- หน้าแรก
- แฟนตาซีเหนือฟ้า : ข้าคือเซียนบัฟ
- บทที่ 34 เด็กหลับใหล
บทที่ 34 เด็กหลับใหล
บทที่ 34 เด็กหลับใหล
###
เหตุผลที่ฮ้องเต้อินหนานให้ความเคารพต่อพวกเขามากนัก ก็เนื่องจากไม่คุ้นชินกับผู้ฝึกตน จึงยิ่งหวาดกลัวและเกรงใจ
ในความเป็นจริงแล้ว โลกแห่งเซียนนั้นมีผู้ฝึกตนมากมายที่หมดหนทาง ไร้หวังกับการบำเพ็ญเพียร จึงยินดีเข้าสู่โลกมนุษย์เพื่อเป็นผู้คุ้มกันหรือที่ปรึกษาให้กับราชสำนัก
แต่บรรดาราชอาณาจักรในโลกมนุษย์ ก็ถูกสำนักเซียนใหญ่มองว่าเป็นเพียงแปลงผักของตน
ย่อมไม่ยอมให้ผู้ฝึกตนไร้สังกัดเข้ามาแย่งชิงผลประโยชน์
เมื่อผู้ฝึกตนไร้สังกัดถูกปฏิเสธจากราชสำนัก และสำนักใหญ่ก็มองข้ามโลกมนุษย์ เรื่องราวเช่นนี้จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ทั่วไป
เจียงลี่และคนอื่น ๆ ก้าวลงจากรถม้า ฮ้องเต้อินหนานถึงกับตกใจที่พวกเขาดูหนุ่มแน่นนัก ทั้งที่ในความทรงจำของชาวบ้าน เซียนควรเป็นชายชราผมขาวเคราขาว
ทว่าเขาก็ไม่กล้าคาดเดาอะไรตามอำเภอใจ
"เหล่าท่านเซียนเสด็จมาไกล ขอเชิญไปพักยังพระราชวัง กระหม่อมจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้สมเกียรติ เพื่อชำระฝุ่นธุลีระหว่างทาง"
ฮ้องเต้ผู้นี้แม้จะใจดี แต่คำกล่าวของเขากลับทำให้อวี้ปั้นเซี่ยที่ยืนอยู่หน้าแถวไม่คิดจะสนองตอบ
"พวกเรามาตามคำร้องขอของอาณาจักรอินหนาน ขอได้โปรดกล่าวถึงเรื่องสำคัญเถอะ สถานการณ์โดยละเอียดเป็นเช่นไร บอกกับเรามา"
"และเด็กที่หลับไม่ฟื้นเหล่านั้น ตอนนี้อยู่ที่ไหน พาพวกเราไปดู"
เมื่อกล่าวเช่นนี้ ย่อมไม่มีใครกล้าคัดค้าน
ฮ้องเต้จึงเรียกข้าราชการกลุ่มหนึ่งมารับคำสั่ง ก่อนจะเดินกลับมา นำเจียงลี่และคณะไปด้วยตนเอง
"เหล่าท่านเซียน เด็กสองพันกว่าคนเหล่านั้น หมดสติไปภายในคืนเดียว! ตอนนี้ก็ผ่านมาสิบสามวันแล้ว!"
"หมอที่เก่งที่สุดในอาณาจักร หมอหลวงก็ด้วย ล้วนลองมาแล้ว ทั้งสมุนไพร ทั้งโอสถล้ำค่า พวกเราก็ให้กินไปหมดแล้ว แต่เด็ก ๆ ก็ยังไม่ฟื้นสักคน!"
"ลูกของข้า เจ้าสิบสาม สิบห้า และสิบเจ็ด ก็เป็นหนึ่งในนั้น ข้าแทบคลั่งตายอยู่แล้ว!"
"ท่านเซียน ได้โปรดช่วยพวกเราด้วย!"
ทุกคนสบตากันเงียบ ๆ...ลูกตัวเองก็ยังนอนอยู่ไม่ฟื้นแท้ ๆ แต่กลับยังจะคิดจัดเลี้ยงรับรองเราอีกหรือ?
