เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 45: เจ้าชายกำลังกลับบ้าน – 2 (ส่วนที่1)

Chapter 45: เจ้าชายกำลังกลับบ้าน – 2 (ส่วนที่1)

Chapter 45: เจ้าชายกำลังกลับบ้าน – 2 (ส่วนที่1)


เล่าปี่ได้ไปเยี่ยมจูกัดเหลียงถึงสามครั้งและคุกเข่าที่หน้าที่พักของเขาถึงสามครั้งเพื่ออ้อนวอนให้นักกลยุทธ์อย่างเขามาอยู่เคียงข้าง

นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง แม้แต่คนอย่างเล่าปี่ยังพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะโน้มน้าวจูกัดเหลียงมาอยู่เคียงข้างเขาเลย การกระทำที่มุ่งมั่นแบบนั้นได้ทำให้จูกัดเหลียงตื้นตันใจและตกลงที่จะออกจากที่พักของเขา

ยังไงก็ตาม...

“ฝ่าบาท”

เมื่อการกระทำที่มันซื่อตรงเกินไปและมันเริ่มกลายการตื้อ มันก็มากพอที่จะทำให้คุณหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้ได้

พูดตามตรงแล้ว เล่าปี่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนระดับตำนาน เมื่อตอนที่เขาไปเยี่ยมจูกัดเหลียงถึงสามครั้งสินะ

“ท่านจักรพรรดิ...”

ฉันผลักฮาร์แมนออกไปนอกประตูโบสถ์ หลังจากที่เขาปรากฏตัวขึ้นมาอีกหนึ่งครั้ง

“ฝ่าบาทได้อัญเชิ..”

“ชาร์ลอตต์ หาเกลือให้ฉันกินหน่อยสิ!!”

เธอเข้าไปด้านในห้อง หลังจากนั้นเธอก็ใส่เกลือลงในถังใบเล็ก หลังจากที่ฉันตะโกนออกมาอย่างดังก้องนั่น ฉันอดที่จะเลียริมฝีปากไม่ได้ ถึงแม้ว่าเกลือมันจะไม่ได้แพงมากมายอะไร มันก็ยังสิ้นเปลืองอยู่ดี

แต่ตราบเท่าที่ฉันสามารถหยุดไอ้พาลาดินนี้ให้มันหยุดพูดได้แล้วละก็...!

ฉันใช้ถังที่ใส่เกลือทั้งหมดกับเขาไป

“....เชิญท่าน... ฝ่าบาท”

ยังไงก็ตาม เจ้าบ้านี้ก็ยังพูดได้จนจบประโยค ดวงตาของเขาที่จ้องมายังฉันนั้นกระตุกอย่างเห็นได้ชัด

ฉันรู้ดีว่ามันคงทำได้ไม่นานเท่าไหร่ ฉันได้ใช้ข้ออ้างที่ว่าฉันรู้สึกไม่ค่อยดีในการส่งเขาออกไปหลายต่อหลายครั้ง แต่หลังจากนั้น เขาก็ปรากฏตัวขึ้นอีก ซึ่งมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่มันถึงสามครั้งในวันเดียว!

ทั้งมื้อเช้า มื้อกลางวันและมื้อเย็น ก่อนที่ฉันจะนั่งลงกินข้าว เขาจะปรากฏตัวขึ้นและพูดพึมพำ “...กลับไปยังพระราชวัง” ยิ่งแย่ไปกว่านั้นก็คือเขาจะเปิดปากพูดพร้อมกับหน้าตายที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาตอนที่ฉันกำลังตักอาหารเข้าปาก

ถ้าคุณฟังคำพูดนี้มานานนับเดือน คุณจะรู้สึกยังไงกันละ?!

