- หน้าแรก
- โจวเฉาสองภพ : แค่ปลุกพลังยังไม่พอ ข้าขอเป็นจอมยุทธ์!
- บทที่ 8 หมู่บ้านหงเฟิงล่มสลายอีกครั้ง
บทที่ 8 หมู่บ้านหงเฟิงล่มสลายอีกครั้ง
บทที่ 8 หมู่บ้านหงเฟิงล่มสลายอีกครั้ง
บทที่ 8 หมู่บ้านหงเฟิงล่มสลายอีกครั้ง
ด้วยความทรงจำในการจำลองสถานการณ์ โจวเฉารู้จักแผนผังของหมู่บ้านนี้อย่างละเอียด
รูปร่างของเขารวดเร็วราวกับลูกศร พุ่งออกมาในก้าวเดียว หลบเลี่ยงกับดักหลังประตู จากนั้นทุบกลไกธนูหน้าไม้ ทำลายกองไฟด้วยเท้าเดียว จุดไฟเผาห้องครัวที่เต็มไปด้วยฟืนเพื่อสร้างความสับสน
จากนั้น เขาก็ไปยังลานโล่งของหมู่บ้าน กลุ่มโจรที่ดื่มจนเมามายกำลังง่วนอยู่กับการยืนขึ้นและหยิบมีด
"ฉึกๆๆ!"
โจวเฉาไม่ให้โอกาสพวกเขาได้ตอบสนองแม้แต่น้อย เขาเหวี่ยงมีดดาบไปมา เลือดสาดกระเซ็น
โจวเฉาที่บ่มเพาะ "เส้นเอ็นกระดูกและผิวหนัง" สำเร็จ และบ่มเพาะ "ปราณ" จนเต็มเปี่ยมแล้วนั้น แข็งแกร่งกว่าพวกโจรที่ยังฝึกแค่เส้นเอ็นหรือฝึกกระดูกเหล่านี้มากเกินไป ไม่รู้จะเปรียบเทียบอย่างไรได้เลย
หากพวกโจรเหล่านี้สามารถจัดระเบียบการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ คืนนี้โจวเฉาอาจจะลงมือไม่สำเร็จ
เพราะแม้ว่าเข้าจะจัดการคนไปมาก แต่ในหมู่บ้านก็ยังมีคนอยู่ประมาณร้อยคน
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มคนที่ไร้ระเบียบ
ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการดื่มเหล้า นอนหลับ หรือไม่ก็ยังไม่ทันได้เข้าใจสถานการณ์ พวกเขาก็ถูกโจวเฉ่าฆ่าไปมากกว่าครึ่งแล้ว
โจรส่วนใหญ่ไม่มีพลังปราณที่เพียงพอ เมื่อพวกเขาเข้าใกล้โจวเฉา ก็จะถูกโจวเฉาใช้พลังปราณที่แข็งแกร่งและดุดันผลักถอยออกไปโดยไม่สามารถต้านทานได้
เมื่อหนึ่งวันก่อน โจวเฉายังเป็นนักเรียนมัธยมปลายที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมยุคปัจจุบัน
แต่ตอนนี้ โจวเฉาเป็น "จอมยุทธ์รุ่นเก๋า" ที่มีประสบการณ์ชีวิตโจรอันรันทดมามากกว่ายี่สิบปีแล้ว
ความทรงจำที่น่าอัปยศในการจำลองสถานการณ์ทำให้เขารู้สึกสงบในใจอย่างยิ่งไม่ว่าจะฆ่าโจรไปมากแค่ไหนก็ตาม
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้า ถือมีด เหยียบย่ำบนศพของพวกโจร ก้าวไปบนแอ่งเลือดของพวกเขา เข้าใกล้ห้องของหยางเอ้อร์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อมีดดาบหักงอ เขาก็จะหยิบดาบของพวกโจรขึ้นมา แล้วฟันต่อไป
จริงๆ แล้วความทรงจำที่คัมภีร์หมื่นภพสืบทอดให้โจวเฉานั้นเหมือนกับภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์มากกว่า
มันทำให้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่จะไม่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อเขา
แต่มันไม่ใช่ภาพยนตร์ธรรมดา มันเป็นภาพยนตร์ที่ตัวเอกคือตัวเขาเอง แน่นอนว่าความรู้สึกร่วมนั้นแข็งแกร่งจนไม่อาจจินตนาการได้เลย
