- หน้าแรก
- โลกนี้...ไม่ใช่แค่เกมส์
- ตอนที่ 491: ผู้เล่นที่มีพลังต่อสู้ระดับแก่นทองคำ
ตอนที่ 491: ผู้เล่นที่มีพลังต่อสู้ระดับแก่นทองคำ
ตอนที่ 491: ผู้เล่นที่มีพลังต่อสู้ระดับแก่นทองคำ
สำหรับ ‘อินทรีโลหิตปีกแดง’ ที่ยอมจำนนต่อแคว้นเซวียนหมิงและมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับทารกแรกกำเนิดแล้ว เซียวจือให้ความสนใจมันเป็นพิเศษ
ก่อนหน้านี้ เขาก็พยายามสอดส่องสายตา มองหาร่องรอยของมันในสนามรบมาตลอด
ทว่า... พื้นที่ของเมืองมณฑลเป่ยหลานนั้นกว้างใหญ่เกินไป สนามรบก็อลหม่านวุ่นวายสุดๆ แม้ตำแหน่งที่เซียวจือยืนอยู่ตอนนี้จะทำให้มองเห็นภาพรวมได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งสมรภูมิ
จนกระทั่งบัดนี้เอง ที่ในที่สุดเขาก็จับร่องรอยของอินทรีโลหิตปีกแดงตัวนั้นได้
หยางซวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “เซียวจือ เจ้าว่ามันอาจจะกำลังมองหาจุดอ่อนของค่ายกลอยู่รึเปล่า? ข้าเคยได้ยินหยางซีพูดว่าค่ายกลป้องกันเมืองทุกแห่งล้วนมีจุดอ่อน เพียงแต่ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่มักไม่ได้ศึกษาเรื่องค่ายกลลึกซึ้งนัก เลยยากที่จะหาจุดอ่อนพวกนั้นเจอ”
เซียวจือพยักหน้าพลางขบคิด “เรื่องนี้ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน ค่ายกลป้องกันเมืองทุกแห่งย่อมมีจุดอ่อนอยู่แล้ว ผู้ฝึกตนที่เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งค่ายกลสามารถค้นหาจุดอ่อนพวกนั้นได้ และเมื่อหาเจอแล้ว การโจมตีจุดอ่อนนั้น จากที่เคยต้องใช้พลังสิบส่วนเพื่อทำลาย อาจจะเหลือแค่ไม่ถึงห้าส่วนก็ทำลายได้แล้ว... เพียงแต่ผู้ที่ทำแบบนั้นได้มีน้อยคนเต็มที”
ศาสตร์แห่งค่ายกลนั้นลึกลับซับซ้อนสุดหยั่งถึง ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ล้วนมุ่งมั่นกับการยกระดับพลังของตนเอง ผู้ที่ศึกษาด้านค่ายกลจึงมีเพียงส่วนน้อย และผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งก็ยิ่งหายากราวกับขนหงส์ปีกกิเลน ในโลกใบนี้ จำนวนของปรมาจารย์ด้านค่ายกลนั้น อาจจะน้อยกว่าจำนวนของผู้ฝึกตนระดับทารกแรกกำเนิดเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเป็นเมืองใหญ่ ค่ายกลป้องกันเมืองก็จะยิ่งแข็งแกร่ง โครงสร้างก็จะยิ่งซับซ้อน การจะหาจุดอ่อนของมันก็ยิ่งยากเข็นขึ้นไปอีก
เซียวจือกล่าวเสริม “อินทรีโลหิตปีกแดงตัวนี้ทรงพลังก็จริง แต่มันก็ยังเป็นแค่อสูร ข้าไม่คิดว่ามันจะแตกฉานศาสตร์แห่งค่ายกลได้ถึงเพียงนั้น ถ้ามันกำลังมองหาจุดอ่อนของค่ายกลอยู่จริงๆ ข้าว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า... ที่จะมีปรมาจารย์ด้านค่ายกลของแคว้นเซวียนหมิงคนหนึ่ง หรืออาจจะหลายคน ซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของมัน อาศัยมันเป็นเกราะกำบัง แล้วค้นหาจุดอ่อนของค่ายกลป้องกันเมืองอยู่”
ตำแหน่งกลางหุบเขาที่เซียวจืออยู่ ห่างจากเมืองมณฑลเป่ยหลานเป็นระยะทางกว่าร้อยลี้
