บทที่ 9
บทที่ 9
บทที่ 9
“ซื่อจื่อ ท่านไม่เป็นอะไรนะขอรับ”
เมื่อได้ยินเสียงดังสนั่นจากห้องหนังสือ ชิวเจี้ยนคิดว่ามีมือสังหารเข้ามา จึงรีบพรวดพราดเข้ามาในห้องหนังสือ เมื่อเห็นโต๊ะและเก้าอี้ที่แตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ข้างกายชิวอัน เขาก็ตกใจรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ซื่อจื่อไม่เป็นอะไร”
“โต๊ะกับเก้าอี้นี่มันไม่แข็งแรงเอาเสียเลย เดี๋ยวไปหาพ่อบ้านให้เปลี่ยนอันที่แข็งแรงกว่านี้ด้วยเล่า”
ชิวอันพูดจบก็เดินออกไปข้างนอก
ชิวเจี้ยนมองโต๊ะและเก้าอี้ที่แตกเป็นเสี่ยงๆ บนพื้นอย่างเหม่อลอยแล้วพึมพำกับตัวเองว่า
“ไม่แข็งแรงรึ เป็นไปไม่ได้น่า นี่มันทำมาจากไม้จันทน์แดงทั้งนั้น หรือว่าข้าจะดูผิดไป”
ชิวเจี้ยนก้มลงจับเศษไม้บนพื้นอย่างไม่แน่ใจตัวเอง
“แต่ในเมื่อซื่อจื่อบอกว่ามันเป็นของปลอมมันก็ต้องเป็นของปลอม ดูท่าข้าคงต้องไปคุยกับพ่อบ้านจ้าวให้ดีๆ เสียแล้วว่าผู้ดูแลใต้บังคับบัญชาของเขาเอาของไม่ดีมาหลอกเขาหรือเปล่า ครั้งนี้โชคดีที่ไม่โดนซื่อจื่อตำหนิ แต่ครั้งหน้าก็ไม่แน่”
ชิวเจี้ยนพูดจบก็เดินออกไปข้างนอก เพื่อไปหาพ่อบ้านจ้าวแห่งจวนอ๋อง
---
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
ชิวอันเคาะประตูห้องของกัวเสวี่ย เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเปิดประตู บนใบหน้าก็พลันปรากฏรอยยิ้มที่แปลกประหลาดขึ้นมา จากนั้นก็ตะโกนว่า
“ภรรยา เปิดประตู”
“ภรรยา เปิด...ประตู”
“เอี๊ยด”
ประโยคที่สองของชิวอันยังไม่ทันจะตะโกนจบ กัวเสวี่ยก็เปิดประตูออกมา ยืนอยู่ที่หน้าประตูมองชิวอันด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ซื่อจื่อ เรายังไม่ทันจะแต่งงานกัน เรียกภรรยาจะไม่เร็วไปหน่อยหรือ”
“ฮาๆ! เจ้าก็ยังไม่บอกข้าว่าเจ้าชื่ออะไรเลย ข้าก็เลยต้องเรียกเจ้าว่าภรรยา อีกอย่าง การที่เจ้าจะมาเป็นภรรยาของข้าก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว เรียกไปก่อนก็ไม่เห็นเป็นอะไร”
ชิวอันดูเหมือนจะไม่เห็นสีหน้าที่ไม่พอใจของกัวเสวี่ย เขาเดินผ่านกัวเสวี่ยเข้าไปในห้องอย่างไม่สนใจ
“ท่าน...”
