- หน้าแรก
- หนึ่งนัดสยบใต้หล้า
- เล่มที่ 1: แดนเหนือทุ่งหิมะ ตอนที่ 1: เงาเดียวดายกลางทุ่งหิมะ
เล่มที่ 1: แดนเหนือทุ่งหิมะ ตอนที่ 1: เงาเดียวดายกลางทุ่งหิมะ
เล่มที่ 1: แดนเหนือทุ่งหิมะ ตอนที่ 1: เงาเดียวดายกลางทุ่งหิมะ
เล่มที่ 1: แดนเหนือทุ่งหิมะ ตอนที่ 1: เงาเดียวดายกลางทุ่งหิมะ
เกล็ดหิมะขาวโพลนดั่งขนนกห่านโปรยปรายทั่วท้องฟ้า ลมเหนือกรีดผ่านคมกริบราวกับใบมีด ท่ามกลางทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ปรากฏเงาร่างหนึ่งเดินอยู่อย่างเดียวดาย
เงานั้นคือเฉิงลี่…
เขาใช้เสื้อคลุมหนาเตอะห่อหุ้มร่างกายจนมิดชิด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงดวงตาสองข้างที่เผยออกมา เฉิงลี่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน ทีละก้าว ทีละก้าว ย่ำไปบนผืนหิมะ
ความเร็วไม่นับว่าเร็ว ใช่ว่าเขาจะรีบเร่งไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่ต้องการ
เฉกเช่นหมาป่าเดียวดายกลางทุ่งหิมะ ยามเบื้องหน้าไร้ซึ่งเหยื่อ เบื้องหลังไร้ซึ่งผู้ไล่ล่า หมาป่าก็ย่อมไม่ต้องการที่จะเดินเร็วเช่นกัน ไม่ว่าเมื่อใดหรือที่ใด จำต้องเหลือเรี่ยวแรงเอาไว้เสมอ นี่คือวิถีแห่งการเอาชีวิตรอดของสัตว์ป่า
*กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง*
เสียงกระดิ่งแว่วมาตามสายลมเหนือจากทางด้านหลัง พร้อมกันนั้นยังมีเสียงร้องของม้าแผ่วๆ ตามมาด้วย เฉิงลี่รู้ได้ทันทีว่านั่นคือเสียงของรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่ ทว่าฝีเท้าของเขากลับไม่หยุดชะงักลงแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังไม่หันกลับไปมองเสียด้วยซ้ำ
เพราะเฉิงลี่รู้ดีว่า ผู้โดยสารบนรถม้าคันนั้น สำหรับเขาแล้วเป็นเพียงคนแปลกหน้า
หรือควรจะบอกว่า โลกทั้งใบที่เขาเหยียบยืนอยู่ในขณะนี้ มันช่างแปลกประหลาดจนน่ากลัว สำหรับทุกสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เฉิงลี่จะคงความระแวดระวังขั้นสูงสุดไว้เสมอ ดุจเดียวกับหมาป่าเดียวดาย
เสียงกระดิ่งและเสียงม้าร้องใกล้เข้ามาทุกขณะ ในที่สุด ม้าสีแดงพุทราสูงใหญ่ตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในสายตาของเฉิงลี่ ตามมาด้วยตัวรถม้าที่กว้างขวางและหรูหรา
“รถม้าแบบนี้ ข้างในคงจะอบอุ่นน่าดู… ถ้าได้เข้าไปพักข้างในก็คงจะดีไม่น้อย”
ความคิดผุดขึ้นในใจ ดวงตาของเฉิงลี่ก็ไหววูบ เขารู้ดีว่าเพียงแค่เขาต้องการ รถม้าคันนี้ก็จะกลายเป็นของเขาทันที แต่เส้นศีลธรรมสุดท้ายในใจก็รั้งเขาไว้ ไม่ให้ลงมือ
ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกัน แม้จะพานพบโดยบังเอิญ แต่เดิมก็ไม่มีอะไรต้องพูดคุย หลังจากผ่านกันไปชั่วครู่ ก็ควรจะแยกจากกันทันที และไม่มีวันได้พบกันอีก
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม รถม้าไม่เพียงแต่ไม่เร่งความเร็วแซงเฉิงลี่ไป แต่กลับชะลอความเร็วลง รักษาระยะขนานไว้กับนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวในทุ่งหิมะผู้นี้
มือข้างหนึ่งเปิดหน้าต่างรถม้าออก แล้วเลิกม่านหน้าต่างที่ทำจากขนมิงค์ขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าของหญิงสาวโฉมสะคราญนางหนึ่งที่งดงามราวกับภาพวาด นางยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “น้องชาย ขึ้นรถเถอะ”
