- หน้าแรก
- ข้ามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิต
- บทที่ 408 – หยวนเสินพันปี ทะลวงเข้าสู่เต๋า
บทที่ 408 – หยวนเสินพันปี ทะลวงเข้าสู่เต๋า
บทที่ 408 – หยวนเสินพันปี ทะลวงเข้าสู่เต๋า
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยทุกพระองค์ ล้วนใช้คำว่า "หยวน" เป็นนามรัชกาลจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน พระนามว่าฉี่หยวนตี้ พระจักรพรรดิองค์ก่อนมีนามว่าซีหยวนตี้
ไล่ย้อนขึ้นไปอีกก็ยังเป็นเช่นนี้
หากสืบหาต้นกำเนิดของนามรัชกาลเหล่านี้ ก็ย่อมต้องย้อนกลับไปถึงพันปีก่อน ในยุคสมัยที่โลกหล้าปั่นป่วน พายุฝนโหมกระหน่ำ ชายหนุ่มผู้หนึ่งนำพาเหล่าชาวต้าเซี่ยฝ่าเลือดเนื้อ สร้างทางแห่งมนุษยธรรม ให้ตัวอักษรเป็นหนึ่งเดียว ล้อรถใช้ขนาดเดียวกัน หน่วยวัดเป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมแผ่นดินให้เป็นเอกภาพ
จักรพรรดิเปิดยุคไคหยวน
ในยุคนั้น ต้าเซี่ยยังเป็นเพียงแผ่นดินเล็กๆ อันไร้ชื่อเสียงในใต้หล้า
รอบข้างเต็มไปด้วยรัฐน้อยใหญ่รายล้อม เผ่าอสูรเฝ้าจับตา ดินแดนใต้ยังมีกลุ่มชนป่าเถื่อนกระด้างกระเดื่อง
ภายใต้จุดเริ่มต้นที่เหมือนฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ชายหนุ่มผู้นั้นลุกขึ้นจากพื้นหญ้า ล่าฝันทั่วหล้า สุดท้ายขับไล่เผ่าอสูร กำราบแดนใต้ กวาดล้างรัฐน้อยนับไม่ถ้วน ยึดเอาสามขุนเขาเก้าสายเป็นกระดูกสันหลัง รวบรวมชี่แห่งมนุษยธรรม สถาปนาแผ่นดินเอกภาพแห่งแรกในผืนฟ้านี้ ตั้งชื่อจักรวรรดิว่า “เซี่ย” และชายหนุ่มผู้นั้น ยังสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่ห้า หยวนเสิน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในผืนฟ้านี้ ปราบดินฟ้าหกทิศ แผ่บารมีแปดแดน เป็นผู้ไร้ผู้ต้าน!
ได้รับการยกย่องว่า “จักรพรรดิไคหยวน”
นี่คือภาพจำของอวี๋เฉินที่มีต่อจักรพรรดิผู้ก่อตั้งต้าเซี่ยซึ่งถูกเล่าขานในตำนานมากมาย
พูดกันตามตรง ตอนแรกเขาคิดว่าคนผู้นี้เป็นแค่ “ตัวประกอบฉาก” ไม่มีความสำคัญอันใด ก็แค่คนโบราณเมื่อพันปีก่อน เก่งแค่ไหนจะทำอะไรได้? ใครจะคิดว่า... จากคำพูดของซ่งเซี่ยง คนผู้นี้กลับโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
จักรพรรดิผู้ก่อตั้งต้าเซี่ย ผู้ทะลวงถึงขอบเขตที่ห้า หยวนเสิน เป็นผู้วางรากฐานค่ายกลมหาคุ้มครองแผ่นดิน “สามขุนเขาเก้าสาย”
ไม่ตาย! ไม่เพียงไม่ตาย ยังกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม! อวี๋เฉินรู้สึกเหมือนมีเสียงอื้ออึงในสมอง
เขาจ้องมองซ่งเซี่ยง ภาพความทรงจำของอีกฝ่ายแล่นผ่านในสมองราวกับฉากภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว
เศษเสี้ยวที่ไม่เกี่ยวข้องค่อยๆ จางหาย จนสุดท้ายความทรงจำทั้งหมดมาหยุดอยู่ที่เมื่อคืน
หลังจากที่เจ้าเหนือหัวและขุนนางเคลียร์ใจกันล้มเหลว ฉี่หยวนตี้โน้มพระวรกายเข้ามา ดวงเนตรจ้องซ่งเซี่ยงเขม็ง แล้วกล่าวถึงตัวตนที่แท้จริงของพระองค์
ในขณะเดียวกัน ซ่งเซี่ยงก็เห็นเงาร่างหนึ่งซึ่งสูงสง่าดุจเทพเจ้าหล่อหลอมจากทองคำบริสุทธิ์ นั่นคือหยวนเสินของจักรพรรดิไคหยวน ผู้บรรลุขอบเขตที่ห้าของศาสตร์กลั่นชี่เพียงผู้เดียวในประวัติศาสตร์ รูปเคารพบรรพชนที่ชาวต้าเซี่ยกราบไหว้บูชา
จักรพรรดิไคหยวน
ถึงตอนนี้ ย่อมไม่มีที่ให้โต้แย้งอีกแล้ว ผู้ที่ครอบครองร่างของฉี่หยวนตี้ในเวลานี้ ก็คือจักรพรรดิไคหยวนนั่นเอง! แม้จะรับความจริงได้แล้ว แต่อวี๋เฉินก็ยังมีคำถามมากมายที่เข้าใจไม่ได้ “ข้อแรก ค่ายกลแผ่นดิน ‘สามขุนเขาเก้าสาย’ ไม่ใช่จักรพรรดิไคหยวนเป็นคนวางเองหรอกหรือ? กฎของสามมหาปราชญ์หนึ่งจักรพรรดิที่ควบคุมตราศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นกัน เจ้าขอให้เขาคืนตรา กลับทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมาได้อย่างไร?
ข้อสอง ข้าจำได้ว่า... ซากพระวรกายของจักรพรรดิไคหยวนถูกฝังไว้ที่สุสานตระกูลโจว ต่อมาถูกฉี่ไทเฮายึดครอง พระศพของจักรพรรดิแต่ละพระองค์ล้วนถูกหงหลงของนางกลืนกิน รวมถึงพระศพของจักรพรรดิไคหยวนด้วย ในเมื่อพระศพไม่มีแล้ว เขาจะคืนชีพ ยึดร่างของฉี่หยวนตี้ได้อย่างไร?”
เมื่อเจอคำถามเช่นนี้ ซ่งเซี่ยงส่ายหน้า “เรื่องแรก ข้าเองก็ไม่รู้ ส่วนเรื่องที่สอง... หยวนเสิน”
ซ่งเซี่ยงเอ่ยเพียงสองคำ
อวี๋เฉินก็เข้าใจในทันที!
หยวนเสิน!
ขอบเขตที่ห้าของศาสตร์กลั่นชี่ เมื่อร่างเทพฟักตัวสมบูรณ์ จะถือกำเนิดหยวนเสิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือโลก
แม้แต่หยวนเสินของเหล่าผู้กล้าแดนไกลที่เคยต่อสู้มาก่อน แม้จะแตกสลายแล้ว แต่เพียงกระตุ้นพลังเพียงเล็กน้อยก็สามารถฉีกเปิดม่านฟ้าได้
เห็นได้ชัดถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัว! และเมื่อจักรพรรดิไคหยวนเป็นผู้บรรลุขอบเขตที่ห้า ย่อมต้องมีหยวนเสินของตน ตราบใดที่หยวนเสินยังอยู่ ร่างกายก็เป็นเพียงภาชนะว่างเปล่า
“สรุปคือ ตอนนี้ในหัวของฉี่หยวนตี้ มิใช่มันสมองของจักรพรรดิไคหยวนหรอกหรือ... แต่เป็นหยวนเสินของเขา?” อวี๋เฉินขมวดคิ้ว
“ควรเป็นเช่นนั้น” ซ่งเซี่ยงพยักหน้า
แม้เวลานี้ยังไม่รู้ว่าเขาซ่อนหยวนเสินไว้ที่ใดจึงไม่เน่าเปื่อยตลอดพันปี และยังสามารถยึดร่างฉี่หยวนตี้ได้โดยไม่ให้ฉี่ไทเฮาหรือผู้ใดล่วงรู้ แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เวลานี้หยวนเสินของจักรพรรดิไคหยวนได้ควบคุมร่างของฉี่หยวนตี้แล้ว