ในระยะห่างขนาดนี้ ต่อให้เซียวจือจะใช้ ‘เนตรสวรรค์’ ขั้นรู้แจ้งแล้วก็ตาม เรื่องราวบางอย่าง รายละเอียดปลีกย่อยบางประการ เขาก็ยังไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้น ในใจของเซียวจือก็เกิดความรู้สึกอยากจะใช้แต้มสงครามแคว้นหนึ่งแสนแต้ม เพื่ออัปเกรดอิทธิฤทธิ์ ‘เนตรสวรรค์’ จากขั้นรู้แจ้งให้เป็นขั้นสมบูรณ์แบบขึ้นมา
เพียงแค่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา เขาก็รีบสะบัดมันทิ้งไป
‘เนตรสวรรค์’ เป็นเพียงอิทธิฤทธิ์พื้นฐาน ศักยภาพของมันมีจำกัดอย่างยิ่ง
การทุ่มแต้มสงครามแคว้นถึงหนึ่งแสนแต้มไปกับอิทธิฤทธิ์พื้นฐาน ในสายตาของเซียวจือตอนนี้ มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
หลังจากเฝ้าดูการต่อสู้อีกพักใหญ่ เซียวจือก็เอ่ยปากอธิบายให้หยางซวี่ฟังต่อ “ในเมืองมณฑลเป่ยหลาน มีผู้ฝึกตนระดับเต๋าบางส่วนร่อนลงไปด้านล่าง น่าจะเพราะพลังปราณแท้ในร่างกายหมดเกลี้ยงจากการต่อสู้ เลยลงไปเติมพลัง ส่วนนอกเมืองก็เหมือนกัน พอผู้ฝึกตนระดับเต๋าคนไหนพลังปราณแท้หมด ก็จะถอยทัพออกไปห่างจากกำแพงเมืองราวพันจั้ง แล้วใช้ศิลาปราณหรือโอสถเพื่อฟื้นฟูพลัง”
ผู้ฝึกตนระดับเต๋าสามารถใช้ศิลาปราณเพื่อเติมพลังปราณแท้ได้ ซึ่งความเร็วในการฟื้นฟูก็ไม่นับว่าช้า
ไม่เหมือนกับนักสู้กำเนิดฟ้า ที่ต้องพึ่งพาโอสถรวบรวมปราณในการฟื้นฟูพลังปราณ ซึ่งความเร็วในการฟื้นฟูนั้นช้ากว่ามาก
ส่วนนักสู้หลังกำเนิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีช่องทางไหนให้เติมพลังได้เลย หากพลังในกายหมดสิ้น ก็ต้องเสียเวลารอให้มันฟื้นฟูตัวเองทีละนิดๆ เท่านั้น
แน่นอนว่า ในการต่อสู้ระดับนี้ ผู้ที่จะเข้าร่วมได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมฐานรากที่เหินฟ้าได้
ไม่ว่าจะเป็นนักสู้หลังกำเนิดหรือนักสู้กำเนิดฟ้า ล้วนไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมรบ ทำได้เพียงแหงนคอมองตาปริบๆ อยู่เบื้องล่าง
หยางซวี่ฟังคำอธิบายของเซียวจือแล้วก็อดกำหมัดแน่นไม่ได้ “โอกาสทองชัดๆ! ถ้าพวกเราแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักหน่อยนะ คงจะบุกเข้าไปฆ่าพวกผู้ฝึกตนแคว้นเซวียนหมิงที่พลังหมดเกลี้ยงนั่นได้ทั้งหมด... กวาดล้างให้สิ้นซากไปเลย!”
เซียวจือได้ยินดังนั้น ในใจก็รู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้ง
เขาก็อยากทำแบบนั้นใจจะขาด แต่ติดที่พลังของตัวเองมันไม่เอื้ออำนวยนี่สิ
ขณะที่เซียวจือเฝ้ามองการรบอยู่บนไหล่เขา นอกจากจะจับตาดูยอดฝีมือระดับทารกแรกกำเนิดของแคว้นเซวียนหมิงและอินทรีโลหิตปีกแดงระดับอสูรบรรพชนแล้ว เขายังให้ความสนใจผู้เล่นระดับหลอมฐานรากขั้นสูงสุดทั้งสามคนของแคว้นเซวียนหมิงอีกด้วย
ในบรรดาผู้เล่นทั้งสามคนนั้น ผู้เล่นหญิงได้หายเข้าไปในมุมอับสายตาของเขาไปแล้ว ทำให้มองไม่เห็นร่องรอยของเธออีก
ส่วนผู้เล่นชายอีกสองคน...
