- หน้าแรก
- 1985 เรื่องเล่าจากตงเป่ย
- บทที่ 50 น่ากลัวเกินไปแล้ว
บทที่ 50 น่ากลัวเกินไปแล้ว
บทที่ 50 น่ากลัวเกินไปแล้ว
พอคุยเรื่องงานเสร็จ สามคนก็กลับมาหัวเราะคิกคักพูดคุยเรื่องไร้สาระกันอีก
เฒ่าเพียวพูดว่า: “ตอนฟ้าเริ่มมืด พวกข้าสองคนไปหมู่บ้านเล็กมา!”
โจวตงเป่ยถาม: “ไปหาหวังมู่เซิงมาเหรอ?”
“ครับผม เจ้านี่ชอบไปเล่นไพ่เล็กๆ ที่บ้านจางหน้าปรุในหมู่บ้านพวกเขา พวกข้าสองคนก็เลยแอบเข้าไป รอตอนที่เขาออกมาขี้ ก็จับกดลงในส้วมแล้วอัดซะน่วมเลย!”
เอ้อร์หู่นั่งอยู่ข้างๆ หัวเราะจนตัวงอ
โจวตงเป่ยอดหัวเราะไม่ได้ วิธีการแก้แค้นแบบนี้ช่างเด็กน้อยเหลือเกิน สองคนนี้นะ ทำไมยังเหมือนตอนเด็กๆ อยู่เลย มีแค้นไม่ข้ามคืน!
“ตีเป็นยังไงบ้าง? เขารู้ไหมว่าเป็นแกสองคน?” เขาถาม
“ไม่รู้!” เฒ่าเพียวพูด: “พวกข้าสองคนปิดหน้าไว้! ตีจนไอ้เวรนั่นกลิ้งไปกับพื้น เปรอะเปื้อนไปด้วยขี้ทั้งตัว!”
โจวตงเป่ยก็หัวเราะฮ่าๆ “เขาโง่รึไง? เพิ่งจะไปแจ้งจับแกก็โดนตีเลย ด้วยส่วนสูงรูปร่างของแกสองคน หวังมู่เซิงจะเดาไม่ออกได้ยังไง?”
“โธ่เว้ย!” เอ้อร์หู่ขมวดคิ้วตั้งขึ้น “รู้ก็รู้ไปสิ! ตอนแรกข้าก็บอกแล้วว่าไม่ต้องปิดหน้า อัดมันไปเลย จะเป็นยังไง?”
เฒ่าเพียวพูดว่า: “อย่ามาทำเป็นเรื่องมาก เขาเดาก็ต้องมีหลักฐานสิ? อัดเขาสักยกแบบนี้ ทั้งสะใจและไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยไม่ดีเหรอ?”
“แกมันก็แค่พวกหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ใจกว้างเลย!” เอ้อร์หู่เบ้ปาก ใบหน้าดูถูก
“หา?” เฒ่าเพียวงงไปหน่อย “หลบๆ ซ่อนๆ หมายความว่าไง?”
“ก็คือทำการไม่เปิดเผย หลบๆ ซ่อนๆ ไง!” เอ้อร์หู่พูดเสียงดัง อย่างชอบธรรม
“โอ้พ่อจ๋า” เฒ่าเพียวแทบจะสลบบนเตียง “นั่นมันอ่านว่า ลับๆ ล่อๆ! ล่อ ไม่ใช่ ซ่อน! ล่อคือ...”
“ล่อบ้านแกสิ!” เอ้อร์หู่หน้าแดง ไม่ยอมให้เขาพูดต่อ พุ่งเข้าไปชกที่ท้องเขา
สองคนเริ่มกลิ้งไปมาเต็มเตียงอิฐ
โจวตงเป่ยมองแล้วก็หัวเราะเหอะๆ กระแอมในลำคอ “คืนนี้แสงจันทร์ไม่เลว ข้าจะร้องเพลงให้แกสองคนฟังเอาไหม!”
เฒ่าเพียวกับเอ้อร์หู่เหมือนถูกสะกดจุด นิ่งไม่ไหวติง
“พี่ครับ” สองมือของเอ้อร์หู่ยังคงบีบคอของเฒ่าเพียวอยู่ หันหน้ามาอย่างแข็งทื่อ “จะร้องจริงเหรอครับ?”
“แกสองคนลองฟังดูสิ ข้านึกเพลงดีๆ ออกอีกเพลงหนึ่งแล้ว ถ้าได้เรื่อง เฒ่าเพียวก็ช่วยข้าแต่งทำนอง...”
เฒ่าเพียวเห็นเขายังไม่ยอมแพ้ ก็เลียริมฝีปากอย่างประหม่า ผลักเอ้อร์หู่ออกไป แล้วก็ส่งสายตาให้
จากนั้นก็พูดอย่างยิ้มแต่ในใจไม่ยิ้ม: “งะ-งั้นก็ได้ แก็ร้องสิ!”