เฉิงลี่ไม่หันไปมองนาง และไม่ได้หยุดฝีเท้า ราวกับฟังภาษาของสตรีนางนี้ไม่เข้าใจ
ที่จริงแล้ว เฉิงลี่เข้าใจอย่างชัดเจน เขาแค่ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวก็เท่านั้น เพราะประสบการณ์ได้สอนเขาว่า สตรี มักจะเป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวง
สตรีนางนั้นเห็นเฉิงลี่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นึกว่าลมและหิมะแรงเกินไปจนกลบเสียงของนาง นางจึงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง
เฉิงลี่ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กลับเป็นสารถีที่ขับรถม้าซึ่งทนไม่ไหวเสียก่อน เขาหันกลับมาตะโกนเสียงดัง “ฮูหยิน คนผู้นี้คงจะเป็นคนโง่ อย่าไปสนใจเขาเลย พวกเรารีบเดินทางต่อจะดีกว่า”
สตรีนางนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถอนหายใจ แล้วปล่อยม่านหน้าต่างลง บดบังใบหน้าของตนเองอีกครั้ง สารถีจึงเงื้อแส้ขึ้น เตรียมจะเร่งความเร็วจากไป
“ฮี้วววววว!”
เสียงผิวปากแหลมดังขึ้นกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงกีบเท้าม้าที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้อง ควบตะบึงมาเป็นกลุ่มราวกับพายุหมุน ทุกคนบนหลังม้าสวมเสื้อคลุมสักหลาดบางและชุดผ้าสีดำทะมัดทะแมง ที่เอวต่างเหน็บดาบโค้ง ดูปราดเปรียวและดุดัน เห็นได้ชัดว่าเป็นกลุ่มโจรม้า!
เมื่อเห็นโจรม้ามาถึง สารถีก็ตื่นตระหนกทันที เขาร้องสั่งเร่งม้าไม่หยุด หวังจะฝ่าวงล้อมหนีไป แต่แส้ในมือเพิ่งจะเงื้อขึ้น ก็พลันมีเสียงแหวกอากาศดัง “ฟิ้ว!” ธนูเขี้ยวหมาป่าดอกหนึ่งทะยานแหวกอากาศมา ปักเข้าที่กลางอกของสารถีอย่างแม่นยำ!
สารถีร้องโหยหวน พลิกตัวร่วงลงจากรถลงสู่พื้นหิมะ โลหิตสดๆ ย้อมหิมะขาวโพลนจนกลายเป็นสีแดงฉานในพริบตา รถที่ไร้คนบังคับก็หยุดลงโดยธรรมชาติ กลุ่มโจรม้าโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง ควบม้ากระจายตัวออก ในชั่วพริบตาก็สร้างวงล้อมขึ้นมาล้อมทั้งรถม้าและเฉิงลี่เอาไว้
โจรม้าที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้าซึ่งเป็นหัวหน้า ควบม้าเข้ามาข้างหน้าพลางยิ้มเหี้ยมเกรียม ตะโกนว่า
“ฮูหยินเซี่ย เชิญออกมาได้แล้ว”
ม่านหน้าต่างถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวผู้นั้นมองออกไปนอกหน้าต่างแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ที่แท้ก็คือประมุขฉินแห่งสันเขาพยัคฆ์โหยนี่เอง ที่มั่นของท่านกับตระกูลเซี่ยของพวกเราน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าท่าทีของประมุขฉินในวันนี้หมายความว่าอย่างไร?”
โจรม้าหนวดเคราดกตะคอก “คนตรงไปตรงมาไม่พูดจาอ้อมค้อม ส่งของล้ำค่าที่ตระกูลเซี่ยของพวกเจ้าได้มาซะ แล้วข้าจะปล่อยให้เจ้าได้ตายสบายๆ มิเช่นนั้น... เฮอะๆ อย่าหาว่าพวกข้าพี่น้องไม่เกรงใจแล้วกัน”
ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือด นางกัดริมฝีปากล่างแน่นแล้วเอ่ยเสียงขรึม
“ของล้ำค่าอะไรกัน? ตระกูลเซี่ยของพวกเราไม่มีของล้ำค่าอะไรทั้งนั้น”
“หึ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา พวกเรา ลงมือ!”
