- หน้าแรก
- อุกกาบาตพลิกฟ้า
- ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี
ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี
ตอนที่ 34 กลายเป็นอภิมหาเศรษฐี
งานประมูลยังไม่ทันได้เริ่มอย่างเป็นทางการ งานอุ่นเครื่องก็กลายเป็นงานที่ระเบิดความมันไปแล้ว
เรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการประมูลหลังจากนี้... ไม่สิ ไม่ใช่แค่อาจจะ แต่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน
แต่เฒ่าหลินรู้ดีแก่ใจว่า ผลกระทบที่เกิดจากเรื่องนี้ มันได้ก้าวข้ามขอบเขตของงานประมูลในครั้งนี้ไปไกลแล้ว
ต่อให้ครั้งนี้โรงประมูลห้วนเจินจะไม่ได้กำไรแม้แต่แดงเดียว ก็ถือว่าคุ้มค่า!
จะมีผลพลอยได้ทางการโฆษณาอะไรที่เจ๋งไปกว่านี้อีก?
อิทธิพลบางอย่าง เป็นสิ่งที่ใช้เงินซื้อมาไม่ได้
เฒ่าหลินเชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่เหล่าเถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังโรงประมูลยินดีที่จะได้เห็น หรืออาจจะถึงขั้นตื่นเต้นเลยด้วยซ้ำ
แต่เพื่อความรอบคอบ เขาก็ยังให้คนรายงานสถานการณ์ที่นี่กลับไปอย่างละเอียด แล้วรอฟังข่าว
ส่วนเรื่องที่จะไปล่วงเกินฝ่ายสถาบันแห่งต้าฉินนั้น อย่าว่าแต่เถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังเลย แม้แต่เฒ่าหลินเองก็ไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไหร่
ล่วงเกินก็ล่วงเกินไป อยากจะทำการใหญ่ กลัวการล่วงเกินคนแล้วจะไปทำอะไรได้?
หลังจากการรวบรวมข้อมูล มูลนิธิที่ยังไม่ได้จัดตั้งขึ้นมียอดบริจาคสูงถึงสองพันสามร้อยกว่าล้านอย่างน่าตกใจ
ดูถูกเหล่าเศรษฐีในแคว้นฉินเหล่านี้ไม่ได้จริง ๆ พวกเขารวยกันจริง!
ขอเพียงแค่หาเหตุผลที่ทำให้พวกเขายอมควักกระเป๋าได้ ไม่กี่นาทีก็รวบรวมเงินหลายพันล้านให้คุณได้แล้ว
ยอดบริจาคให้กับกองทัพนั้นน่าตกใจยิ่งกว่า สูงถึงแปดพันหกร้อยกว่าล้าน!
แม้ว่าตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับงบประมาณทางทหารประจำปีของต้าฉินแล้วจะยังถือว่าไม่มาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่านี่เป็นเงินจำนวนน้อย
ตรงกันข้าม เงินบริจาคพิเศษจำนวนนี้ สำหรับกองทัพแล้ว มันสำคัญอย่างยิ่งยวด!
เถ้าแก่ใหญ่เบื้องหลังของเฒ่าหลินไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ หลังจากทราบรายละเอียดสถานการณ์แล้ว ก็ได้มีคำสั่งลงมาในทันที
มูลนิธินี้สามารถจัดตั้งได้!
ทางโรงประมูลจะเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการ
ค่าธรรมเนียมในการประมูลหินวิญญาณชั้นเลิศ ทางห้วนเจินจะไม่รับแม้แต่แดงเดียว!
โดยจะแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน บริจาคเข้ามูลนิธิและให้กับกองทัพตามลำดับ!
นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยเลย การกระทำของโรงประมูลก็ถือว่าใจกว้างอย่างยิ่ง
ดังนั้นเมื่อเฒ่าหลินประกาศข่าวนี้ให้ทุกคนทราบ ทั้งงานก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง
ยากที่จะบอกได้ว่าครั้งนี้ใครกันแน่ที่ส่งเสริมใคร
ตามราคาของหินวิญญาณชั้นเลิศก้อนนี้ หลังจากที่หลิงอี้บริจาคไปแล้ว เขาก็ยังจะได้รับทรัพย์สินมหาศาล ขณะเดียวกัน เมื่อเรื่องนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังไร้ผู้ใดเปรียบในชั่วขณะ!
นี่คือเกราะทองคำอีกรูปแบบหนึ่ง!
ต่อให้ฝ่ายสถาบันอยากจะเล่นงานเขาแค่ไหน ก็ต้องไตร่ตรองให้ดี ๆ
และโรงประมูลห้วนเจิน ก็จะได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม!
ผู้บริจาคทุกคนที่อยู่ในงานวันนี้ ก็จะได้รับชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่และมิตรภาพจากกองทัพตามไปด้วย
สำหรับหลิงอี้แล้ว เท่ากับว่าเขาได้สร้างพันธมิตรที่เหนียวแน่นกลุ่มใหญ่ให้กับกองทัพในคราวเดียว
และสำหรับฝ่ายสถาบัน นี่จะเป็นข่าวร้ายอย่างแท้จริง ข่าวร้ายที่ทำให้พวกเขาต้องทุบโต๊ะด่าแม่
เรื่องนี้ทำให้หลิงอี้มีความสุขมาก
หลังจากการเปิดงานที่ร้อนแรงเป็นพิเศษเช่นนี้ การประมูลหลังจากนั้นก็ดำเนินไปอย่างอบอุ่นขึ้นมากจริง ๆ
ตัวอย่างเช่น พี่สาวจ้าวที่เดิมทีตั้งใจจะขัดขวางฉินจิ่วเยว่ ก็รักษาคำพูดจริง ๆ ตลอดการประมูลหลังจากนั้น เธอไม่มีทีท่าว่าจะมุ่งเป้าไปที่ฉินจิ่วเยว่อีกเลย
บางทีนี่อาจเป็นเพียงความอ่อนโยนเพียงครั้งเดียวที่เกิดจากความประทับใจชั่วขณะ แต่สำหรับฉินจิ่วเยว่แล้ว นี่ก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง
เพราะในแวดวงธุรกิจ ก็มีการแข่งขันที่เชือดเฉือนกันอย่างดุเดือดเช่นกัน
หลังจากประมูลชุดแก่นอสูรที่มีมูลค่ากว่าสองร้อยล้านไปได้ ฉินจิ่วเยว่ก็อดกลั้นความตื่นเต้นในใจไว้ไม่ไหว พูดกับหลิงอี้ข้าง ๆ ว่า: "วันนี้ต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน อยากจะประมูลแก่นอสูรพวกนี้ได้ อย่างน้อยต้องจ่ายเพิ่มอีกยี่สิบล้าน!"
หลิงอี้ยิ้ม ถ้าจะขอบคุณจริง ๆ ต้องเป็นเขาที่ขอบคุณเธอมากกว่า
หินวิญญาณชั้นเลิศถูกนำมาประมูลเป็นชิ้นสุดท้าย และได้เข้ามาแทนที่ของประมูลชิ้นเอกเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย (ผมรู้ว่าชิ้นเอกคือชิ้นรองสุดท้าย) เมื่อการประมูลหินวิญญาณชั้นเลิศก้อนนี้เริ่มต้นขึ้น ในที่สุดก็ทำให้บรรยากาศงานประมูลที่เคยสงบและเรียบง่ายกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
หลังจากการแข่งขันอย่างดุเดือด ในที่สุดก็ถูกผู้ซื้อลึกลับคนหนึ่งประมูลไปได้ในราคาสูงเสียดฟ้าถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้าน!
ราคานี้ แม้แต่ผู้ประกาศประมูลระดับปรมาจารย์ที่ผ่านสนามรบมาโชกโชนอย่างเฒ่าหลิน ในวินาทีสุดท้ายที่ทุบค้อนลง ก็อดไม่ได้ที่จะหน้าซีดเผือด หัวใจเต้นระรัว มือสั่น
ของที่มีมูลค่าเป็นหมื่นล้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ถือเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเอก!
ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีระดับสูงสุด ก็ไม่อาจมองข้ามทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ไปได้
เมื่อฝุ่นควันจางลง หลิงอี้เองก็รู้สึกเหมือนจะหมดเรี่ยวแรง
เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สมองแทบจะขาวโพลน
ผู้คนรอบข้างมากมายต่างมองมาทางเขาด้วยสายตาอิจฉา
อะไรเรียกว่าวาสนาหล่นทับ?
อะไรเรียกว่ารวยในข้ามคืน?
บริจาคไปหกพันล้านแล้วจะอย่างไร?
ก็ยังเหลืออีกห้าพันเจ็ดร้อยล้าน!
นี่คือทรัพย์สินมหาศาลที่คนซึ่งเรียกตัวเองว่าประสบความสำเร็จจำนวนมาก ไม่สามารถสัมผัสได้ตลอดทั้งชีวิต!
ฉินจิ่วเยว่มองหลิงอี้แล้วยิ้มอย่างจริงใจ: "ยินดีด้วยนะคะ ก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีแล้ว!"
หลิงอี้ถอนหายใจเบา ๆ: "ขอบคุณครับ!"
พี่สาวอ้วนที่อยู่ด้านหน้าขวาหันกลับมา ยกนิ้วโป้งให้... แน่นอนว่ามองไม่ค่อยออกเท่าไหร่: "น้องชาย แกต้องเลี้ยงนะ!"
หลิงอี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ บอกตัวเองให้ใจเย็น ให้สงบ ให้...
ช่างมันเถอะ สงบใจไม่ไหว
ความรู้สึกพองโตที่มาพร้อมกับการรวยอย่างกะทันหันนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ความคิดในหัวไม่กี่อย่างจะกดมันลงไปได้
ลองนึกถึงหนี้สินสามร้อยล้านที่ถูกยัดเยียดมาให้ก่อนหน้านี้ซึ่งกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ก็จะเข้าใจความรู้สึกภายในใจของหลิงอี้ในตอนนี้ได้อย่างสมบูรณ์
เขายิ้มแล้วพยักหน้าไปทางด้านหน้าขวา: "ไม่มีปัญหาครับ!"
งานประมูลสิ้นสุดลงแล้ว
เงินจำนวนมหาศาลนั้นยังต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยกว่าจะโอนเข้าบัญชีของหลิงอี้ได้
แต่นี่เป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว จะไม่มีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน หลิงอี้ก็ได้รับบัตร VIP ระดับสูงสุดของโรงประมูลห้วนเจิน!
บัตรโลหะขนาดเท่านามบัตร มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวบัตรเป็นสีดำสนิท บนนั้นสลักอักษรรูนลึกลับบางอย่าง ตรงกลางเขียนคำว่า "ห้วนเจิน" สองคำด้วยตัวอักษรโบราณ
หลิงอี้มองตัวอักษรสองคำนี้ รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า รูปแบบตัวอักษรนี้... ดูเหมือนจะมีที่มาจากแหล่งเดียวกับตัวอักษรโบราณที่นิกายประตูสวรรค์ใช้
"น้องชาย ต่อไปนี้ถือบัตรใบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ภูมิภาคไหน ขอแค่เห็นร้านที่แขวนป้ายห้วนเจิน เข้าไปใช้บริการ ลดราคาทันที 20%!"
"นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรสามารถเข้าร่วมกิจกรรมประมูลที่ห้วนเจินจัดขึ้นทุกที่ทุกเวลาได้โดยไม่ต้องมีบัตรเชิญ ขณะเดียวกัน ผู้ถือบัตรที่นำของมาฝากประมูล ค่าธรรมเนียมลดให้ 50%"
"แล้วก็..."
หลิงอี้: !!!
ยังมีอีกเหรอ?
