวหาเวลาว่าง ฉันจะนัดเธอเป็นการส่วนตัว เรามาคุยกันดี ๆ!"

หลิงอี้พยักหน้า: "ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้วครับ"

เฒ่าหลินยิ้มกว้าง: "เกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว!"

ทั้งสามคนเดินออกไปข้างนอก พี่สาวจ้าวก็พูดขึ้นมาว่า: "เสี่ยวจิ่วเยว่ สายตาของเธนี่เฉียบกว่าฉันเยอะเลยนะ หาผู้ชายดี ๆ ได้แล้ว!"

ฉินจิ่วเยว่หน้าแดงพลางส่ายหน้า: "คุณน้าจ้าวอย่าพูดมั่วอีกเลยค่ะ ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนธรรมดาจริง ๆ"

"เหรอ?" พี่สาวจ้าวเหลือบมองฉินจิ่วเยว่แวบหนึ่ง ยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาทันที: "โดนเธอเรียกจนแก่หมดแล้ว ต่อไปนี้อย่าเรียกน้า เรียกพี่"

ฉินจิ่วเยว่: "..."

พี่สาวจ้าวทำหน้าเฉย: "ต่างคนต่างเรียกตามสถานะ!"

แล้วมองไปที่หลิงอี้: "บัตรใบนั่นเก็บไว้ให้ดีล่ะ ห้วนเจินไม่ใช่แค่โรงประมูลธรรมดา ๆ ต่อไปแกจะรู้เองว่ามีประโยชน์แค่ไหน"

หลิงอี้พยักหน้า: "ขอบคุณครับพี่สาวจ้าว"

พี่สาวจ้าวหัวเราะฮ่า ๆ: "ไม่ต้องเกรงใจกับพี่!"

เพราะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกมา ตอนที่ทั้งสามคนเดินออกจากประตูโรงแรม ด้านนอกก็แทบไม่มีคนแล้ว ขณะที่กำลังจะแยกย้ายขึ้นรถ เหลียงซ่านหมิงก็เดินออกมาจากเงาของเสาต้นหนึ่ง

เมื่อเห็นหญิงอ้วนเดินออกมาจากข้างในพร้อมกับหลิงอี้และฉินจิ่วเยว่อย่างพูดคุยหัวเราะกัน เขาก็ถึงกับตะลึงงันไปทันที

"ทำไมแกยังอยู่นี่อีก?" พี่สาวจ้าวขมวดคิ้วหนอนหนังสือคู่ใหญ่ของเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ

"พี่ครับ ผม ผมรู้ตัวแล้วว่าผิดไปแล้ว ท่านอย่าไล่ผมไปเลยได้ไหมครับ ให้โอกาสผมสักครั้งได้ไหม?" เหลียงซ่านหมิงไม่สนใจหลิงอี้กับฉินจิ่วเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ เขาเริ่มอ้อนวอนด้วยท่าทีต่ำต้อย

แม้ว่ายัยหมูตอนนี่จะอารมณ์แปรปรวนโมโหร้าย แต่ก็ต้องยอมรับว่า นางใจป้ำจริง ๆ!

บารมีการใช้เงินเป็นเบี้ยของนาง ช่างทำให้คนตาพร่าลายอย่างแท้จริง

ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนที่อยู่กับนาง แก่นอสูรก็ใช้ได้ตามใจชอบ แค่ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยนั้นก็ทำให้เหลียงซ่านหมิงตัดใจไม่ได้แล้ว

จากประหยัดสู่ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดนั้นยาก คำพูดนี้ไม่ผิดเลยสักนิด

ถ้าจะให้เหลียงซ่านหมิงกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ที่ต้องอาศัย 'ในความฝันมีทุกอย่าง' ไปวัน ๆ เขาคงทนไม่ไหวจริง ๆ

พี่สาวจ้าวจ้องมองเหลียงซ่านหมิงอย่างไม่พูดอะไร เมื่อฉินจิ่วเยว่เห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า: "คุณ... คุณพี่จ้าวคะ หรือว่าเราค่อยนัดกันใหม่ดีไหมคะ?"