“นี่แหละ คือเหตุผลที่ข้าตกต่ำมาถึงเพียงนี้”
ซ่งเซี่ยงทอดถอนใจยาว
“ตอนนั้นฉี่ไทเฮาใช้มนต์กู่ชิงจิตควบคุมพระองค์ ข้ารู้เรื่องนี้ จึงตั้งใจใช้มันเป็นไม้ตายเพื่อแลกกับตราศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่คาดเลยว่า เสินไถของพระองค์ที่ถูกมนต์กู่ชิงจิตยึดครองนั้น จริงๆ แล้ว...ไม่ใช่ของพระองค์มาตั้งแต่ต้นแล้ว”
มนต์กู่ชิงจิตต้องยึดครองเสินไถถึงจะควบคุมคนได้
แต่เสินไถไม่มีอยู่แล้ว
มนต์กู่ชิงจิตจึงไร้ผล
แสดงว่า นับตั้งแต่วันที่อ๋องเหรินเต๋อผนึกเสินไถของพระบิดาตนลงในโลงยืดอายุ จนถึงตอนนี้ เวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ร่างของฉี่หยวนตี้ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรพรรดิไคหยวน และเขายังแสร้งทำเป็นถูกมนต์กู่ชิงจิตควบคุม ปล่อยให้ฉี่ไทเฮากับซ่งเซี่ยงต่อสู้กันจนปางตาย พอได้รับการ “ช่วยเหลือ” จึงเผยภาพลักษณ์ของจักรพรรดิผู้เที่ยงธรรม
จากนั้นเมื่อเหล่าศัตรูจากแดนไกลบุกเข้ามา ตราศักดิ์สิทธิ์แห่งสามมหาปราชญ์หนึ่งจักรพรรดิรวมตัวอีกครั้ง เขาจึงอาศัยค่ายกลมหาคุ้มครองแผ่นดิน ครอบครองฟ้าดินไร้เทียมทาน แล้วค่อยเผยเขี้ยวเล็บอันดุร้าย!
ต้องยอมรับจริงๆ
คนผู้นี้... อดทนเกินไปแล้ว เสแสร้งเกินไปแล้ว
คิดถึงตอนที่พวกเขาสู้กับฉี่ไทเฮาและศัตรูแดนไกลอย่างสุดชีวิต จักรพรรดิไคหยวนกลับซ่อนตัวในหัวฉี่หยวนตี้ดูพวกเขาเฉยๆ
อวี๋เฉินรู้สึกหนาวเยือกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ
เพราะเขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นับตั้งแต่ศัตรูแดนไกลพ่ายแพ้ ร่างของฉี่หยวนตี้ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของจักรพรรดิไคหยวนมาโดยตลอด จดหมายทั้งหลายที่เขียนมา ว่าเคารพผู้พิพากษาอะไรนั่น... ล้วนเป็นคำโป้ปด!
จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา คือหลอกล่ออวี๋เฉินให้ปรากฏตัว แล้วรวบหัวรวบหางพร้อมกับซ่งเซี่ยงและหนานจวิน! หากตอนนั้นอวี๋เฉินไปรับคำเชิญจริงๆ สิ่งที่รอเขาอยู่ คงเป็นดาบหนึ่งเดียวของเทพแห่งชะตาแผ่นดิน!
“เกือบไปแล้ว...”
อวี๋เฉินพึมพำเบาๆ ด้วยความรู้สึกเสียวสันหลัง
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามเต็ม
เขาจึงสามารถยอมรับความจริงเหลือเชื่อนี้ได้อย่างเต็มที่
แล้วปัญหาก็ผุดขึ้นมา
เขารับคำสั่งเสียของซ่งเซี่ยง... ให้สังหารจักรพรรดิ แต่ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามควบคุมค่ายกลมหาสามขุนเขาเก้าสาย เพียงโบกมือก็สังหารผู้กลั่นชี่ขอบเขตที่ห้าได้ แล้วจะฆ่าได้อย่างไร?