เฒ่าหลินยิ้ม: "แน่นอนสิ! ถือบัตรใบนี้ สามารถกู้ยืมเงินระยะสั้นจากธนาคารใดก็ได้ทั่วทั้งทวีป!"
"ภายในวงเงินหนึ่งร้อยล้าน กำหนดเวลาหนึ่งปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่คิดดอกเบี้ยใด ๆ ทั้งสิ้น!"
"ทั้งหมดทางโรงประมูลเป็นผู้รับผิดชอบ!"
หลิงอี้ตกตะลึง นี่มันเจ๋งเกินไปแล้ว!
เฒ่าหลินดูเหมือนจะอิจฉาอยู่บ้าง เขาเน้นย้ำว่า: "ประเทศไหนก็ได้ ธนาคารไหนก็ได้ เอาบัตรไปวางค้ำไว้ สามารถเบิกเงินสดหนึ่งร้อยล้านได้ทันที ใช้ได้ฟรีหนึ่งปี!"
ฉินจิ่วเยว่ถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันใช่โรงประมูลธรรมดา ๆ เหรอ?
แม้แต่พี่สาวจ้าวยังอดพูดอย่างอมเปรี้ยวอมหวานไม่ได้: "เฒ่าหลิน ฉันสนับสนุนห้วนเจินของพวกท่านขนาดนี้ ยังไม่เห็นพวกท่านจะส่งแบล็กการ์ดให้สักใบ..."
เฒ่าหลินยิ้มขื่น: "น้องสาวใหญ่ ท่านก็พูดให้ผมลำบากใจแล้ว ท่านก็น่าจะรู้ดีว่า ของแบบนี้แม้แต่ผมก็ยังไม่มี! เท่าที่ผมรู้ ห้วนเจินก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน รวม ๆ แล้วก็เกินร้อยปี บัตรแบบนี้ทั้งหมดก็แจกไปไม่กี่ใบ เกรงว่าอาจจะยังไม่ถึงสิบใบด้วยซ้ำ"
พี่สาวจ้าวยิ้ม: "เอาล่ะน่า ล้อเล่นกับท่านแค่นี้เอง อะไรก็จริงจังไปหมด จะไปดื่มกับพวกเราสักแก้วไหม? เดี๋ยวฉันเรียกสาวสวยให้สักสองสามคน?"
เฒ่าหลินทำหน้าขมขื่น โบกมือปฏิเสธรัว ๆ: "น้องสาวใหญ่ ท่านไว้ชีวิตผมเถอะน่า ถ้าเมียรู้เข้าโดนฆ่าแน่..."
พี่สาวจ้าวหัวเราะฮ่า ๆ แล้วพูดกับหลิงอี้ว่า: "อย่าให้ตาแก่คนนี้หลอกเอานะ ปีนี้เขาอายุหกสิบห้าแล้ว เมียเพิ่งจะยี่สิบแปด อ่อนซะขนาดนั้น ดังนั้นตาแก่คนนี้ก็เหมือนกับพี่สาวของแกนี่แหละ ไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก!"
พี่สาวคนนี้ช่างห้าวหาญจริง ๆ เวลาจะโหดร้ายขึ้นมา แม้แต่ตัวเองก็ยังด่า
เฒ่าหลินทำหน้าจนปัญญาพลางชี้นิ้วไปที่พี่สาวจ้าว แล้วพูดกับหลิงอี้ว่า: "ทางผมยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ ต้องรีบโอนเงินเข้าบัญชีของเธอด้วย ดังนั้นครั้งนี้คงต้องขอเสียมารยาทแล้ว ไม่สามารถไปกับเธอได้ เบอร์โทรของเธอฉันบันทึกไว้แล้ว เดี๋ยวหาเวลาว่าง ฉันจะนัดเธอเป็นการส่วนตัว เรามาคุยกันดี ๆ!"
หลิงอี้พยักหน้า: "ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้วครับ"
เฒ่าหลินยิ้มกว้าง: "เกรงใจเกินไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว!"