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด หากมากเกินไป ความรู้สึกผูกพันก็จะจางลง ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือสายใยครอบครัวก็ตาม
"หลับมาได้สิบสามวัน ยังไม่มีใครอดตายหรือ?"
"เราสั่งให้ชาวบ้านป้อนโจ๊กใสให้พวกเขา ถึงแม้เด็กพวกนั้นจะนอนหลับอยู่ แต่ยังสามารถกลืนได้ โชคดีจริง ๆ ไม่งั้นคงรอท่านเซียนไม่ทันแน่"
ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ แล้วอวี้ปั้นเซี่ยจึงถามต่อ
"ก่อนหรือหลังเด็กจะหมดสติ มีเหตุการณ์พิเศษใดเกิดขึ้นหรือไม่? หรือพวกเขาได้กินอะไรแปลก ๆ เข้าไปหรือเปล่า?"
คำถามธรรมดานี้ กลับทำให้ฮ้องเต้อินหนานนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ตอบไม่ได้สักที
"ช่างเถอะ ไปสั่งคนของท่านให้ไปสอบถามจะดีกว่า ทุกครอบครัว ทุกหมู่บ้าน ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ห้ามพลาดรายละเอียดใดแม้แต่น้อย"
คำพูดของเจียงลี่ ทำให้อวี้ปั้นเซี่ยเข้าใจในทันที เพราะเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ฮ้องเต้จะทราบ
"ใช่ ๆ ข้าจะสั่งการเดี๋ยวนี้"
เขาโบกมือเรียกขันทีที่ตามมาอยู่ห่าง ๆ อีกฝ่ายรีบวิ่งเข้ามารับคำสั่ง แล้ววิ่งจากไปทันทีเพื่อไปแจ้งขุนนางคนอื่น ๆ
อีกไม่นาน พวกเขาก็เดินเข้าสู่พระราชวังของอินหนาน
ระหว่างทาง พวกเขาเห็นชาวบ้านจำนวนมาก กำลังแบกเด็กเล็กไว้บนหลัง มุ่งหน้าเข้ามายังพระราชวัง
ยังมีทหารและเจ้าหน้าที่อีกมากมายเดินไปตามถนน เพื่อช่วยชี้ทางและอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้าน
เมื่อข่าวแพร่ออกไปว่ามีเซียนมาถึง และอาจช่วยรักษาลูกหลานของพวกเขาได้ ชาวบ้านทั้งหลายก็ไม่มีใครกล้ารีรอ ไม่ว่าจะหิ้วจะแบกก็พาเด็กมุ่งหน้าไปยังพระราชวังทันที
เมื่อเจียงลี่กับคณะไปถึง ลานหน้าพระราชวังเต็มไปด้วยผืนผ้าหลากสีที่ปูไว้ และเด็ก ๆ ที่นอนหลับไม่ฟื้นก็ถูกวางเรียงรายกันแน่นไปทั่วลาน
ไม่ใช่ว่าพวกเขาเดินช้า แต่เพราะฮ้องเต้ที่นำทางนั้นเดินได้ช้าเกินไปต่างหาก
ดูเหมือนแข็งแรงดี แต่ความจริงร่างกายกลับอ่อนแอไร้แรง ใช้แรงได้ดีแค่บนเตียงเท่านั้น การเดินทางเพียงเท่านี้กลับทำให้เขาแทบสิ้นลม
ท่าทางหอบหายใจรุนแรงนั้น ถึงขั้นทำให้เจียงลี่กับพวกอดสงสัยไม่ได้ ว่าฮ้องเต้จะเป็นลมล้มตายไปตรงนี้หรือไม่
"ท่านเซียน เชิญทางนี้"
มีบุคคลแต่งกายหรูหราหลายคนรีบออกมารับช่วงต่อจากฮ้องเต้ที่แทบหมดแรง แล้วนำเจียงลี่กับพวกไปยังตำหนักด้านข้าง
"จะไปที่นั่นทำไม เด็กที่หลับอยู่ก็อยู่ตรงนี้ไม่ใช่เหรอ?"