คิดเท่าไหร่ก็มีวิธีเดียวเท่านั้น
ต้องรอเวลา
ในเมื่อตอนนี้สู้ไม่ได้ ก็แค่รอ ยังไงตอนนี้จักรพรรดิไคหยวนก็ยังไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน คงไม่กล้าลงมือกับคนทั้งเมืองหลวงในทันที
ก็ถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ
ค่ายกลมหาสามขุนเขาเก้าสายได้หลอมรวมสมบูรณ์แล้ว จะอ่อนลงก็ไม่ใช่ จะเข้มแข็งขึ้นก็ไม่เกิด
แต่อวี๋เฉินนั้นแตกต่างออกไป
เขามีคัมภีร์โปรดสรรพชีวิตเป็นไม้ตาย ตราบใดที่ทำตามคำสั่งเสียสำเร็จ เขาก็จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆ
ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องทะลวงเข้าสู่ขอบเขตที่ห้า หยวนเสิน ได้อย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นจักรพรรดิไคหยวน เขาก็จะสามารถกดอีกฝ่ายลงกับพื้นแล้วลากถูได้เช่นกัน
เมื่อคิดตกเช่นนี้ จิตใจของเขาก็คลายความกังวลลงมาก จากนั้นก็นำซ่งเซี่ยงไปส่งที่ยมโลกให้รออยู่ก่อน ส่วนตนเองก็กลับไปดำเนินเรื่องต่างๆ ตามปกติ กาลเวลาไหลผ่านรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าสิบวัน
ทางราชสำนักยังคงเหมือนเดิม
แม้เรื่องการตายของซ่งเซี่ยงจะก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุด ไม่ว่าจะจากในราชสภาหรือประชาชนทั่วไป แต่ต้าเซี่ย ก็ยังคงเป็นต้าเซี่ยของจักรพรรดิ
เมื่อคนตายไปแล้ว
ต่อให้เป็นการฆ่าผิด เจ้าจะให้จักรพรรดิชดใช้ด้วยชีวิตหรืออย่างไร?มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ลืมง่ายมาแต่ไหนแต่ไร
ผ่านไปอีกสิบกว่าวัน ในสถานการณ์ที่จนใจเช่นนี้ ความคับแค้นก็จางหายไปเกือบหมด
อวี๋เฉินเคยถามซ่งเซี่ยงเหมือนกัน ว่าเขาเคยรู้สึกเสียใจหรือไม่ ในวันที่จักรพรรดิไคหยวนพยายามดึงเขาเข้าร่วม เขากลับปฏิเสธ
อีกฝ่ายเพียงตอบเขาคำเดียว
สิ่งใดควรกระทำ ก็ต้องทำ สิ่งใดไม่ควรกระทำ ก็อย่ากระทำ
จากนั้นก็ไปร่ำลายมโลกกับสหายเก่าอย่างชายชราเหวินเซิ่ง หมากกระดานบนโต๊ะยมบาลยังคงดำเนินต่อไป
เมื่อต่างฝ่ายไร้จุดยืนขัดแย้งอย่างในอดีต ความตึงเครียดตอนเจอกันที่หอชินโหลวก็พลันหายไป กลับกลายเป็นความสงบสุขอย่างคาดไม่ถึง
ช่วงเวลานี้ อวี๋เฉินรู้สึกถึงแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาหมั่นฝึกฝนดูดกลืนชี่ไม่หยุด
จนตอนนี้ก้าวถึงจุดสูงสุดของขอบเขตเสินไถ ควบคุมได้สามเส้นทางแห่งเต๋า และเริ่มฝึกคัมภีร์เวียนวัฏ ม้วนเข้าสู่เต๋า ม้วนที่สี่แล้ว
กระบี่เทียนตุ้น กระบี่ต้วนเซิง เส้นทางไฟแห่งโทสะ
เป้าหมายของเขาชัดเจน ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเข้าสู่เต๋า
แต่เพื่อความปลอดภัย เขาไม่เลือกทะลวงที่เนินปู๋กุย หากแต่กลับลงไปยังยมโลก
คืนนั้น ท้องฟ้ามืดหม่น แม่น้ำหวงเฉวียนไหลเชี่ยว หมอกวิญญาณหนาทึบ กลิ่นความตายปกคลุม
อวี๋เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนผืนทรายริมฝั่งหวงเฉวียน
เพ่งจิตเข้าสู่เสินไถภายใน ภายในเสินไถนั้น เต็มไปด้วยความว่างเปล่า เคว้งคว้างไร้สิ่งใด
ภาพลวงของมหาจักรพรรดิเฟิงตูสูงตระหง่านอยู่เหนือมหานครแห่งภูตผี นั่งขัดสมาธิอยู่บนกงล้อแห่งวัฏสงสาร แบกประตูวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ไว้บนหลัง รายล้อมด้วยแม่น้ำหวงเฉวียนที่เชี่ยวกราก สะท้านสวรรค์สะเทือนปฐพี
อวี๋เฉินหยิบคัมภีร์เวียนวัฏ: ม้วนเข้าสู่เต๋าขึ้นมาเปิด ตำราบรรพกาลเก่าแก่ฉบับนั้น พลันกลายเป็นแสงสีเทาเส้นหนึ่ง พุ่งเข้าสู่ร่างของเขา ไหลย้อนผ่านเส้นชีพจรทุกส่วน พุ่งเข้าสู่ทิวทัศน์ภายในเสินไถโดยตรง!