“นับแต่เจ้าจากไป ความอ่อนโยนก็พลันหาย เฝ้ารอคอยบนเส้นทางภูเขาหิมะอันยาวไกล...”*
โจวตงเป่ยหลับตาทั้งสองข้าง ร้องอย่างเข้าถึงอารมณ์ โดยไม่รู้ตัวก็ยังทำท่าทางประกอบไปด้วย
“ยังจำได้ว่าเจ้าเคยสัญญาไว้กับข้า ว่าจะไม่ทำให้ข้าต้องตามหาเจ้าไม่เจอ แต่เจ้ากลับติดตามปักษาที่บินกลับแดนใต้ไปไกลแสนไกล...”
ตอนนั้นเขาชอบเพลงนี้มาก ร้องไปร้องมาก็ซาบซึ้งใจตัวเองอีกครั้ง จมูกรู้สึกแสบขึ้นมาเป็นพักๆ แต่ยังไม่ทันจะร้องได้ครึ่งเพลงก็หยุดลง เพราะเขาได้ยินเสียงเปิดประตู
ลมหนาวข้างนอกพัดเข้ามา...
เขาลืมตาขึ้นมาทันที ในห้องไม่มีใครเลย
“ไอ้เวรสองคนนี้กลับมาให้ข้านะ!!”
เขาตะโกนลั่น
เฒ่าเพียวกับเอ้อร์หู่ล้มลุกคลุกคลานออกจากลานบ้าน ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เอ้อร์หู่พูดว่า: “น่ากลัวเกินไปแล้ว!”
เฒ่าเพียวใจยังสั่นไม่หาย “ต่อไปถ้าเขาร้องเพลงอีก พวกเราสองคนก็บีบคอเขาให้ตายเลย!”
“แน่นอน ไม่อย่างนั้นคนที่ตายก่อนต้องเป็นพวกเราสองคนแน่!”
โจวตงเป่ยเป็นห่วงหยางลี่เหนียน ด่าทอไปพลางกลับเข้าห้องฝั่งตะวันออกของบ้านหลัก เห็นโจววั่งกำลังสวมเสื้อคลุมอยู่
“เป็นอะไรไป?” เขาถาม
“เป็นอะไรไป? นี่มันจะนอนได้ยังไง? กรนดังเหมือนหวูดรถไฟเลย ข้าจะไปนอนห้องแก!” พูดจบ ก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
โจวตงเป่ยเกาศีรษะ จนปัญญาแล้ว ตัวเองนอนเป็นเพื่อนแล้วกัน!
แต่พอลงนอนถึงได้พบว่าไม่ผิดเลย เสียงกรนของสหายคนนี้เทียบได้กับหวูดรถไฟจริงๆ
เขาแอบคลานเข้าไป ยื่นมือไปกระทุ้งเขา...
เสียงกรนหายไป
แต่ไม่ถึงหนึ่งนาที ก็ดังขึ้นมาอีก
เข้าไปกระทุ้งแก้มเขาอีกที หยางลี่เหนียนพลิกตัว ครั้งนี้ไม่เลว ทนได้นานมาก
โจวตงเป่ยกำลังจะหลับอย่างงัวเงีย...
“ครอก—ครอก—!”
ให้ตายสิ!
เขาลุกขึ้นมาอีกครั้ง เอาง่ายๆ เลยดึงผ้าปูที่นอนมาอยู่ข้างๆ หยางลี่เหนียน ขอแค่เสียงกรนดังขึ้น ก็ยกเท้าขึ้นเตะก้นเขาทีหนึ่ง
ไม่รู้ว่าวุ่นวายไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดก็หลับไปอย่างงัวเงีย
เช้าวันรุ่งขึ้น
หยางลี่เหนียนปวดฉี่จนตื่น ลุกขึ้นมาอย่างงัวเงีย จากนั้นก็งงไป
นี่?
นี่มานอนบ้านคนอื่นเหรอ?
เขาลูบหัวตัวเอง จะดื่มแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว น่าอายชิบหายเลย
หันไปมองแวบหนึ่ง เห็นข้างๆ นอนอยู่คือไอ้หนุ่มเมื่อวาน ก็อดที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้ โชคดีที่ไม่ใช่เด็กสาวสวยคนนั้น ไม่อย่างนั้นร้อยปากก็อธิบายไม่ชัดเจนแล้ว
เขาย่องเบาสวมเสื้อผ้า แปลกจัง ก้นทำไมเจ็บขนาดนี้?
หรือว่า?
เหลือบมองไอ้หนุ่มข้างๆ แวบหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น...
