- หน้าแรก
- แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ การถือกำเนิดผู้พิทักษ์
- บทที่5 เกิดใหม่
บทที่5 เกิดใหม่
บทที่5 เกิดใหม่
หลังจากที่ไอ้แก่บ้าคลั่งจากไปเพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังความวุ่นวายในโลกภายนอก คุกใต้ดินอันมืดมิดก็กลับกลายเป็นอาณาจักรแห่งอิสระที่น่าประหลาดใจสำหรับฉัน
กิจวัตรเดิม ๆ ยังคงดำเนินไป เหล่าเอลฟ์ยังคงนำอาหารมาให้และร่ายคาถาทำความสะอาดห้องขัง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่ว ไม่มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของยามที่เดินตรวจตรา ไม่มีใครมารบกวนการฝึกฝนเวทมนตร์อันเงียบเชียบของฉัน ฉันพยายามดักจับเหล่าเอลฟ์อยู่บ้าง แต่พวกมันก็ว่องไวจนจับตัวได้ยากยิ่งกว่าจับเงา
ความพยายามที่จะพังประตูเหล็กกล้าหรือถอดบานพับก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นับตั้งแต่การประกาศชัยชนะเหนือโวลเดอมอร์อย่างกะทันหัน พวกสารเลวที่เคยทรมานฉันก็หายหน้าไปอย่างไร้ร่องรอย นั่นหมายความว่านับแต่นั้น ฉันก็ไม่ต้องเผชิญกับการทรมานอันแสนสาหัสอีกต่อไป และถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังเพื่อฝึกฝนพลังเวทมนตร์ของตัวเอง
ความสุขในช่วงแรกค่อย ๆ จางหายไปเมื่อฉันตระหนักถึงความหดหู่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ฉันดีใจจนแทบบ้ากับการที่พ้นจากการถูกทรมานและการทดลองอันโหดร้าย แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็อดไม่ได้ที่จะถามตัวเองว่าชีวิตของฉันในตอนนี้ฟังดูน่าสมเพชขนาดไหนในสายตาของคนอื่น
สะบัดความคิดอันหนักอึ้งนั้นทิ้งไป ถึงเวลาของการประเมินผลการฝึกฝนอีกครั้ง และต้องยอมรับว่าการวาดภาพถึงวันที่ฉันจะใช้พลังที่ฝึกฝนมานี้ตอบโต้พวกสารเลวเหล่านั้น และหลบหนีออกจากขุมนรกนี้ได้ กลายเป็นแรงจูงใจอันทรงพลังที่ผลักดันฉันไปข้างหน้า
ประมาณสองเดือนหลังจากถูกลากตัวออกจากคุก ฉันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในร่างกาย แม้ว่าสภาพร่างกายจะยังคงผอมโซจากการขาดสารอาหาร แต่ฉันก็สามารถรักษาสุขภาพให้แข็งแรงพอที่จะออกกำลังกายและฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่า เมื่อถึงเวลาที่ฉันหลุดพ้นจากขุมนรกแห่งนี้ การฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก และใช่ ฉันใช้คำว่า "เมื่อ" เพราะฉันจะไม่ยอมให้ความสงสัยมาบั่นทอนความมุ่งมั่นนี้ ฉันจะต้องหนีออกจากที่นี่ให้ได้!
ความสามารถในการแปรธาตุของฉันพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฉันเริ่มจากการแปรธาตุหินชิ้นเล็กๆ ให้กลายเป็นวัตถุต่างๆ เช่น กระดุมหรือหัวไม้ขีดไฟ จากนั้นจึงค่อย ๆ เพิ่มขนาดและความซับซ้อนของวัตถุ จนในที่สุดฉันก็สามารถสร้างอาวุธที่ใช้งานได้จริง
ในด้านเวทมนตร์ พัฒนาการก็เป็นไปในทิศทางที่ดี แกนพลังเวทมนตร์ทั้งสองของฉันไม่ได้ขยายขนาดขึ้นอีก นับตั้งแต่พิธีกรรมอันแสนเจ็บปวดครั้งแรก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังเวทมนตร์ในรูปแบบของหมอกที่อยู่ภายในนั้นกลับหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ตามการฝึกฝนของฉัน ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เวทมนตร์ไร้ไม้กายสิทธิ์ก็ง่ายดายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้ทำให้ฉันเชื่อว่าร่างกายของฉันกำลังปรับตัวเข้ากับพลังเวทมนตร์ใหม่นี้อย่างช้า ๆ แต่มั่นคง
ด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นนี้ ฉันพยายามคิดค้นวิธีสร้างเกราะเวทมนตร์ป้องกันเหมือนคาถาโพรเทโก แต่การสร้างเกราะป้องกันทั้งตัวกลับเป็นสิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญ สิ่งที่ฉันทำได้สำเร็จคือการสร้างเกราะเวทมนตร์ขนาดเล็ก ๆ รอบฝ่ามือ ซึ่งฉันหวังว่ามันจะมีประโยชน์ในสถานการณ์คับขันบางอย่าง
ความสงบอันแสนสั้นพลันถูกทำลายลงด้วยเสียงประตูปิดดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่กระทืบพื้นมุ่งตรงมายังคุกอย่างรวดเร็ว ฉันรู้สึกได้ว่าหนึ่งในสมุนวิ่งผ่านห้องขังของฉันไปยังห้องอื่น ๆ และได้ยินเสียงเขาสั่งใครบางคนแล้วออกไปพร้อมกับพวกเขา โดยไม่ได้ปิดประตูห้องขังอื่น ๆ ด้วยซ้ำ
'ไอ้แก่คงพบอะไรที่สำคัญจริงๆ ถึงได้รีบร้อนขนาดนี้' ฉันคิดขณะที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น แม้ว่าความเกลียดชังที่ฉันมีต่อสัตว์ประหลาดนั่นจะรุนแรงเกินกว่าจะบรรยายได้ แต่ฉันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชายผู้นั้นพิถีพิถันเพียงใดในเรื่องพิธีกรรมของเขา
ไม่นานนัก ชายร่างใหญ่ก็กลับมาอีกครั้ง สองครั้ง สามครั้ง จนกระทั่งเขาจากไปพร้อมกับสิ่งที่ฉันเชื่อว่าเป็นผู้ต้องขังคนสุดท้ายนอกจากฉันในคุกใต้ดินแห่งนี้ ถึงตอนนั้น ฉันก็รู้ว่าถึงตาของฉันแล้ว ไม่ฉันรอดพ้นจากพิธีกรรมใหม่ของมัน ก็ตายอย่างไร้ร่องรอยเหมือนคนอื่น ๆ
ดังนั้นฉันจึงเตรียมตัว แปรธาตุหินให้กลายเป็นมีดที่คมกริบ แล้วไปนั่งรออยู่ในมุมมืดใกล้ประตู ห้องขังของฉันเปิดออก และฉันก็พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ฉันถีบตัวเองจากพื้นและก้มต่ำ ไอ้สมุนอ้วนไม่ทันสังเกตฉันจนกระทั่งฉันเข้าประชิดตัวมัน
ฉันจ้วงแทงมีดไปที่ท้องของมัน สามารถแทงทะลุเข้าไปได้ และรู้สึกถึงเลือดอุ่น ๆ ที่ไหลเปรอะเปื้อนมือ แต่ก่อนที่ฉันจะดึงมีดออกมาเพื่อแทงซ้ำ หมัดใหญ่ของมันก็อยู่ห่างจากใบหน้าของฉันเพียงไม่กี่นิ้ว บังคับให้ฉันปล่อยมีดและถีบตัวเองออกจากร่างของมัน ถึงอย่างนั้น หมัดของมันก็ยังเฉียดใบหน้าของฉันไป แต่อย่างน้อยฉันก็ลดแรงกระแทกได้
มันยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นเพื่อจะเล่นงานฉัน แต่ฉันหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งหนีออกจากห้อง มันปล่อยคาถาสองสามบทมาที่ฉัน และโชคดีที่ฉันสามารถปัดป้องคาถาเหล่านั้นได้สองสามบทด้วยเกราะเวทมนตร์ที่ฝ่ามือ