ชั่วขณะนั้น ราวกับฟ้าดินเริ่มต้นใหม่!
เสียงฟ้าผ่าดังลั่นไร้แสง แล่นสะท้านไปทั่วเสินไถ! เพียงพลันนั้น ความว่างเปล่าอันไร้สิ้นสุดในเสินไถ ก็ถูกพลังลี้ลับฉีกออกเป็นโพรงขนาดใหญ่!
ในดินแดนภายในที่กว้างไกลไร้ขอบเขต พลังแห่งฟ้าดินไหลทะลักเข้ามา ดั่งแม่น้ำสวรรค์ที่พลิกทะลักลงมา!
รวมตัวกันเป็นมหาสมุทร คละคลั่งปั่นป่วน!
ทะเลชี่ต้นกำเนิด!
หนึ่งในเครื่องหมายของขอบเขตเข้าสู่เต๋า
เมื่อถึงจุดนี้ ชี่ต้นกำเนิดจะรวมตัวเป็นทะเล ไหลเวียนไม่หยุด มิรู้จบ ไม่ต้องกังวลว่าพลังจะหมดลงยามต่อสู้เคี่ยวกรำอีกต่อไป!
แต่แค่นี้...ยังไม่จบ! เข้าสู่เต๋า คือการยึดมั่นใน “เต๋า”! ในทะเลกว้างไร้ที่สิ้นสุดนั้น เสียงกระบี่ใสกระจ่างสองสายพลันดังกระหึ่ม! แหวกอากาศดั่งสายฟ้า สองกระบี่ล่องลอยออกจากทะเลพลังชี่ พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า!
กระบี่แรก ส่องประกายใสราวแก้วผลึก สวยงามพิสุทธิ์ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีเงา แต่แฝงไว้ด้วยพลังพิสดาร เหมือนสามารถฟันสิ่งใดก็ขาดได้หมดสิ้น!
กระบี่แห่งเจตเทียนตุ้น!
กระบี่ที่สอง หากจะเรียกว่ากระบี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับแสงโลหิตสายหนึ่ง สีแดงสดฉ่ำ ไหลวนอยู่รอบฟากฟ้า ใครมองไปล้วนเห็นภาพซากศพกองพะเนิน ทะเลเลือดมหาศาล!
กระบี่แห่งเจตสังหาร! (ต้วนเซิง)
ขณะนี้ ทั้งสองกระบี่มิได้เป็นเพียงภาพลวงอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นรูปธรรมจริงแล้ว!
พลังของมัน... เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!
และสิ่งที่ควรกล่าวถึงอีกอย่างคือ บัดนี้ เจตจำนงสังหารไม่สามารถรบกวนจิตใจของอวี๋เฉินได้อีกแม้แต่นิด!
เขาสามารถปลดปล่อยมันออกมาได้ในทุกสถานการณ์ แม้กระทั่งในขณะที่กำลังนั่งปลดทุกข์ โดยไม่ทำให้เนื้ออันเหลืองขาวขาดกลาง!
แม้มันจะฟังดูน่าขยะแขยง แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ท้ายที่สุด กลางมหาสมุทรเวิ้งว้าง พลันมีเปลวเพลิงสีแดงเข้มพลุ่งขึ้น แผ่ทะยานสู่ฟ้า แล้วหลอมรวมกลายเป็นดอกบัวไฟแดงโปร่งแสงดอกหนึ่ง!
เส้นทางแห่งไฟแห่งโทสะ!
สามเส้นทางแห่งเต๋า ก่อตัวเป็นรูปธรรม! ริมแม่น้ำหวงเฉวียน อวี๋เฉินลืมตาขึ้น!
ในวินาทีนั้น แววตาของเขาพุ่งกระบี่ขึ้นฟ้า เปลวเพลิงเจิดจ้า!
ขอบเขตเข้าสู่เต๋า ทะลวงสำเร็จ!
(จบบท)