โจรม้าเคราดกแค่นเสียงเย็นชาสองครั้ง พลางโบกมือสั่งการ โจรม้าอีกสิบกว่าคนก็ควบม้ากรูกันเข้ามา หมายจะลากหญิงสาวนางนั้นลงมาจากรถ แล้วค่อยค้นหาสมบัติอย่างละเอียด
โจรม้าคนหนึ่งที่มีไฝดำเม็ดใหญ่อยู่บนใบหน้า บังเอิญผ่านมาทางด้านเฉิงลี่ เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย “แชร้ง!” ชักดาบโค้งออกจากฝัก แล้วฟันลงมาที่ศีรษะทันที!
ในชั่วพริบตา เฉิงลี่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รีบร้อน ประกายคมดาบที่สว่างวาบราวกับผ้าไหมสีเงินก็กวาดผ่านหน้าเขาไป มันทำได้เพียงตัดหมวกคลุมของเสื้อคลุมเขาให้ขาดเท่านั้น ส่วนตัวเฉิงลี่เอง แม้แต่เส้นผมก็ไม่ถูกทำร้ายแม้แต่เส้นเดียว
ทันใดนั้น รอบด้านก็พลันเงียบสงัดลง โจรม้าทุกคนกลั้นหายใจพร้อมกัน จ้องมองเฉิงลี่ตาค้าง
เพราะหลังจากที่หมวกคลุมถูกฟันขาด สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าพวกเขาคือใบหน้าที่จนยากจะจินตนาการ
เรือนผมสีนิลถูกรวบเป็นหางม้าปล่อยไว้ด้านหลัง ตัดกับผิวพรรณที่ขาวละเอียดราวกับหยกชั้นเลิศ ดวงตาหงส์ คิ้วเรียวงาม จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากแดง ทุกสิ่งทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบและกลมกลืนยิ่ง กระทั่งทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ กลุ่มโจรม้าจึงได้สติกลับคืนมา โจรม้าเคราดกเป็นคนแรกที่พึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ที่... ที่แท้ก็เป็นตัวเมีย...”
มีคนแย้งขึ้นมาว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร? เห็นๆ อยู่ว่าเป็นบุรุษ”
อีกคนเสริมว่า “ถึงจะเป็นบุรุษ แต่ก็งดงามกว่าสตรีเสียอีก ให้ตายเถอะ ข้าเพิ่งรู้สึกว่าครึ่งชีวิตที่ผ่านมาของข้ามันช่างสูญเปล่าสิ้นดี”
โจรม้าไฝดำเลียริมฝีปาก ดวงตาทั้งสองข้างฉายแววละโมบ เขาตะโกนเสียงแหบ “บ้าเอ๊ย จะตัวผู้ตัวเมียก็ช่างมันเถอะ ข้าขอเสพสุขก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
พูดไม่ทันขาดคำ ก็ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวเฉิงลี่ขึ้นมาบนหลังม้า
เฉิงลี่กำหมัดแน่นอย่างลับๆ เล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บแปลบ ในชั่วขณะนั้น ในใจของเขาทั้งโกรธและทั้งจนปัญญา
“บัดซบ เป็นเพราะใบหน้านี้อีกแล้ว ไอ้พวกเฒ่าหัวงูรสนิยมวิปริต อย่าให้ข้ามีโอกาสกลับไปได้นะ ไม่อย่างนั้น ข้าจะสับพวกแกเป็นหมื่นๆ ชิ้นโยนให้หมามันกินให้หมด!”
ความคิดหมุนเวียน ร่างกายของเฉิงลี่ก็เกร็งขึ้นโดยสัญชาตญาณ พลังเริ่มรวมตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ แต่ก่อนหน้านั้น หญิงสาวบนรถม้าก็เอ่ยขึ้นมาก่อน
“หยุดมือ! ประมุขฉิน ยุทธภพก็มีกฎของยุทธภพ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ จะนับเป็นวีรบุรุษได้อย่างไร?”
การเคลื่อนไหวของโจรม้าหน้าไฝชะงักไป เขามองกลับไปที่หัวหน้าเคราดกอย่างจนใจ แต่หัวหน้าหนวดเครากลับไม่ใส่ใจ ถ่มน้ำลายลงบนพื้นหิมะอย่างแรง
“กฎยุทธภพอะไรกัน? ผายลมเถอะ! ในรัศมีสามร้อยลี้ของสันเขาพยัคฆ์โหยนี้ ข้าฉินอู่คือกฎ! จางเก้าลงมือได้เลย พอกลับถึงที่มั่นแล้ว พวกเราทุกคนจะได้ลิ้มลองของสดใหม่ด้วยกัน ฮ่าๆ!”