ชายในชุดนักพรตกำลังควบคุมมังกรขาวที่เขาสร้างขึ้น โจมตีค่ายกลป้องกันเมืองของเป่ยหลานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนชายในชุดนักสู้ ได้กลายร่างเป็นยักษ์ทรายสูงกว่าสามจั้ง รอบกายมีพายุทรายหมุนวนอยู่ตลอดเวลา
ยักษ์ทรายตนนั้นกวัดแกว่งง้าวยักษ์ที่ดูคล้ายกับง้าวมังกรเขียวจันทร์เสี้ยวของกวนอู ฟาดฟันเข้าใส่ปราการแสงสีทองอร่ามเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ทุกครั้งที่ฟาดง้าวออกไป จะเกิดเงาง้าวขนาดมหึมาปรากฏขึ้น และทำให้ปราการแสงสีทองเกิดระลอกคลื่นสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
อย่าได้ดูแคลนว่าระลอกคลื่นที่ยักษ์ทรายสร้างขึ้นบนปราการแสงนั้นดูไม่รุนแรงนัก เพราะทันทีที่เซียวจือเห็นภาพนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที
เพราะจากที่เขาสังเกต แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำบางคนของแคว้นเซวียนหมิง ก็สร้างความเสียหายให้แก่ค่ายกลป้องกันเมืองได้เพียงเท่านี้
นั่นหมายความว่า... พลังโจมตีของผู้เล่นแคว้นเซวียนหมิงที่แปลงร่างเป็นยักษ์ทรายคนนี้... ได้ก้าวสู่ระดับแก่นทองคำแล้ว!
‘นี่คือผู้เล่นที่เหมือนกับข้า... อยู่ในระดับหลอมฐานรากขั้นสูงสุด แต่กลับมีพลังต่อสู้เทียบเท่าระดับแก่นทองคำงั้นรึ?’ เซียวจือพึมพำในใจ
ฝีมือของคนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ในทางกลับกัน ผู้เล่นในชุดนักพรตที่ควบคุมมังกรขาวต่อสู้อยู่นั้น พลังที่มังกรขาวของเขาแสดงออกมากลับดูธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ
เดี๋ยวนะ... ไม่สิ ก่อนหน้านี้เขาเห็นกับตาตัวเองว่า ตอนที่ผู้เล่นระดับหลอมฐานรากขั้นสูงสุดทั้งสามคนของแคว้นเซวียนหมิงบินไปยังเมืองมณฑลเป่ยหลาน ผู้เล่นในชุดนักพรตคนนั้นบินนำอยู่ข้างหน้าสุด
และโดยทั่วไปแล้ว... ผู้ที่บินนำหน้าสุด ก็มักจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในทีม
‘หรือว่า... ผู้เล่นชุดนักพรตคนนั้นจงใจซ่อนฝีมืออยู่? พลังที่แท้จริงของเขามีมากกว่านี้?’ เซียวจือคิดในใจอย่างเงียบงัน
เป็นไปได้สูงมากที่ผู้เล่นชุดนักพรตคนนั้นจะเป็นผู้เล่นที่มีพลังต่อสู้ระดับแก่นทองคำเช่นกัน และยิ่งไปกว่านั้น พลังของเขาน่าจะเหนือกว่าผู้เล่นที่แปลงร่างเป็นยักษ์ทรายคนนั้นด้วยซ้ำ
รวมถึงผู้เล่นหญิงของแคว้นเซวียนหมิงคนนั้นด้วย เธอก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะเป็นผู้เล่นที่มีพลังต่อสู้ระดับแก่นทองคำ!
ถ้าเช่นนั้น... ผู้เล่นเหล่านี้เป็นใครกันแน่?
ทำไมพวกเขาถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้?
และที่สำคัญ ก่อนหน้านี้... เซียวจือไม่เคยรู้ถึงการมีตัวตนของพวกเขามาก่อนเลย