ฉันพุ่งตัวผ่านร่างของมันและวิ่งตรงไปยังบันได ทันใดนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงร่าย "ครูซิโอ!" ดังมาจากด้านหลัง ฉันล้มคว่ำลงด้วยแรงเฉื่อยและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันยังคงร่ายคำสาปต้องห้ามด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวจนกระทั่งมันมายืนอยู่ข้าง ๆ ฉัน จากนั้นมันก็เริ่มเตะฉันพร้อมกับคำสบถ
"ไอ้เด็กเลือดผสมสกปรก! ไอ้สัตว์พันธุ์ผสมสารเลว! แกกล้าโจมตีฉันเหรอ! แกกล้าทำร้ายฉัน! แกโชคดีที่แกเป็นคนสุดท้ายนะ และท่านเอเวอรี่ต้องการแก ไม่งั้นฉันฆ่าแกไปนานแล้ว!" มันตะโกนระบายจนกระทั่งในที่สุดมันก็เตะเข้าที่ศีรษะของฉันจนสลบไป
ฉันตื่นขึ้นมาด้วยเสียงพูดคุยระหว่างไอ้แก่กับไอ้อ้วน การถูกรัดตรึงอยู่บนโต๊ะกับไอ้แก่คนเดิมอีกครั้ง บ่งบอกถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง
"นี่คือตัวสุดท้ายครับ ไอ้สารเลวนี่พยายามหนี! มันแทงท้องผม! มันโชคดีที่เราไม่มีใครเหลือแล้ว เราต้องหนีหลังจากมันตายแล้วและไปเริ่มใหม่ที่อื่น หลังจากที่เราขโมยไข่นั่นมา พวกมือปราบมารตามหลังเรามาติดๆ และอาจจะหาเราเจอได้ทุกเมื่อ" ไอ้อ้วนพูดด้วยเสียงหนักๆ ฟังดูค่อนข้างกังวลและโกรธกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
"ฉันรู้แล้ว! แกไม่ต้องพูดซ้ำทุกครั้ง!" ไอ้แก่ตวาด "ฉันรู้ว่าคราวนี้มันจะสำเร็จ ฉันปรับเทียบมันกับตัวอื่นอย่างละเอียด ไม่ว่ากี่ครั้งก็ถูกต้อง ฉันมั่นใจหลังจากลองมาหลายครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าครั้งนี้จะสำเร็จ เขาเป็นตัวอย่างทดลองที่สมบูรณ์แบบสำหรับพิธีนี้... ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ นายท่านจะสามารถฟื้นคืนพลังได้ทันทีและขึ้นครองตำแหน่งผู้นำโลกเวทมนตร์คนใหม่ได้แน่นอน!"
มันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูบ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะเดินไปมาเขียนอะไรบางอย่างบนพื้นด้วยเลือดที่ชุ่มไปด้วยเวทมนตร์ รู้สึกเหมือนเลือดกำลังจะระเบิดออกมา แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฉันจริงๆ คือสิ่งที่อยู่ในกล่องเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ฉัน
สิ่งนั้นเกือบจะเป็นเหมือนดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ในแง่ของพลังเวทมนตร์ มันให้ความรู้สึกแทบไร้ขีดจำกัด ราวกับว่าไม่มีจุดสิ้นสุดหรือจุดเริ่มต้นสำหรับมัน ฉันต้องหยุดพยายามที่จะสำรวจมัน มิฉะนั้นฉันจะรู้สึกเหมือนประสาทสัมผัสของฉันจะทื่อลง
ไอ้แก่นั่นทำอะไรสักอย่างเสร็จแล้วก็กลับไปอยู่ในตำแหน่งเหนือหัวฉันอีกครั้ง มันเป็นความทรงจำที่ไม่น่าพอใจที่สุดในชีวิตเลย ฉันได้ยินเสียงเขาชักมีดสั้นออกมา เปิดกล่องแล้วยกอะไรบางอย่างขึ้นเหนือฉัน ตอนนี้ฉันรู้สึกถึงดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ด้านบน เขาสวดมนต์ด้วยเสียงต่ำ จนกระทั่งเขายกมีดขึ้นแล้วแทงฉันที่หน้าอกพร้อมกับตะโกนว่า "Quod est ad coniungere cum sanguine!" (ภาษาละตินแปลว่า เชื่อมโยงสายเลือด by ผู้แปล)
ฉันกำลังช็อก กรีดร้องใส่ไอ้แก่เวรนั่นในใจ 'พรากครอบครัวใหม่ของฉันไปมันยังไม่พอ แถมยังโยนฉันเข้าไปในคุกใต้ดินอีก! มันยังไม่พออีกเหรอที่พวกแกควักลูกตาของฉันไปแล้วเกือบทำให้ฉันตัวระเบิดเป็นครั้งแรก!! มันยังไม่พออีกเหรอที่ไอ้สารเลวนี่ทรมานฉันทุกวันเป็นเวลาหลายเดือนเนี่ย!!! ตอนนี้แกยังอยากให้ฉันตายเพื่อเรื่องไร้สาระนี่อีก!!!!'
ขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังไหลวนอยู่ในความคิดของฉัน ไอ้บ้าคลั่งก็ตะโกนว่า "quod est ad coniungere cum flamma immortalem!" (ภาษาละติดแปลว่า หลอมรวมกับเปลวเพลิงอมตะ by ผู้แปล) แล้วยัดดวงอาทิตย์เล็ก ๆ เข้าไปในบาดแผลที่ถูกแทง
ทันใดนั้นทั้งร่างของฉันก็รู้สึกราวกับถูกไฟแผดเผา ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังลุกไหม้ แม้แต่เวทมนตร์ของฉัน และในห้วงเวลานั้นเอง สัมผัสแปลกปลอมก็แทรกซึมผ่านปราการแห่งจิตใจ มันไม่ได้ดึงดัน ไม่ได้ทดสอบ เพียงแค่รุกล้ำเข้าไปง่าย ๆ
ฉันทำในสิ่งที่ถนัดที่สุดเมื่อเผชิญหน้ากับความคิดบ้า ๆ ของปีศาจเฒ่าชั่วร้าย นั่นคือการรวบรวมสติเพื่อป้องกันตัวเองในทุกวิถีทาง แต่เมื่อมาถึงป้อมปราการ กลับเห็นเพียงวิหคเพลิงที่กำลังแผดเผาทุกสิ่ง มันกรีดร้องด้วยความคลุ้มคลั่งและความเจ็บปวด พยายามทำลายล้างทุกอย่างด้วยหวังว่าจะดับความทรมานนั้นได้ ปราการของฉันพยายามยับยั้ง แต่ไร้ผล ฉันไม่รู้เลยว่าจะหยุดฟีนิกซ์บ้าคลั่งได้อย่างไร?
พอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉันก็ปรับเปลี่ยนป้อมปราการ ในเมื่อมันต้องการเผาทุกสิ่ง ฉันก็จะดับไฟ!
ในใจจินตนาการถึงสายน้ำมหาศาลที่พุ่งจากปืนใหญ่ที่แปรเปลี่ยนรูปไป จินตนาการถึงนักดับเพลิงนับร้อยที่ออกมาช่วยดับเปลวเพลิง ฉันถึงกับสร้างโกเลมน้ำยักษ์ราวกับซูซาโนะโอ ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเริ่มดับไฟ... เมื่อน้ำเจอไฟ ก่อเกิดไอน้ำคละคลุ้ง ความร้อนรุนแรงเกินบรรยาย
เวลาป่านไป เปลวไฟเริ่มมอดดับ แต่นกตัวนั้นกลับไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ มันทะลวงทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ปราการของฉันถูกทำลายลงทีละชั้น ฉันไม่อาจเสริมให้แข็งแกร่งพอจะต้านทานได้ มันเป็นการยื้อยุด ฉันเรียกปราการใหม่ ๆ ออกมา ส่วนมันก็ทำลายทิ้งไปเรื่อย ๆ
เสียงร้องโหยหวนด้วยความโกรธดังต่อเนื่อง จนกระทั่งฉันฉุกคิดขึ้นมา ฉันไม่จำเป็นต้องกำจัดมัน มันกำลังทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับฉัน มันถูกจับมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรม ขัดต่อเจตจำนงของมันเอง เพื่อพิธีกรรมของไอ้แก่บ้าคลั่งและความหมกมุ่นในตัวโวลดี้ (โวลเดอร์มอร์) มันแค่อยากเป็นอิสระและใช้ชีวิตของมัน
วินาทีนั้น ฉันตัดสินใจที่จะถอนปราการทั้งหมดออก และทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ฉันเปิดใจรับมัน แสดงให้มันเห็นทุกสิ่งที่ฉันเป็น ความเจ็บปวดที่ฉันเคยผ่านมา ความมุ่งมั่นที่ฉันยึดถือ ความฝันที่ฉันปรารถนาจะเติมเต็ม อุดมคติของฉัน ฉันถึงกับแสดงให้มันเห็นชีวิตแรกของฉัน! ในที่สุดฟีนิกซ์ก็หยุด และรับฟังว่าฉันเป็นใคร... ฉันไม่ใช่คนที่กักขังมันไว้ที่นี่ หรือคนที่ต้องการทำร้ายมัน