“ท่านประมุขฉลาดหลักแหลม!” โจรม้าหน้าไฝตื่นเต้นอย่างยิ่ง ก้มตัวลงอีกครั้งแล้วยื่นมือไปคว้าเฉิงลี่ สตรีนางนั้นตกใจจนหน้าถอดสี ร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว “คนแซ่ฉิน เจ้า...”
“ปัง!”
เสียงประหลาดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนดังระเบิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ตัดบทสนทนาของสตรีนางนั้นกลางคัน
เสียงยังไม่ทันจางหาย ก็เห็นโจรม้าหน้าไฝพลิกตัวตกจากหลังม้า หงายหลังนอนแผ่บนพื้น ที่หว่างคิ้วของเขาปรากฏรูเลือดขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างน่าสยดสยอง เลือดผสมกับมันสมองไหลทะลักออกมาจากรูนั้นไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าสิ้นใจแล้ว
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์เบิกตากว้างจนสุดขีด เช่นเดียวกับโจรม้าหน้าไฝที่ตายไปแล้ว แต่แม้จะเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่กลับไม่มีใครมองทันว่าโจรม้าหน้าไฝตายได้อย่างไร? เฉิงลี่ใช้วิธีอะไรสังหารเขา?
ประมุขฉินสะดุ้งเฮือกเขาได้สติเป็นคนแรก สบถด่าร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง
“มารดามันเถอะ กล้าฆ่าพี่น้องข้า! ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อยากตายนักใช่ไหม! พี่น้อง ฆ่ามัน!”
เสียงตะโกนยังไม่ทันขาดคำ ประมุขฉินก็เป็นคนแรกที่ควบม้าเงื้อดาบพุ่งเข้าใส่เฉิงลี่อย่างบ้าคลั่ง โจรม้าที่เหลือก็ไม่ยอมน้อยหน้า ต่างชักดาบออกมากรูกันเข้ามาจากทุกทิศทาง ดาบมากมายฟาดฟันลงมาพร้อมกัน หมายมั่นว่าจะสับเฉิงลี่ให้กลายเป็นเนื้อบด ณ ตรงนั้น!
“หาที่ตาย!”
แววตาของเฉิงลี่เย็นเยียบ ไม่มีความลังเลอีกต่อไป เขาลงมืออย่างเด็ดขาด เสื้อคลุมสะบัดเปิดออก “พรึ่บ!” เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน…
อาวุธสีดำขลับเป็นมันเงา ทั้งยาว ทั้งใหญ่ ทั้งหนัก และไม่เข้ากับรูปร่างที่บอบบางของเฉิงลี่เลยแม้แต่น้อย...
ปืนกลแกตลิงหกลำกล้อง!
“แตร่ แตร่ แตร่ แตร่ แตร่”
เสียงคำรามของมัจจุราชระเบิดกึกก้อง เปลวไฟร้อนระอุพวยพุ่ง สาดกระสุนแห่งความตายออกมาราวกับพายุฝนอย่างบ้าคลั่ง ทำลายเกราะ ฉีกกระชากกล้ามเนื้อ บดขยี้กระดูก บนพื้นหิมะ มันได้ก่อให้เกิดพายุเลือดที่แท้จริง! ทุกชีวิต ต่อหน้าอาวุธของมัจจุราชชิ้นนี้ ล้วนดูเปราะบางและเล็กจ้อย ไม่สามารถต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงด่าทอ ร้องขอชีวิต เสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงครวญคราง... เสียงนานาชนิดดังประสานกัน แต่สุดท้ายก็ถูกเสียงคำรามของมัจจุราชกลบจนสิ้น
ชั่วครู่ต่อมา ลำกล้องปืนที่หมุนด้วยความเร็วสูงก็ค่อยๆ หยุดลง เสียงกึกก้องที่แสบแก้วหูก็ค่อยๆ จางหายไปกับสายลมหนาวที่พัดหวีดหวิว สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ฮูหยินเซี่ยอ้าปากค้าง ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปยังซากศพที่แหลกเหลวเกลื่อนพื้น ในสมองขาวโพลนไปหมด ไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยว่าเมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
มีเพียงสิ่งเดียวที่ฮูหยินเซี่ยยังพอจะเข้าใจได้ นั่นก็คือ…
นับจากนี้ไป บนโลกนี้จะไม่มีสันเขาพยัคฆ์โหยอีกต่อไปแล้ว
— สิ้นสุดบทที่ 1 —
ปล.นิยายเรื่องใหม่ฝากด้วยนะขอรับทุกท่าน