เมื่อเห็นหยางเอ้อร์เดินออกมาจากห้อง โจวเฉาก็รู้สึกว่าความโกรธพุ่งขึ้นสู่กระหม่อม
หยางเอ้อร์เห็นศพเต็มลานบ้าน และโจวเฉาที่นองไปด้วยเลือด เสื้อผ้าของชายแปลกหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของลูกน้องของตัวเอง เขาตกใจจนเสียสติ
"ท่านจอมยุทธพเนจร หมู่บ้านหงเฟิงของข้าไปทำอะไรให้ท่านขุ่นเคือง ท่านถึงต้องลงมืออย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้"
ถ้าจะว่ากันด้วยเรื่องความแค้นและความขุ่นเคือง ในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมากที่สุดก็คือ พวกสายโจรของหมู่บ้านหงเฟิงจับตัวเขามา เตรียมที่จะมอบเขาให้กับเจ้าของหมู่บ้าน เพื่อเป็นวัสดุในการบ่มเพาะ
พูดถึงแค่ข้อนี้ข้อเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้โจวเฉามาแก้แค้นแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับจากที่นี่ในขณะทำการจำลองสถานการณ์นั้นมีมากเกินไป
ถ้าไม่แก้แค้น ความคิดที่ต้องอดทนต่อความอัปยศอดสู เสียสละร่างกายเพื่อประคับประคองชีวิต หวังเพียงเพื่อที่จะได้รับการบ่มเพาะพลังที่สูงขึ้นล่ะ ถ้าไม่แก้แค้น ในการจำลองสถานการณ์ครั้งต่อไป มันจะไม่ค้างคาใจจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจมากเกินไปหน่อยเหรอ
ดังนั้นเพื่อเรียกร้องหาความคิดที่ชัดเจน และเพื่อตัดกรรม ถึงแม้ว่าจะไม่มีความแค้นใดๆ โจวเฉาก็จะทำเช่นนี้!
ในเมื่อหยางเอ้อร์ถามแล้ว ก็ให้เขาขึ้นสวรรค์ไปอย่างกระจ่างแจ้งก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องกลายเป็นผีร้ายมารบกวนในความฝันกันอีก
"กำจัดภัยให้ประชาชน!"
แน่นอน เหตุผลที่ใช้กันได้ทุกโอกาส
เก่าแก่แต่ใช้งานได้ดี
ถึงขั้นรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มกำลังใจให้ตัวเอง ทำให้เขารู้สึกแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกด้วย
หยางเอ้อร์ต่อสู้กลับอย่างสุดกำลัง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ
วิชาที่โจวเฉาใช้ล้วนเป็นวิชาที่พี่น้องในหมู่บ้านของเขารู้จักทั้งนั้น
เส้นทางพลังปราณที่โจวเฉาหมุนเวียนเองก็เหมือนกับ "เคล็ดวิชามังกรหยาง" ของเขาไม่มีผิด
"เจ้าเป็นใครกันแน่! เจ้าเป็นคนทรยศของหมู่บ้านหงเฟิงของข้าใช่ไหม!"
"แอมยัวร์แด๊ดไง!"
อย่างไรก็ตาม ด้วยขอบเขตการบ่มเพาะที่สูงกว่า พลังปราณของโจวเฉาจึงแข็งแกร่งและต่อเนื่องมากกว่าหยางเอ้อร์
ในด้านท่าทางศิลปะการต่อสู้ โจวเฉาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหยางเอ้อร์แม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าหยางเอ้อร์จะมีอายุมากกว่าสามสิบปี แต่โจวเฉาเมื่อนับรวมประสบการณ์ในการจำลองสถานการณ์แล้ว เขาก็ได้ฝึกศิลปะการต่อสู้มามากกว่ายี่สิบปี บางทีอาจจะฝึกมานานกว่าหยางเอ้อร์ด้วยซ้ำ
"อ๊าก!"