อารมณ์หงุดหงิดที่ฉันรู้สึกจากเรื่องนี้ มันทำให้อาหารมื้อล้ำค่าของฉันมันไม่ได้อร่อยอีกต่อไปและทุกครั้งที่ฉันกัดมันลงไป มันเหมือนกับว่าความรู้สึกไม่อยากอาหารนั้นกระแทกหน้าของฉันครั้งแล้วครั้งเล่า

แม่งเอ้ย เขายังยืนอยู่นอกหน้าต่างที่อยู่ข้างเตียงฉันและมองฉันผ่านหน้าต่างออกมาตอนที่ฉันกำลังจะทุบหมอนข้างอีกด้วย มันคงเป็นความเมตตาเพียงเล็กน้อยแล้วละที่เจ้าเทอร์มิเนเตอร์บ้านี้ไม่ได้มาทรมานฉันตอนที่ฉันกำลังฝันอยู่

“ฉันบอกเธอแล้วว่าเขาแม่งเป็น T-800 บ้าเลือดนั่น!”

“...ท่านไล่เขาออกไปด้านนอกอีกแล้วงั้นเหรอคะ?”

เมื่อชาร์ลอตต์วางจานอาหารและช้อนส้อมไว้บนโต๊ะ เธอก็ถามคำถามฉันขึ้นมา

ฉันโบกมือปฏิเสธเธอไป “ลืมเรื่องนี้ไปเถอะ กินกันดีกว่า”

แม้ว่าเธอจะพยักหน้า เธอยังคงเหลือบตามองออกไปที่ประตู ฉันเดาว่าเด็กสาวบ้านนอกอย่างเธอที่เป็นคนอ่อนโยนแบบนี้คงจะกังวลเกี่ยวกับฮาร์แมนที่อยู่ด้านนอก

“...ไปหาอะไรให้เขากินสักหน่อยไป”

เธอพยักหน้าก่อนที่จะวางแซนวิชที่เธอทำเองไว้บนจาน หลังจากที่เธอเปิดประตูออก เธอได้ส่งพวกมันให้กับฮาร์แมนที่ยืนอยู่ด้านนอกเหมือนกับท่อนไม้

“ขอบคุณ” เขารับจานไปและเหลือบตามองมาที่ฉัน ก่อนที่จะเปิดปากพูดอีกครั้งหนึ่ง “องค์จักรพรรดิได้อัญเชิ...”ฉันปิดประตูทันทีที่ได้ยินคำตอบ

หลังจากเหตุการณ์แม่มดมอร์กาน่า รวมทั้งการผจญภัยในปราสาทโรเนีย ฉันพบว่าตัวเองไม่ค่อยได้ทำอะไรในโบสถ์สักเท่าไหร่ กลับกันฉันพบว่ามันเป็นการเพลิดเพลินในความสงบสุขและความเงียบ!

สามเดือนที่ผ่านไปของฤดูหนาว ช่วงเวลาที่นำเชื้อโรคมาใกล้จะหมดลงและทำให้ฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่นเข้ามาหาพวกเรา ฉันไม่ได้โง่มากพอที่จะละทิ้งไลฟ์สไตล์ที่สงบสุขและสบายอย่างนี้ไป

หลังจากจัดการมื้ออาหารของฉันเสร็จ ฉันพบว่าตัวเองกำลังจมอยู่กับการอ่านตำราไสยเวทจนถึงมื้อค่ำ

“ฟู่ว...”

ฉันกำลังเรียนรู้ทฤษฎีเวทมนตร์ของราชวงศ์ ซึ่งมันเกี่ยวกับการควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์

[ผู้แต่ง : ราฟาเอล แอสโทเรีย]

“...ไอ้นี่มันจะต้องเป็นพวกคลั่งศาสนาแน่เลย”

ภายในหนังสือมันมีทฤษฎีเกี่ยวกับการควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมันสามารถที่จะต่อกรอย่างง่ายดายกับวิชาของเนโครแมนเซอร์แล้ว ปัญหาของฉันเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มันเป็นเพราะว่ามันดูจะยกย่องเทพีมากเกินไปจนรู้สึกเกินตัว

เอาละ ฉันทำให้เจ้าแวมไพร์นั่นตายลงได้เพราะหนังสือเล่มนี้ แต่มันทำให้ฉันรู้สึกฝาดในปากของตัวเอง

“....ยังไงก็ตาม แม้แต่หนังสือเล่มนี้ยังไม่มีคำอธิบายกับฉันเลยว่าจะควบคุมหัวกะโหลกเอม่อนดีๆยังไง”

ฉันจำเป็นต้องหาทางควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากกว่านี้ในอนาคต