"อย่าเลย รอฉันแป๊บเดียว จะปล่อยหลิงอี้ไปไม่ได้ วันนี้ต้องให้เขาเลี้ยงให้ได้!" พี่สาวจ้าวพูดพลางยิ้ม จากนั้นก็หันกลับไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็ว ขมวดคิ้วอีกครั้ง จ้องมองเหลียงซ่านหมิง แล้วค่อย ๆ เอ่ยปาก

"ถึงแกจะอยู่กับฉันได้ไม่กี่วัน แต่ฉันก็ไม่เคยเอาเปรียบแก นี่ข้อแรก สอง ชีวิตนี้ฉันเกลียดการหลอกลวงที่สุด! รู้ไหมว่าฉันกลายเป็นยัยหมูตอนนี่ได้ยังไง?"

พี่สาวจ้าวพูดเรียบ ๆ: "ก็เพราะถูกผู้ชายที่เคยรักมากคนหนึ่งหลอกเอา หลังจากนั้นผู้ชายคนนั้นก็ตายไป ส่วนฉันก็เลยประชดชีวิต เริ่มกินไม่เลือก แล้วเอวบางร่างน้อยของฉันก็จากไปไม่กลับมาอีกเลย ดังนั้น เสี่ยวเหลียง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ถือว่าเคยรู้จักกัน จากกันด้วยดีเถอะ"

"พี่สาวจ้าว ผม..."

เหลียงซ่านหมิงยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อมองใบหน้าอ้วน ๆ ที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งของพี่สาวจ้าว คำพูดที่อยู่ในท้องทั้งหมด ก็ไม่สามารถพูดออกมาได้

วินาทีต่อมา เขาหันความโกรธไปยังหลิงอี้ ชี้ไปที่หลิงอี้แล้วตะคอกว่า: "ทั้งหมดเป็นเพราะแก! ไอ้สารเลว ถ้าไม่ใช่เพราะแก พี่สาวจ้าวจะทิ้งฉันได้ยังไง? นางต้องหลงแกแน่ ๆ..."

เพี๊ยะ!

พี่สาวจ้าวตบหน้าเหลียงซ่านหมิงอย่างแรงฉาดใหญ่ แล้วพูดด้วยเสียงเย็นชา: "นักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยจงอู่! เหลือความนับถือตัวเองไว้บ้าง!"

"แก..." เหลียงซ่านหมิงโกรธจัด ถึงขั้นคิดจะลงมือกับยัยหมูตอนตรงหน้านี้

แต่ในวินาทีต่อมา เงาราวกับภูตผีสองสายก็ปรากฏขึ้นข้างกายพี่สาวจ้าว จ้องมองเขาอย่างเย็นชา

ความโกรธที่เต็มอกของเหลียงซ่านหมิง หายวับไปจนหมดสิ้นในทันที

"ครับพี่สาว เป็นความผิดของผมเอง ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ" เหลียงซ่านหมิงก้มหน้าลง แล้วหันหลังเดินจากไป

พี่สาวจ้าวมองแผ่นหลังที่ดูน่าสมเพชของเหลียงซ่านหมิง บนใบหน้าปรากฏร่องรอยครุ่นคิด

"นายหญิงครับ จะให้..." มีคนข้างกายถามเสียงเบา

"ช่างเถอะ ก็แค่เด็กกะโปโลคนหนึ่ง อีกอย่างก็เคยชอบ" พี่สาวจ้าวส่ายหน้า แต่กลับหันไปพูดกับหลิงอี้ว่า: "น้องชาย คนคนนี้แกต้องระวังไว้หน่อยนะ ถ้ามันกล้าทำอะไรแกจริง ๆ อย่าได้ใจอ่อนเด็ดขาด ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแก ก็เลยปล่อยมันไป"

หลิงอี้พยักหน้า

บนใบหน้าของพี่สาวจ้าวปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง: "ไป วันนี้พี่สาวต้องเลือกร้านแพง ๆ ขูดรีดแกให้หนัก ๆ สักมื้อ!"

จบบทที่ ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี

คัดลอกลิงก์แล้ว