กัวเสวี่ยถูกชิวอันทำให้โกรธจนพูดไม่ออก
“ภรรยา อย่าโกรธเลย มา ดื่มน้ำสักแก้ว”
ชิวอันเดินไปที่โต๊ะแล้วรินน้ำหนึ่งแก้วเตรียมจะยื่นให้กัวเสวี่ย แต่ใครจะรู้ว่ากัวเสวี่ยกลับไม่รับน้ำใจของเขา พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ข้าไม่ดื่ม อยากดื่มก็ดื่มเองเถิด”
“โอ้! ก็ได้ ข้าดื่มเอง พอดีว่ากระหายน้ำอยู่เหมือนกัน”
ชิวอันพูดจบก็ยกแก้วขึ้นมาดื่มน้ำหนึ่งอึก
เมื่อเห็นชิวอันดื่มน้ำ กัวเสวี่ยก็มองไปที่โต๊ะ พบว่าแก้วที่ชิวอันใช้ดื่มเป็นแก้วที่นางเพิ่งดื่มไป ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ แม้กระทั่งลำคอก็ยังแดงระเรื่อไปด้วย
“ภรรยา เจ้าเป็นอะไรไป ร้อนหรือ”
เมื่อเห็นว่าใบหน้าของกัวเสวี่ยแดงไปหมด ชิวอันก็มองนางด้วยความสงสัย
“ใช่ ร้อนนิดหน่อย ข้าไปเปิดหน้าต่างดีกว่า”
คำพูดของชิวอันทำให้ใบหน้าของกัวเสวี่ยยิ่งแดงขึ้นไปอีก นางรีบไปเปิดหน้าต่างเพื่อกลบเกลื่อน หลังจากสูดอากาศที่ริมหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่งก็กลับมาอยู่ข้างกายชิวอัน
“เรายังไม่แต่งงานกัน ท่านอย่าเรียกข้าว่าภรรยาเลย เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด ข้าชื่อกัวเสวี่ย”
“อืม!”
ชิวอันคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ก็ได้ เช่นนั้นต่อไปนี้เมื่อมีคนอื่นอยู่ ข้าจะเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ แต่เมื่ออยู่กันตามลำพังสองคน ข้าจะเรียกเจ้าว่าภรรยา”
“ท่าน...”
กัวเสวี่ยชี้ไปที่ชิวอัน โกรธจนพูดไม่ออก ไม่คิดว่าซื่อจื่ออ๋องเจิ้นเปียนผู้สูงศักดิ์จะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ แต่เมื่อคิดว่าตนเองยังมีเรื่องต้องขอร้องเขา สุดท้ายจึงพูดอย่างจนใจว่า
“แล้วแต่ท่านเถิด ท่านพอใจก็พอแล้ว”
“ท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใด หากไม่มีอะไรแล้วก็ออกไปก่อน ข้าจะพักผ่อน”
เมื่อถูกกัวเสวี่ยไล่ให้ออกไป ชิวอันจึงนึกถึงธุระสำคัญขึ้นมา เขานำขวดยาสามขวดออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะ เป็นขวดสีขาวสองขวด และขวดสีเหลืองหนึ่งขวด
“ภรรยา ในสองขวดนี้มียารวมปราณรวบรวมจิตอยู่ยี่สิบเม็ด สามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าได้ ทำให้เจ้ายกระดับพลังได้เร็วขึ้นเพื่อทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์”
ชิวอันชี้ไปที่ขวดยาสีขาวสองขวดบนโต๊ะ จากนั้นก็ชี้ไปที่ขวดยาสีเหลืองอีกขวดหนึ่ง
“ภรรยา ในนี้มียาทะลวงปรมาจารย์ชั้นเลิศอยู่หนึ่งเม็ด เมื่อเจ้าฝึกฝนจนถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุดแล้ว จะสามารถทำให้เจ้ามีโอกาสเจ็ดส่วนที่จะทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีวรยุทธ์ แถมยังรู้ด้วยว่าข้าอยู่ในระดับจอมยุทธ์”
กัวเสวี่ยมองไปที่ยาเม็ดบนโต๊ะแล้วมองไปที่ชิวอัน จ้องมองเขาด้วยความสงสัย
หากไม่ใช่เพราะรู้ว่าตระกูลของตนกับอ๋องเจิ้นเปียนไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อน ทั้งสองตระกูลอยู่ห่างกันเป็นพันลี้ มิฉะนั้นแล้วนางอาจจะคิดว่าชิวอันเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมของพ่อแม่นางไปแล้ว
“เอ่อ!”
