เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 เส้นทางหนี

บทที่ 27 เส้นทางหนี

บทที่ 27 เส้นทางหนี


หลิวซิงมั่นใจขึ้นมาแล้วว่ากำแพงของปราสาทแห่งนี้ถูกปิดทับด้วยวอลเปเปอร์แน่นอน แถมสัญลักษณ์เอลเดอร์ไซน์ทั้งหมดก็เป็นเพียงลวดลายบนกระดาษเท่านั้น!

ตอนแรกเขางุนงง แต่ไม่นานก็เข้าใจว่าเหตุการณ์แบบนี้มันสมเหตุสมผลอยู่แล้ว

เพราะหากจะให้ เอลเดอร์ไซน์ มีฤทธิ์จริง ๆ มันต้องถูกเขียนโดยผู้มีความรู้ในตำนานคธูลู โดยใช้เวทมนตร์และสติของตนไปผนวกลงในสัญลักษณ์นั้น ถึงจะเกิดผลป้องกันต่อเทพอสูรหรือสิ่งลี้ลับอื่น ๆ ได้

สำหรับคนธรรมดาอย่างหลิวซิง ถึงจะรู้ว่ารูปร่างของเอลเดอร์ไซน์หน้าตาเป็นยังไง และลอกเลียนได้ง่ายมาก ง่ายกว่าสัญลักษณ์ของลัทธิเต๋าเสียอีก แต่หากไม่มีความรู้เรื่องตำนานคธูลูจริง ๆ การวาดเอลเดอร์ไซน์ของเขาก็เป็นเพียงการเขียนเล่นที่ไร้ประโยชน์

ยิ่งกว่านั้น แม้แต่ผู้เชียวชาญรู้จริง แต่การจะวาดเอลเดอร์ไซน์ในปริมาณมากขนาดนี้ ก็แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะสติของผู้วาดจะลดลงทุกครั้งที่วาดลงไป เมื่อมนุษย์มีขีดจำกัดทางสติ มีหวังวาดได้ไม่กี่สิบรูปก็คงจะคลุ้มคลั่งหรือสติแตกไปแล้ว

ถ้ากำแพงทั้งผืนนี้เป็นเอลเดอร์ไซน์ของแท้ หลิวซิงคงต้องเรียกมันว่า “กำแพงแห่งความบ้าคลั่ง” แล้ว เพราะไม่มีทางจะมีพ่อมดหมื่นคนจะยอมสังเวยสติเพื่อวาดมันจนเต็มได้แน่

ฉะนั้น หลิวซิงถึงยกย่องสติปัญญาของเจ้าปราสาทผู้นี้อย่างเงียบ ๆ คิดได้ไงว่าจะพิมพ์ลายเอลเดอร์ไซน์เป็นวอลเปเปอร์ แล้วติดให้ทั่ว เพื่อสร้างภาพลวงตาว่ากำแพงทั้งผืนมีพลังศักดิ์สิทธิ์ นี่ถือว่าเขามีไอเดียสุดล้ำจริง ๆ

หวังฉีที่ยืนข้าง ๆ เห็นหลิวซิงนิ่งไปก็อดสงสัยไม่ได้ เขาจับผนังซ้ำตามแบบหลิวซิงแล้วก็พบความจริงด้วยตัวเอง แต่พอรำลึกถึงความเสี่ยงจากการถูกลงโทษเพราะ “หลุดบท” เขาจึงรีบหุบปาก เก็บอาการอยากตะโกนความชื่นชมไว้ แล้วจัดการความคิดตัวเองให้เรียบร้อย

“เจ้าของปราสาทคนนี้ทันสมัยจังนะ คิดทำวอลเปเปอร์ติดผนังด้วย” หวังฉีหัวเราะแห้ง ๆ “ปกติคนธรรมดาติดวอลเปเปอร์ในบ้าน แต่เขาดันติดทั้งกำแพงปราสาทเลย เล่นใหญ่จริง ๆ”

หลิวซิงกลับมาสู่ความเป็นจริง แล้วพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ใช่ ปราสาทกำแพงน่าจะยาวเกือบกิโลเมตร สูงเฉลี่ยประมาณแปดเมตร คิดเป็นพื้นที่อย่างต่ำก็หมื่นกว่าเมตรเลย การติดวอลเปเปอร์ขนาดนั้นต้องใช้แรงและทรัพยากรมหาศาลแน่”

หลิวซิงเคยติดวอลเปเปอร์บ้านตัวเอง และเคยขอให้อู้เลยมาช่วย ทำแค่สี่ตารางเมตรยังใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง แล้วนี่ต้องติดเป็นพัน ๆ ตารางเมตร… คิดแล้วก็ยากจะจินตนาการได้จริง ๆ

สุดท้ายหลิวซิงได้ข้อสรุปหนึ่งว่า เจ้าของปราสาทต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ไม่งั้นเขาคงไม่ทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้ขึ้นมา แม้แต่ตัวเขาเองหากไม่เผลอจับกำแพง ก็คงไม่มีวันรู้ว่ามันเป็นวอลเปเปอร์!