ฉวีเชียนฝานถามขึ้นด้วยความสงสัย
เขาเติบโตจากยุทธภพ ไม่คุ้นชินกับกลอุบายหรือพิธีรีตองมากนัก
"เอ่อ...จะให้ท่านเซียนตรวจรักษาผู้คนท่ามกลางแดดจัดก็เกรงใจเกินไป เราคิดว่าเชิญไปยังตำหนักหมอหลวง แล้วให้คนอุ้มเด็กมาทีละคนจะเหมาะกว่า"
ชายชราในชุดหรูรีบตอบรับ
แต่พูดเช่นนี้ก็เถอะ แท้จริงแล้ว เด็กที่นอนอยู่กลางลานล้วนเป็นลูกหลานชาวบ้านธรรมดา
ส่วนที่นอนในตำหนักหมอหลวงและได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด คือเชื้อพระวงศ์
แม้แต่เด็กที่ถูกจัดไว้ในกระโจมข้างตำหนักก็ล้วนเป็นบุตรหลานขุนนางผู้มั่งคั่ง
ดูท่าความเป็นมนุษย์จะไม่เท่าเทียมจริง ๆ เฮอะ!
"คนยิ่งเยอะ ยิ่งง่ายต่อการสังเกตความผิดปกติ ข้าว่าเราตรวจที่ลานนี้ก่อนดีกว่า"
เจียงลี่กล่าวขึ้นอย่างเฉียบขาด ศิษย์คนอื่นต่างตกใจเล็กน้อย แต่ก็หยุดฝีเท้าตาม
ในเมื่อเป็นคำของเจียงลี่ หน้าตาของชนชั้นสูงย่อมไม่อาจเทียบได้
ใบหน้าของเหล่าขุนนางเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัด ดูอึดอัดไม่น้อย แต่ในเมื่อแม้แต่ฮ้องเต้ยังไม่กล้าออกปาก พวกเขาก็ยิ่งไม่กล้าเอ่ยคำคัดค้าน
เจียงลี่เดินไปยังเด็กคนหนึ่ง
เด็กชายร่างเล็กมีใบหน้าแดงปลั่ง น้ำมูกข้นสีเหลืองห้อยอยู่ที่จมูก น่าจะอายุราวสิบขวบ มองดูด้วยตาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด
ว่ากันว่าเด็กเหล่านี้หลับไม่ยอมตื่น แต่ในความเป็นจริงก็เหมือนหลับธรรมดา เพียงแค่ไม่สามารถปลุกได้เท่านั้น พวกเขากรนได้ พลิกตัวได้ พูดละเมอหรือเตะผ้าห่มก็ยังมี
ดูเหมือนจะหลับปกติเสียยิ่งกว่าคนเมาซะอีก
"เฉียนเฉียน!"
อวี้ปั้นเซี่ยเพียงเรียกชื่อ ลู่เฉียนเฉียนก็เข้าใจทันที เธอบิดนิ้วเล็กน้อย พลันมีเข็มเงินสามเล่มปรากฏขึ้นในมือ
ประกายเงินวูบวาบ เข็มทั้งสามแทงเข้าสู่ร่างเด็กชายในพริบตา
โชคดีที่พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ถูกกันออกไปก่อนหน้านี้ ไม่เช่นนั้นได้เกิดเรื่องแน่
"เข็มของข้าเคลือบด้วยพิษจากหนอนหนามตาแดง แค่โดนก็เจ็บปวดสุดขีด คนธรรมดาทนไม่ได้แน่นอน"
ลู่เฉียนเฉียนเป็นสาวน้อยน่ารัก ทว่าอาวุธลับที่ใช้กลับชั่วร้ายถึงเพียงนี้
หลังเข็มเงินปักเข้า เด็กชายก็เกิดปฏิกิริยาทันที ร่างกายสั่นสะท้าน ก่อนจะเริ่มขยับตัวอย่างไม่สบาย
เปลือกตาของเขาสั่นไหว ลูกตาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ราวกับพร้อมจะตื่นขึ้นมาได้ทุกเมื่อ