ทั้งสามคนเดินออกไปข้างนอก พี่สาวจ้าวก็พูดขึ้นมาว่า: "เสี่ยวจิ่วเยว่ สายตาของเธนี่เฉียบกว่าฉันเยอะเลยนะ หาผู้ชายดี ๆ ได้แล้ว!"
ฉินจิ่วเยว่หน้าแดงพลางส่ายหน้า: "คุณน้าจ้าวอย่าพูดมั่วอีกเลยค่ะ ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนธรรมดาจริง ๆ"
"เหรอ?" พี่สาวจ้าวเหลือบมองฉินจิ่วเยว่แวบหนึ่ง ยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นมาทันที: "โดนเธอเรียกจนแก่หมดแล้ว ต่อไปนี้อย่าเรียกน้า เรียกพี่"
ฉินจิ่วเยว่: "..."
พี่สาวจ้าวทำหน้าเฉย: "ต่างคนต่างเรียกตามสถานะ!"
แล้วมองไปที่หลิงอี้: "บัตรใบนั่นเก็บไว้ให้ดีล่ะ ห้วนเจินไม่ใช่แค่โรงประมูลธรรมดา ๆ ต่อไปแกจะรู้เองว่ามีประโยชน์แค่ไหน"
หลิงอี้พยักหน้า: "ขอบคุณครับพี่สาวจ้าว"
พี่สาวจ้าวหัวเราะฮ่า ๆ: "ไม่ต้องเกรงใจกับพี่!"
เพราะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ออกมา ตอนที่ทั้งสามคนเดินออกจากประตูโรงแรม ด้านนอกก็แทบไม่มีคนแล้ว ขณะที่กำลังจะแยกย้ายขึ้นรถ เหลียงซ่านหมิงก็เดินออกมาจากเงาของเสาต้นหนึ่ง
เมื่อเห็นหญิงอ้วนเดินออกมาจากข้างในพร้อมกับหลิงอี้และฉินจิ่วเยว่อย่างพูดคุยหัวเราะกัน เขาก็ถึงกับตะลึงงันไปทันที
"ทำไมแกยังอยู่นี่อีก?" พี่สาวจ้าวขมวดคิ้วหนอนหนังสือคู่ใหญ่ของเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"พี่ครับ ผม ผมรู้ตัวแล้วว่าผิดไปแล้ว ท่านอย่าไล่ผมไปเลยได้ไหมครับ ให้โอกาสผมสักครั้งได้ไหม?" เหลียงซ่านหมิงไม่สนใจหลิงอี้กับฉินจิ่วเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ เขาเริ่มอ้อนวอนด้วยท่าทีต่ำต้อย
แม้ว่ายัยหมูตอนนี่จะอารมณ์แปรปรวนโมโหร้าย แต่ก็ต้องยอมรับว่า นางใจป้ำจริง ๆ!
บารมีการใช้เงินเป็นเบี้ยของนาง ช่างทำให้คนตาพร่าลายอย่างแท้จริง
ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนที่อยู่กับนาง แก่นอสูรก็ใช้ได้ตามใจชอบ แค่ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยนั้นก็ทำให้เหลียงซ่านหมิงตัดใจไม่ได้แล้ว
จากประหยัดสู่ฟุ่มเฟือยนั้นง่าย จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดนั้นยาก คำพูดนี้ไม่ผิดเลยสักนิด
ถ้าจะให้เหลียงซ่านหมิงกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ที่ต้องอาศัย 'ในความฝันมีทุกอย่าง' ไปวัน ๆ เขาคงทนไม่ไหวจริง ๆ
พี่สาวจ้าวจ้องมองเหลียงซ่านหมิงอย่างไม่พูดอะไร เมื่อฉินจิ่วเยว่เห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า: "คุณ... คุณพี่จ้าวคะ หรือว่าเราค่อยนัดกันใหม่ดีไหมคะ?"