หลังจากสู้กันได้ไม่กี่กระบวนท่า หยางเอ้อร์ก็ถูกโจวเฉาฟันล้มลงกับพื้น ชักกระตุกไม่หยุด
โจวเฉารีบพุ่งเข้าไป กระซวกมีดของเขาเข้าไปอีกหลายครั้ง แทงร่างของหยางเอ้อร์จนเป็นรูพรุน
โจรที่เหลือในหมู่บ้านหงเฟิง ถูกแรงกดดันจากจิตสังหารของโจวเฉาทำให้หวาดกลัวไม่กล้าเข้ามา
พวกเขาวิ่งหนีอย่างอลหม่าน แต่เมื่อผ่านอุโมงค์ที่จะลงจากเขา พวกเขาก็ต้องเจอกับอุโมงค์ที่ถล่มลงมา
โจรที่รอดชีวิตอยู่ มองไปข้างหน้าก็เห็นอุโมงค์ถล่มมองไปข้างหลังก็เห็นโจวเฉาที่นองไปด้วยเลือด มีพลังสังหารเต็มตัว รู้สึกสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
"นี่มันเวรกรรมงั้นเหรอ พวกเราได้รับกรรมเร็วเกินไปแล้ว!"
"ช่างมันเถอะ! ตั้งแต่วันที่พวกเราเลือกเป็นโจรปล้นสะดมมาก็คิดกันไว้อยู่แล้วนี่ ว่าจะต้องมีวันนี้!"
"ใช่! สู้กับมัน!"
"สู้!"
การต่อสู้อันดิ้นรนในสถานการณ์ที่สิ้นหวังของคนกลุ่มสุดท้ายนั้นทำให้โจวเฉารู้สึกถึงแรงกดดันเล็กน้อย
แต่มันก็แค่ เล็กน้อยเท่านั้น
ครู่หนึ่งต่อมา ในหมู่บ้านหงเฟิงเหลือแค่โจวเฉาคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีลมหายใจอยู่
โจวเฉาทิ้งมีดดาบที่งอไปแล้ว หยิบมีดเล่มหนึ่งจากพื้นขึ้นมา แทงสันมีดที่ยังสว่างพอสมควรไว้ข้างหลัง
จากนั้นก็กวาดล้างทรัพย์สมบัติที่พวกโจรปล้นสะดมมาจนหมด จนกระทั่งบนร่างกายไม่สามารถบรรจุสิ่งใดได้อีกแล้วถึงหยุดค้นหา
สุดท้าย เขาถอดคบเพลิงที่แขวนอยู่รอบๆ หมู่บ้านออก แล้วโยนทิ้งไปทั่ว
เปลวไฟที่ลุกไหม้แล้วนั้นยิ่งดุร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ
การที่อุโมงค์ทางผ่านเข้าออกหมู่บ้านถล่มตอนที่โจรที่เหลือวิ่งหนีไปนั้น แน่นอนว่าโจวเฉาได้จัดการเอาไว้ก่อนที่จะเข้ามาแล้ว
อุโมงค์หลักและอุโมงค์สำรองล้วนถูกโจวเฉาทำให้ถล่มลงมา ตอนนี้เขาก็ไม่มีทางลงจากเขาแล้ว
แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาอะไร
สำหรับโจวเฉาที่บรรลุถึงขอบเขต "ปราณเส้นเอ็น" แล้ว เขาสามารถไถลตัวลงตามหน้าผาได้โดยตรง
สภาพร่างกายของเขาแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก การพลัดตกหรือการต่อสู้ทั่วไป ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่ต้องไม่ตกลงมาจากความสูงที่มากเกินไปก็เท่านั้น..