โจวตงเป่ยตื่นแล้ว
“พี่เจ็ด ไม่นอนต่อแล้วเหรอครับ?”
“อื้ม!” หยางลี่เหนียนรับคำ พอได้ยินเขาเรียกอย่างสนิทสนม ก็รู้สึกเก้อๆ อยู่บ้าง
ลงจากเตียงสวมรองเท้า
ดูท่าแล้วคงจะเป็นตัวเองที่เมาแล้วพูดจาเหลวไหลไปเอง กอดคอให้เขาเรียกพี่...
เมาแล้วเสียกิริยาแถมยังเสียงานอีก ตัวเองทำไมถึงได้ไร้ยางอายขนาดนี้?
เอาเถอะ พี่ก็พี่ ยังไงตัวเองก็แก่กว่าไอ้หนุ่มนี่
โจวตงเป่ยลุกขึ้นนั่ง รีบสวมเสื้อผ้า “กินข้าวเช้าก่อนแล้วค่อยไปไหมครับ?”
หยางลี่เหนียนที่ไหนจะกล้ากินข้าวอีก สวมเสื้อคลุม หิ้วหมวกหนังหมาจะไปผลักประตู หันมาถามประโยคหนึ่ง: “แกชื่ออะไรแล้วนะ?”
โจวตงเป่ยกำลังสวมกางเกงนวมอยู่ พอได้ยินประโยคนี้แทบจะเส้นเลือดในสมองแตก ล้มคะมำลงบนเตียง
จบสิ้นแล้ว สามคำนับนั่นเสียเปล่าจริงๆ!
แต่ตอนนี้จะพูดขึ้นมาก็ดูจะไม่เหมาะสม ได้แต่ยิ้มๆ แล้วพูดว่า: “โจวตงเป่ยครับ!”
“ได้ น้องโจว ขอบใจนะ!” พูดจบก็เลิกม่านประตู เดินก้าวยาวๆ ออกไป
โจวตงเป่ยรีบลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมบนตู้หีบแล้ววิ่งตามออกไป พอออกจากประตูก็เห็นเขาปั่นสามล้อออกจากลานบ้านไปแล้ว
“พี่เจ็ดครับ วันหลังจะไปหาดื่มที่หน้าสถานีอีกนะครับ!” เขาตะโกนขึ้น
หยางลี่เหนียนโบกมือ “ได้!”
พูดจกรีบปั่นจักรยานไป น่าอายเกินไปแล้ว ทำงานแค่นี้เอง ทั้งกินทั้งอยู่...
จะว่าไปแล้วครอบครัวนี้ดีจริงๆ นะ แล้วก็น้องชายคนนี้ด้วย อัธยาศัยดีเกินไปแล้ว
ไม่สิ!
ไม่ใช่แล้ว!
“เอี๊ยด—”
เขาบีบเบรก สามล้อไถลไปบนพื้นหิมะเจ็ดแปดเมตรถึงจะหยุด
โอ๊ยให้ตายสิ ค่ารถห้าหยวนยังไม่ได้ให้ข้าเลย!
เพิ่งจะคิดจะเลี้ยวกลับไปเอา ก็หยุดฝีเท้าอีกครั้ง นี่ทั้งกินทั้งอยู่แล้ว ยังจะยื่นมือไปเอาเงินอีกเหรอ?
ถอดถุงมือผ้าฝ้ายออก เอามือสอดเข้าไปในหมวกหนังหมาเกาศีรษะล้าน
ช่างมันเถอะ!
นี่มันทำงานอะไรกันวะ...
ทนไม่ไหวแล้ว มองซ้ายมองขวาไม่มีคน ยืนอยู่ริมถนนรีบปลดกางเกงฉี่ ไอร้อนพวยพุ่ง
โจวตงเป่ยคลุมเสื้อคลุมเดินกลับไป อดที่จะหัวเราะเหอะๆ ไม่ได้
พอเข้าบ้านเห็นแม่ตื่นแล้ว
จ้าวอวี้ฟางถาม: “คนไปแล้วเหรอ?”
“ครับผม!”
“ต่อไปอย่าได้ซื่อสัตย์ขนาดนี้ ไม่รู้จักไม่คุ้นเคย ถ้าเกิดเป็นคนไม่ดีจะทำยังไง?” จ้าวอวี้ฟางบ่น
“รู้แล้วครับ!” โจวตงเป่ยอธิบายไม่ได้ ได้แต่ยิ้มร่ารับคำ
“ไปผ่าฟืนหน่อยสิ!”
“ได้เลยครับ!”
**************
*หมายเหตุจากผู้แปล: เนื้อเพลงท่อนนี้มาจากเพลง "蓝莲花" (Blue Lotus Flower) ของสวี่เวย ซึ่งเผยแพร่ในปี 2002