"อย่าเลย รอฉันแป๊บเดียว จะปล่อยหลิงอี้ไปไม่ได้ วันนี้ต้องให้เขาเลี้ยงให้ได้!" พี่สาวจ้าวพูดพลางยิ้ม จากนั้นก็หันกลับไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชาอย่างรวดเร็ว ขมวดคิ้วอีกครั้ง จ้องมองเหลียงซ่านหมิง แล้วค่อย ๆ เอ่ยปาก
"ถึงแกจะอยู่กับฉันได้ไม่กี่วัน แต่ฉันก็ไม่เคยเอาเปรียบแก นี่ข้อแรก สอง ชีวิตนี้ฉันเกลียดการหลอกลวงที่สุด! รู้ไหมว่าฉันกลายเป็นยัยหมูตอนนี่ได้ยังไง?"
พี่สาวจ้าวพูดเรียบ ๆ: "ก็เพราะถูกผู้ชายที่เคยรักมากคนหนึ่งหลอกเอา หลังจากนั้นผู้ชายคนนั้นก็ตายไป ส่วนฉันก็เลยประชดชีวิต เริ่มกินไม่เลือก แล้วเอวบางร่างน้อยของฉันก็จากไปไม่กลับมาอีกเลย ดังนั้น เสี่ยวเหลียง ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ถือว่าเคยรู้จักกัน จากกันด้วยดีเถอะ"
"พี่สาวจ้าว ผม..."
เหลียงซ่านหมิงยังอยากจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อมองใบหน้าอ้วน ๆ ที่เย็นชาราวกับน้ำแข็งของพี่สาวจ้าว คำพูดที่อยู่ในท้องทั้งหมด ก็ไม่สามารถพูดออกมาได้
วินาทีต่อมา เขาหันความโกรธไปยังหลิงอี้ ชี้ไปที่หลิงอี้แล้วตะคอกว่า: "ทั้งหมดเป็นเพราะแก! ไอ้สารเลว ถ้าไม่ใช่เพราะแก พี่สาวจ้าวจะทิ้งฉันได้ยังไง? นางต้องหลงแกแน่ ๆ..."
เพี๊ยะ!
พี่สาวจ้าวตบหน้าเหลียงซ่านหมิงอย่างแรงฉาดใหญ่ แล้วพูดด้วยเสียงเย็นชา: "นักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยจงอู่! เหลือความนับถือตัวเองไว้บ้าง!"
"แก..." เหลียงซ่านหมิงโกรธจัด ถึงขั้นคิดจะลงมือกับยัยหมูตอนตรงหน้านี้
แต่ในวินาทีต่อมา เงาราวกับภูตผีสองสายก็ปรากฏขึ้นข้างกายพี่สาวจ้าว จ้องมองเขาอย่างเย็นชา
ความโกรธที่เต็มอกของเหลียงซ่านหมิง หายวับไปจนหมดสิ้นในทันที
"ครับพี่สาว เป็นความผิดของผมเอง ผมไปเดี๋ยวนี้แหละ" เหลียงซ่านหมิงก้มหน้าลง แล้วหันหลังเดินจากไป
พี่สาวจ้าวมองแผ่นหลังที่ดูน่าสมเพชของเหลียงซ่านหมิง บนใบหน้าปรากฏร่องรอยครุ่นคิด
"นายหญิงครับ จะให้..." มีคนข้างกายถามเสียงเบา
"ช่างเถอะ ก็แค่เด็กกะโปโลคนหนึ่ง อีกอย่างก็เคยชอบ" พี่สาวจ้าวส่ายหน้า แต่กลับหันไปพูดกับหลิงอี้ว่า: "น้องชาย คนคนนี้แกต้องระวังไว้หน่อยนะ ถ้ามันกล้าทำอะไรแกจริง ๆ อย่าได้ใจอ่อนเด็ดขาด ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของแก ก็เลยปล่อยมันไป"
หลิงอี้พยักหน้า
บนใบหน้าของพี่สาวจ้าวปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง: "ไป วันนี้พี่สาวต้องเลือกร้านแพง ๆ ขูดรีดแกให้หนัก ๆ สักมื้อ!"