..ที่ตีนเขา โจวเฉามองดูหมู่บ้านที่อยู่บนยอดเขากลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ ส่องสว่างท้องฟ้ายามค่ำคืน
เมื่อคิดดังนั้น คัมภีร์หมื่นภพก็ปรากฏขึ้น
[กรรมของชาติที่แล้วยังไม่สิ้นสุด ชาติต่อไปต้องรออีกสิบวันเพื่อคลี่คลายกรรม]
"ลดเวลาได้จริงๆ ด้วย"
เมื่อจัดการหมู่บ้านหงเฟิงแล้ว เวลาที่คัมภีร์หมื่นภพต้องใช้ในการคลี่คลายกรรม ก็เปลี่ยนจากหนึ่งร้อยวันเป็นสิบวันในทันที!
โจวเฉายังไม่รู้ว่ากรรมที่เหลืออีกสิบวันนี้คืออะไร
แต่เวลาสิบวันก็ไม่ได้นาน รอหน่อยก็คงไม่เป็นไร
……
วันต่อมา
ท่ามกลางลำธารบนภูเขา โจวเฉาถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดออก อาบน้ำให้ตัวเอง
สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้แข็งแรงมาก แต่ก็ไม่ได้หยาบกระด้างเหมือนพวกโจร ดูแล้วสัดส่วนสมเหตุสมผลกว่าปกติเสียอีก
หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาด สวมดาบใหญ่ไว้ข้างหลัง โจวเฉาก็เดินไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุดตามความทรงจำที่สืบทอดมาจากการจำลองสถานการณ์
ในการจำลองสถานการณ์ เขาเป็นโจร เป็นกบฏ เข้าไปในเมืองไม่ได้ ทำได้แค่เป็นโจรหนีหัวซุกหัวซุน
แต่ในตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว
โจวเฉาอยากเข้าไปในเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้บ่มเพาะตัวจริงสักหน่อย
เขาต้องการตรวจสอบวิธีการฝึกฝนบ่มเพาะของตน ว่ามันเป็นเรื่องผิดพลาดของพวกโจรอย่างที่เช้าคิดหรือไม่
ระยะทางค่อนข้างไกล แต่โจวเฉาก็ไม่ได้รีบร้อน เดินเท้าผ่านป่าเขา ถือเป็นการชื่นชมทิวทัศน์ของทะเลสาบและภูเขาไปในตัว
ถึงแม้ว่าจะมีสัตว์ป่ามากมายในป่าเขา แต่ด้วยขอบเขตการบ่มเพาะในปัจจุบันของโจวเฉา เขาก็สามารถรับมือได้อย่างเต็มที่
หากสัตว์ป่ากล้ามาหาเรื่อง เขาจะกินเป็นอาหารเสียเลย
..สามวันต่อมา..
โจวเฉาเดินไปยังถนนบนภูเขาเส้นหนึ่ง
ถนนสายนี้ค่อนข้างราบเรียบ มีรอยล้อรถและรอยเท้าอยู่มากมาย น่าจะมีคนเดินทางผ่านที่นี่เยอะในวันธรรมดา
โจวเฉาเดินไปตามถนนสายนี้เพื่อให้เท้ารู้สึกสบายขึ้น
ไม่นานนัก เสียงม้าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
โจวเฉาหันหลังกลับไปมอง ด้านหลังฝุ่นตลบ ปรากฏร่างเงาผู้คน
ดูเหมือนจะเป็นกองคาราวาน มีทหารรับจ้างขี่ม้าคุ้มกันอยู่ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวา ตรงกลางเป็นรถม้าหลายคัน บางคันมีคนนั่งอยู่ บางคันบรรทุกสินค้า
ขบวนรถม้าวิ่งผ่านโจวเฉาไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นที่พัดขึ้นมาทำให้เขาไอออกมา
"ฉันควรจะแย่งม้ามาสักตัวไหมนะ จะได้เดินทางเร็วขึ้น"