"ฉันชื่อเอเดน โบนส์ และถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากเป็นเพื่อนกับแก... ผู้ที่กำลังทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดเดียวกับที่ฉันเคยเจอ"
ฟีนิกซ์ร่อนลงตรงหน้า มองมาที่ฉัน มันเข้าใจสิ่งที่ฉันได้แสดงให้มันเห็น เข้าใจฉัน
"ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่หลังจากความยากลำบากนี้ แกจะเป็นเพื่อนร่วมทางของฉันในชีวิตนี้ได้ไหม?" ฉันถามพลางยื่นมือออกไป
มันจ้องมองดวงตาของฉันครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพยักหน้าและวางหัวลงบนมือของฉัน "ขอบคุณ"
ภายนอก ขณะที่เรื่องราวในจิตใจของเอเดนกำลังดำเนินไป โลกภายนอกกลับเป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง ทันทีที่ปีศาจแก่ใส่ไข่นกฟีนิกซ์ลงในบาดแผลที่มันทำ เปลวไฟก็ปะทุขึ้นเป็นการประท้วงและล้อมรอบร่างของเอเดน
"ไม่นะ ไม่นะ ไม่ใช่แบบนี้อีกแล้ว! ทำไมมันถึงเกิดขึ้น!? มันควรจะสมบูรณ์แบบ! ฉันจะนำนายท่านกลับมาได้อย่างไรถ้าฉันทำมันไม่ได้?!" มันตะโกนด้วยน้ำเสียงคล้ายคนคลั่ง เปลวไฟพยายามเผาทุกสิ่งทุกอย่างในห้อง
"เราต้องไปแล้ว! เขาจะต้องตายเหมือนคนอื่น ๆ และพวกมือปราบมารเองก็กำลังทำลายการป้องกันและคำสาปทั้งหมดในคฤหาสน์ เหลืออีกไม่นานพวกเขาก็จะพบทางเข้าที่นี่!" สมุนผู้เสพความตายตะโกน
"ไม่! ฉันจะไม่ไปจนกว่าไข่จะฆ่ามัน! ถ้าไม่มีมัน นายท่านจะไม่สามารถกลับมาได้ในเร็ว ๆ นี้!" ไอ้แก่ตอบด้วยเสียงคุกคาม
"งั้นก็ช่างเถอะ ฉันจะไปแล้ว! ฉันจะไม่ถูกส่งไปอัซคาบันหรือถูกจุมพิตของผู้วิญญาณเพียงเพราะการทดลองบ้า ๆ ของแกหรอกนะ!" สมุนตัวใหญ่ตะโกนพลางวิ่งออกจากห้องเพื่อหนี
"ไอ้คนทรยศต่อเจ้าแห่งศาสตร์มืด! ไอ้ขี้ขลาดที่ทำให้ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของนายท่านต้องมัวหมอง! หนีไปซะขณะที่ฉันจะสร้างความไว้วางใจจากท่าน!" ปีศาจแก่ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นมันก็สังเกตเปลวไฟที่ล้อมรอบร่างเด็กชายด้วยแววตาบ้าคลั่ง
มีความแน่วแน่ในดวงตาของมัน เปลวไฟรุนแรงขึ้นทุกนาทีจนกระทั่งในที่สุดมันก็หยุดลงและเริ่มเงียบ ดวงตาของชายชราเบิกกว้างด้วยความตกใจ จากนั้นใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความยินดีอย่างราวกับคนบ้า ขณะที่เขาร้องตะโกนว่า "สำเร็จ!!! นายท่านจะกลับมาหาพวกเราในไม่ช้า โดยมีฉันคอยอยู่เคียงข้าง!! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
จากนั้นเปลวไฟก็ห่อหุ้มร่างเด็กชายคล้ายไข่ และในขณะนั้นเองประตูด้านหลังชายชราก็เปิดออกอย่างรุนแรง ชายสี่คนสวมเสื้อคลุมที่เสียหาย เปื้อนเลือด และเต็มไปด้วยฝุ่นเดินเข้ามา แต่สีหน้าพวกเขาดูแข็งทื่อไปกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า