บ่นพึมพำอยู่คนเดียวสักพัก หลิวซิงก็กลับเข้าไปในห้องใหญ่พร้อมหวังฉี ขณะที่หวังซื่ออี้ยังนั่งอ่านหนังสือหน้าเดิมอยู่ ไป๋เหอเฉิงกับเฉินหลิงกลับไม่เห็นอยู่ในห้อง

หลิวซิงทักหวังซื่ออี้แล้วถาม “พี่สาวหวัง ไป๋เหอเฉิงกับเฉินหลิงหายไปไหนกัน ตอนผมกับหวังฉีออกไปเดินเล่นก็เจอของน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง”

หวังซื่ออี้ยังไม่ละสายตาจากหนังสือ “อ้อ พวกนั้น ไป๋เหอเฉิงอยากเข้าห้องน้ำ เฉินหลิงเลยพาไป เพราะสภาพไป๋เหอเฉิงตอนนี้ไม่ควรปล่อยไว้คนเดียว คงอีกไม่กี่นาทีพวกเขาก็น่าจะกลับมา พวกคุณนั่งพักก่อนก็ได้”

ยังไม่ทันหวังซื่ออี้พูดจบ เฉินหลิงก็มาพร้อมไป๋เหอเฉิงที่หน้าตาเหมือนจะมีเรื่องเขินอาย ชัดเลยว่าผู้ชายคนหลังทำอะไรป่วนอีกแล้วในห้องน้ำ

พอหลิวซิงถามรายละเอียด เฉินหลิงแทบจะคร่ำครวญให้ฟังว่า ไป๋เหอเฉิงอาศัยความตาบอดและเป็นอัมพาตขอให้เฉินหลิงจัดท่าจัดทางให้ ไม่พอยังขอให้เขาช่วยถอดกางเกงอีกด้วย!

เฉินหลิงยังบอกต่ออีกว่าในฐานะผู้ชายธรรมดา ตั้งแต่เล็กจนโตเขาไม่เคยช่วยใครถอดกางเกงมาก่อนเลย ไม่คิดว่าครั้งแรกจะเป็นผู้ชายแถมเป็นไป๋เหอเฉิงด้วย

โชคดีทีหนนี้ เฉินหลิงเป็นคนจัดการ ถ้าเป็นเขาล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลย

หลังฟังเรื่องราว หลิวซิงยิ่งแน่ใจว่า ควรอยู่ห่าง ๆ จากคนอย่างไป๋เหอเฉิงให้ไกลที่สุด

เมื่อทุกคนกลับมาชุมนุมครบ หลิวซิงให้ KP004 เปิดห้องส่วนตัวอีกครั้ง แล้วเล่าเรื่องที่ตนกับหวังฉีค้นพบให้ฟังว่า “เราสองคนไปลาดตระเวนที่ประตูใหญ่ และพบว่าพวกเราไม่น่าหนีผ่านทางประตูเล็กได้ถ้าไม่มีลูกกุญแจ จะงัดก็ต้องใช้ขวานหรือเครื่องมือ แถมอาจจะกระตุ้นสัญญาณเตือนภัยด้วย ดังนั้นผมคิดว่าเราน่าจะหนีทางประตูใหญ่ด้วยวิธีปรกติ เพราะจากร่องรอยมีรถวิ่งเข้าออก และมีรถจอดข้าง ๆ ดังนั้นประตูจะต้องเปิดได้อย่างแน่นอน”

“ผมกับหวังฉีพบห้องเล็กติดอยู่บนกำแพงข้างประตู ที่นั่นมีระบบเปิดประตูไฟฟ้าของประตูใหญ่ คู่มือเขียนว่าจะอุ่นเครื่องสิบห้านาที แล้วหลังจากนั้นใช้เวลาอีกเก้านาทีในการเปิดจนสุด ผมคิดว่านี่แหละคือเส้นทางหนีที่ดีที่สุด และอาจเป็นทางเดียวด้วย” หลิวซิงสรุป

หวังซื่ออี้กับคนอื่นในห้องได้ยินเสียงทอยเต๋ากระทบพื้น พวกเขาต่างรู้ว่าหลิวซิงกำลังทดสอบอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้รายละเอียด พอได้ยินคำอธิบายพวกเขาก็เข้าใจทันที

หวังซื่ออี้วางหนังสือลง พูดอย่างจริงจัง “หลิวซิง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณพูด พวกเราก๋ไม่มีทางหนีจากปราสาทไอนส์ได้ นอกจากวิธีนั้นจริง ๆ ใช่ไหม?”

หลิวซิงพยักหน้า “ใช่ ยกเว้นว่าพวกเราจะหาช่องลับที่เชื่อมออกไปข้างนอก หรือมีเชือกยาวและแข็งแรงพอ ไม่งั้นทางที่ดีที่สุดก็คือเปิดประตูใหญ่เท่านั้น”

หวังซื่ออี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ฉันเห็นด้วยกับความคิดนี้”

จบบทที่ บทที่ 27 เส้นทางหนี

คัดลอกลิงก์แล้ว