ชิวอันถูกกัวเสวี่ยถามจนงงไปชั่วขณะ ตอนนี้เองที่เขานึกขึ้นมาว่าตนเองรู้ว่านางอยู่ในระดับจอมยุทธ์ก็เพราะระบบตนเองคงไม่สามารถบอกว่าระบบเป็นคนบอกหรอกใช่หรือไม่
เมื่อเห็นแววตาที่สงสัยของกัวเสวี่ย สมองของชิวอันก็ทำงานอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยิ้มออกมา
“ฮาๆ! ภรรยา เป็นหรงหมัวมัวที่บอกข้า”
“เจ้าอย่าดูถูกหรงหมัวมัวเชียวนะ หรงหมัวมัวเป็นถึงยอดฝีมือระดับราชันย์ยุทธ์ และนางบอกว่าเจ้าอยู่ในระดับจอมยุทธ์กับข้าเอง”
“อย่างนั้นหรือ แต่ข้าไม่เคยเปิดเผยระดับพลังของข้า แล้วนางรู้ได้อย่างไร”
กัวเสวี่ยยังคงมองชิวอันด้วยความสงสัย
“ฮาๆ! หรงหมัวมัวฝึกฝนมาหลายสิบปีแล้ว สายตาแหลมคม การที่นางมองระดับพลังของเจ้าออกก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ”
เมื่อชิวอันเห็นว่ากัวเสวี่ยยังคงมีสีหน้าสงสัยอยู่ ก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ภรรยา เจ้าอยู่ที่เรือนน้อยชิงเฟิงแห่งนี้ก็จงฝึกฝนให้ดี หากฝึกฝนจนเหนื่อยแล้วก็มาคุยกับข้าเพื่อผ่อนคลายได้”
“ข้ายังมีธุระอยู่ คงต้องไปก่อนแล้ว”
ชิวอันพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง เมื่อเดินไปถึงนอกห้องก็พลันนึกขึ้นมาว่ายังไม่ได้ให้คัมภีร์เก้าหยินกับนางเขาจึงนำคัมภีร์เก้าหยินออกมาจากอกเสื้อแล้วเดินไปอยู่ข้างกายกัวเสวี่ย
“ภรรยา นี่คือคัมภีร์ที่สืบทอดกันมาในตระกูลของจวนอ๋องเจิ้นเปียนของข้า เจ้าเอาไปฝึกฝนเถิด หากมีอะไรไม่เข้าใจก็มาหาข้า ถึงแม้ว่าข้าจะไม่มีระดับพลังแล้ว แต่การอธิบายคัมภีร์ให้เจ้าฟังยังพอทำได้”
“ยาเม็ดเหล่านี้อย่าลืมกินด้วยเล่า”
ชิวอันชี้ไปที่ยารวมปราณรวบรวมจิตและยาทะลวงปรมาจารย์ชั้นเลิศบนโต๊ะ
“อืม”
กัวเสวี่ยพยักหน้า
ทันทีที่กัวเสวี่ยพยักหน้า เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นข้างหูของชิวอัน
“ติ๊ง ท่านมอบยารวมปราณรวบรวมจิตยี่สิบเม็ดและยาทะลวงปรมาจารย์ชั้นเลิศหนึ่งเม็ดให้แก่กัวเสวี่ย ตามกฎของระบบจะคืนให้ร้อยเท่า ยารวมปราณรวบรวมจิตสองพันเม็ดและยาทะลวงปรมาจารย์ชั้นเลิศหนึ่งร้อยเม็ดถูกใส่ไว้ในแหวนมิติแล้ว โปรดตรวจสอบ”
เมื่อชิวอันได้ยินดังนั้นก็ตกใจไป แต่จากนั้นก็เปลี่ยนดีใจ เขาหยิบขวดยารวมปราณรวบรวมจิตออกมาจากแหวนมิติอีกหนึ่งขวดแล้ววางลงบนโต๊ะ
“ภรรยา ข้ายังมีขวดยารวมปราณรวบรวมจิตอีกสิบเม็ด น่าจะเพียงพอให้เจ้าใช้จนทะลวงสู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ได้”
“อืม”
กัวเสวี่ยพยักหน้า ในใจรู้สึกซาบซึ้งมา
ยารวมปราณรวบรวมจิตนางเคยซื้อมาใช้แล้วหลายครั้งแล้ว แต่เม็ดหนึ่งมีราคาหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เนื่องจากแพงเกินไป ภายหลังจึงไม่คิดจะใช้อีก ไม่คิดว่าชิวอันจะให้ถึงสามสิบเม็ดในคราวเดียว แถมยังมีเม็ดยาทะลวงปรมาจารย์ชั้นเลิศที่มีมูลค่าหมื่นตำลึงเงินอีกหนึ่งเม็ด
ชิวอันรออยู่หลายสิบอึดใจก็ยังไม่มีเสียงของระบบดังขึ้น ก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองคิดมากไปเอง ดูเหมือนว่ายาเม็ดนี้จะไม่สามารถทำซ้ำได้แล้ว จะต้องเป็นยาที่ตนเองใช้เงินซื้อมาเท่านั้นจึงจะได้รับการคืนเงินร้อยเท่า
“ภรรยา เจ้าจงฝึกฝนให้ดี”
ชิวอันพูดจบก็เดินออกไปนอกห้อง ขณะที่เดินออกไปก็ไม่ลืมที่จะปิดประตูให้ด้วย
โชคดีที่วรยุทธ์ที่ฝึกฝนในต่างโลกนี้ แม้ว่าขอบเขตจะแตกต่างจากขอบเขตของนักรบโบราณบนดาวสีน้ำเงิน แต่วิธีการฝึกฝนยังคงเหมือนเดิม มิฉะนั้นแล้วชิวอันก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายกับกัวเสวี่ยอย่างไร
กัวเสวี่ยมองไปที่คัมภีร์เก้าหยินในมือ แล้วมองไปที่ขวดยาสามขวดบนโต๊ะ ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา พลางพึมพำกับตัวเองว่า
“ดูเหมือนว่าการแต่งงานกับเขาก็ไม่เลวเหมือนกัน!”