ตรงหน้าคือลูกไฟคล้ายไข่ ซึ่งดูเหมือนไข่ที่ทำจากไฟ จนกระทั่งชายชราหันกลับมาด้วยใบหน้าที่บ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์และร้องตะโกนด้วยเสียงที่ราวกับไม่ได้มาจากมนุษย์
"ไม่!!!! แกจะมายุ่งกับงานของฉันไม่ได้! อะวาดา เคดาฟรา!" มันตะโกนร่ายคาถา ขณะที่พวกมือปราบมารหลบหลีกด้วยการก้มตัวลงอย่างรวดเร็ว
ชายชราเริ่มร่ายคำสาปทุกบทที่เขารู้เพื่อกันมือปราบมารออกไป ไม่ว่าจะร่ายคาถาตัดเฉือน (ดิฟฟินโด) คาถาระเบิด (บอมบาด้า) และคำสาปที่ต้องห้ามบางบทขณะที่พยายามปราบปรามพวกมือปราบมารที่กำลังตกใจ
โชคร้ายสำหรับเขา นั่นเป็นโอกาสเดียวของเขา หนึ่งในมือปราบมารป้องกันคาถาชุดใหญ่ของเขาไว้ได้ ขณะที่อีกคนตอบโต้ด้วยคาถาปลดอาวุธ-ตรึงร่าง-ทำให้สลบแบบคลาสสิก บังคับให้เขาต้องตั้งรับทันที
คนที่สามใช้โอกาสนี้ร่ายคาถาตรึงเท้า-ทำให้สลบ-พันธนาการ ช้ากว่าเพื่อนร่วมงานของเขาหนึ่งก้าวเพื่อจับตาแก่ชั่ว มันไม่ทันตั้งตัวหลังจากที่ป้องกันคาถาชุดแรกได้ ส่งผลให้ชายชราถูกคาถาสลบโจมตีและถูกพันธนาการทันที
หลังจากพันธนาการชายชราอย่างแน่นหนา ในที่สุดพวกเขาก็หันเหความสนใจไปที่เปลวไฟรูปไข่ตรงกลางห้อง พวกเขาพยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากประตูห้องขัดจังหวะความคิด พวกเขาหันขวับไปมอง พบกับร่างสูงใหญ่ของอลาสเตอร์ "แมด-อาย" มู้ดดี้ ผู้เป็นหัวหน้าทีมจู่โจมของมือปราบมาร
ใบหน้าของมู้ดดี้ราวกับถูกสลักเสลาจากไม้เนื้อแข็ง ร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้กับพ่อมดแม่มดศาสตร์มืดมานับครั้งไม่ถ้วนประดับอยู่ทั่วผิวหนัง จมูกของเขาแหว่งหายไป ดวงตาข้างหนึ่งถูกแทนที่ด้วยดวงตาเวทมนตร์สีฟ้าสดที่หมุนวนอย่างอิสระ ผมสีเทาเข้มแซมขาวและขาไม้ที่ส่งเสียงก้องกังวานยามก้าวเดิน บ่งบอกถึงประสบการณ์อันยาวนานในฐานะมือปราบมาร
“อืม… ทำได้ดีมาก” มู้ดดี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาเวทมนตร์ของเขากวาดมองร่างที่ถูกมัด ก่อนจะหันไปยังเปลวเพลิง “ชายคนนี้อันตรายมาก เชี่ยวชาญพิธีกรรมศาสตร์มืด และเป็นสาวกที่ภักดีของคนที่คุณก็รู้ว่าใคร”
เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “ทีนี้… สิ่งที่มันกำลังปกป้องอย่างสุดกำลังคืออะไรกันแน่?”
สายตาของมู้ดดี้จับจ้องไปยังเปลวเพลิงที่เริ่มหดตัวลงอย่างช้า ๆ แสงสีส้มแดงค่อย ๆ จางหาย เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน… ร่างของเด็กชายผมขาวซีด นอนสงบนิ่งราวกับกำลังหลับใหล บนหน้าอกของเขามีสัญลักษณ์ของนกฟีนิกซ์สีทองสุกสกาว เปล่งประกาย
“ฉันไม่คิดว่า… พวกเราคนไหนจะคาดหวังภาพแบบนี้” หนึ่งในมือปราบมารเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ในเปลวเพลิงที่มอดดับนั้นเอง เอเดน โบนส์ หรือชื่อเดิม ไมเคิล โฟล์สเตอร์ ได้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ด้วยการเกิดใหม่อีกครั้งในโลกที่เขาไม่คุ้นเคย
**************************