กัวเสวี่ยนั่งลงที่โต๊ะแล้วเริ่มศึกษาวิชาในคัมภีร์เก้าหยินในมือ
---
ณ พระราชวังเทียนเฉียน
ตำหนักอู๋จี๋
“มีข่าวของเสวี่ยเอ๋อร์หรือไม่”
จักรพรรดิเทียนเฉียนมองหัวหน้าขันทีอู๋เอินที่อยู่เบื้องหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ฝ่าบาท โปรดอภัยด้วย ยังไม่มีข่าวของคุณหนูเสวี่ยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมของจักรพรรดิเทียนเฉียน อู๋เอินก็ตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้น
“ไร้ประโยชน์! ผ่านไปเดือนกว่าแล้วยังหาคนไม่เจอ”
“หากเสวี่ยเอ๋อร์เป็นอะไรไปแม้แต่ปลายผม สุนัขอย่างเจ้าก็จงไปตายเป็นเพื่อนนางเถิด”
“เราให้เวลาเจ้าอีกหนึ่งเดือน หากภายในหนึ่งเดือนยังหาเสวี่ยเอ๋อร์ไม่เจอ เจ้าก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท บ่าวจะเพิ่มกำลังคนเพื่อตามหาคุณหนูเสวี่ยพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋เอินโขกศีรษะรับคำ
จักรพรรดิเทียนเฉียนจ้องมองอู๋เอินอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
“ลุกขึ้นเถิด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยฝ่าบาท”
อู๋เอินลุกขึ้นขอบคุณ
“สืบสวนให้แน่ชัดแล้วหรือยังว่าข้อหาที่กัวฮ่าวเทียนเป็นกบฏต่อแผ่นดินนั้นเป็นมาอย่างไร”
“ฝ่าบาท หน่วยสืบสวนเสวียนอิ่งสืบสวนความจริงแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นซื่อจื่ออ๋องเวยอู่เจียงเฟิงที่บังเอิญตรวจพบว่าท่านกัวกำลังติดต่อกับคนของเป่ยหรงอย่างลับๆ และในขณะนั้น ท่านกัวก็กำลังมอบแผนที่ป้องกันชายแดนของด่านชุ่ยหยวนให้กับคนของเป่ยหรง และถูกเจียงเฟิงจับได้คาหนังคาเขาพอดีพ่ะย่ะค่ะ”
“คนของเป่ยหรงก็ให้การยอมรับแล้วว่า ท่านกัวรับเงินจากพวกเขาหนึ่งแสนตำลึงเงิน จึงขายความลับในการป้องกันชายแดนของด่านชุ่ยหยวนให้กับพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋เอินโค้งตัวรับคำ
“หึ! เจ้าคิดว่ากัวฮ่าวเทียนจะยอมทรยศต่อราชวงศ์เทียนเฉียนของเรา เพียงเพื่อเงินหนึ่งแสนตำลึงอย่างนั้นรึ”
จักรพรรดิเทียนเฉียนมองอู๋เอินอย่างเย็นชา
“ฝ่าบาท บ่าวคิดว่าคงจะไม่พ่ะย่ะค่ะ”
อู๋เอินลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงโค้งตัวรับคำ