ฉันคิดถึงหัวกะโหลกที่ฉันได้รับมาจากปราสาทโรเนีย มันเป็นหัวกะโหลกแพะภูเขาที่หน้าตาดูน่าชั่วร้ายมาก

เพื่อทำการทดสอบมัน ฉันได้ไปยังพื้นที่เปิดกว้างที่ไม่มีผู้คน สวมหัวกะโหลกและใช้สกิลของฉัน มันทำให้ฉันรู้ว่าฉันไม่จำเป็นต้องภาวนาหรือรวบรวมพลังศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเติม ฉันสามารถที่จะใช้สกิลรัวๆได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับคูลดาวน์ของมัน

เงื่อนไขในการเพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแสดงให้เห็นว่ามันเป็นไอเทมที่ยอดเยี่ยม แต่ปัญหาของฉันนี่คือ…

“อาการหลังใช้นี้แม่งไม่ตลกเลย แม่งเอ้ย”

สภาพหลังใช้หัวกะโหลกมันร้ายแรงมากเกินไป มันช่วยเพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์ของฉันก็จริง รวมทั้งการเพิ่มพลังรักษาในช่วงเวลาอันสั้น แต่ว่าฉันก็จะล้มลงหมดสภาพจากการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์เกินตัวไป

ทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น หมอที่อยู่ในปราสาทโรเนียจะต้องมาที่นี่เพื่อดูแลฉัน เขาคอยถามฉันอยู่ตลอด

‘ท่านทำอะไรถึงได้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์หมดถึงเพียงนี้ครับ ฝ่าบาท?! นี่มันไม่ได้เกิดแค่ครั้งหรือสองครั้งแล้วนะครับ! ท่านใช้พลังเกินกำลังจนสามารถที่จะพิการได้เลยนะ…’

ต้องขอบคุณการทดลองของฉัน ฉันจึงต้องนอนอยู่บนเตียงเพิ่มอีกสามถึงสี่วัน

“มันไม่ดีแน่...ถ้าการใช้สกิลทดสอบหลายครั้งแบบนี้มันทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ฉันคงต้องหาวิธีอื่นแล้วละ”

ด้วยความคิดเหล่านี้ในหัว ฉันจึงให้ความสนใจในคัมภีร์เล่มอื่น

[พลังศักดิ์สิทธิ์และการชุบชีวิต : เรียนรู้การชุบชีวิต ผู้แต่ง : ราฟาเอล แอสโทเรีย]

ไอ้หมอนี้ เขาดูเหมือนมีความรู้กว้างขวางเกี่ยวกับหลายหัวข้อเลยนะ

มันเหมือนกับว่าเขาไม่ได้เพียงแต่ค้นคว้าเรื่องการควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังวิชาการรักษาขั้นลึกด้วยเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ได้มีทฤษฎีหลายอย่างเกี่ยวกับเวทย์ที่ถูกบันทึกไว้ในเรื่องเล่ามากมาย

“แต่ทำไมมันหนาจังวะ?”

มันหนาเท่ากับหนังสือสารานุกรมสองเล่มรวมกัน ฉันทำได้เพียงเดาะลิ้น เมื่อฉันกำลังจะหยิบมัน ซึ่งมีคนเรียกฉันมาจากด้านหลัง

“ฉันจะไปพักตอนกลางคืนแล้วนะคะ องค์ชาย”

ฉันหันกลับไปมองชาร์ลอตต์ที่สวมชุดคลุมฤดูหนาวและผ้าพันคอโค้งตัวให้กับฉัน

ฉันพึมพำตอบกลับไป “อ๋า มันสายขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย?”

ด้านนอกก็มืดสนิทลง เมื่อฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง

ชาร์ลอตต์จ้องมาที่ฉันสักพักหนึ่งก่อนที่จะเปิดปากพูดอย่างระมัดระวัง “ขอโทษนะคะ แต่...ท่านจะกลับไปยังพระราชวังไหม?”

“ทำไมฉันต้องไปยังที่ที่อันตรายแบบนั้นด้วยกัน?!”

ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนส่งแม่มดมอร์กาน่ามาที่นี่ ไม่เพียงแค่นั้น องค์จักรพรรดิคงจะไม่พึงพอใจอย่างมากกับหลานชายของเขาด้วยเช่นกัน มันบอกได้เลยว่าเขานั้นบังคับฉันให้ทำการ ‘สมัครใจ’ คอยช่วยสนับสนุนปราสาทโรเนีย

การไปที่นั่นคงจะทำให้ฉันได้คำตอบบ้าง ยังไงก็ตาม มันคงจะไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าฉันจะได้รับการปฏิบัติอย่างเย็นชา

เจ้าชายองค์อื่นคงจะไม่ดูถูกฉันด้วยสายตาที่เย็นยะเยียบและเหยียดหยาม แต่มันยังมาพร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ในขณะที่มองมายังแผ่นหลังของฉัน

“สถานที่อันตราย..”

เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่เธอจะยิ้มจางๆให้และโค้งตัวให้อีกครั้งหนึ่ง

“เฮ้ ระหว่างทางกลับบ้านก็ระวังตัวด้วยนะ”

ฉันเดินร่วมกับเธอไปยังประตูโบสถ์ มันทำให้ฉันพบฮาร์แมนยืนรออยู่ด้านหน้าถนนที่นำทางไปยังหมู่บ้านด้านใต้เขา

ฉันสะดุ้งตัวทันที เมื่อฉันเห็นเขา เขานี่แม่งโคตรจะเป็นพวกสตอล์คเกอร์เลย

แต่ว่า...

“ข้าจะส่งท่านกลับบ้านเอง”

...มันเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่เขารอชาร์ลอตต์และพาเธอส่งกลับบ้าน เพื่อทำให้มั่นใจว่าเธอได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยในตอนกลางคืน ฉันมองไปที่เธอและฮาร์แมนที่หายตัวไปจากถนน

**

(มุมมองที่3)

หลังจากที่เธอกลับมาถึงบ้านของเธอในหมู่บ้าน ชาร์ลอตต์ก็ถอดผ้าพันคอออกและเปลี่ยนไปเป็นชุดนอนกลางคืนที่สบายตัว แม้เธอจะเปลี่ยนชุดไปแล้ว ดวงตาของเธอยังแสดงให้เห็นถึงความครุ่นคิด

“อันตราย...”

เจ้าชายพูดว่ามันเป็นที่ที่อันตราย

คนที่ขับไล่เจ้าชายออกไปยังคงเล็งไปที่ชีวิตของเด็กหนุ่มอีกเหรอ?

มันเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเจ้าชายรู้ถึงเรื่องนี้และนั่นคือคำอธิบายที่ว่าทำไมเขาถึงไม่อยากที่จะกลับไปที่นั่น..

เธอไม่รู้เลยว่ามันเป็นเรื่องอะไรที่ทำให้เขารู้สึกย่ำแย่แบบนั้น ถ้าเขาทำให้เธอรู้บ้างสักเล็กน้อย มันคงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก

“แต่ว่า...ฉันจะช่วยอะไรได้ ถ้าฉันรับฟังปัญหาของเขาแล้ว?”

ชาร์ลอตต์กำหมัดแน่น

เธอนึกถึงสภาพที่เจ้าชายยืนประชันหน้ากับเคานต์แวมไพร์ในปราสาทโรเนีย

อัศวินที่ปล่อยแสงสว่างปรากฏขึ้นมากดดันแวมไพร์ หลังจากนั้นเจ้าชายก็สามารถที่จะตัดหัวของมันออกไปได้อย่างง่ายดาย

ในระหว่างที่มันเกิดขึ้น เธอไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เลย

มันไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระราชวังมันคงมีคนที่มีพละกำลังที่น่าหวาดกลัว ซึ่งสามารถที่จะคุกคามชีวิตของเจ้าชายได้ แต่เธอที่ยังคงเป็นเด็กยังเชื่อมั่นว่าเธอคงจะหาทางปกป้องเขาได้สักทางหนึ่ง

‘ฉันต้องขยันมากกว่านี้แล้ว’

เธอไม่ได้ดีมากพอ

แน่นอนว่าเธอจำเป็นต้องพยายามมากกว่านี้

ก่อนที่เธอจะก้าวออกไปนอกห้องของเธอ เธอสังเกตเห็นสมุดที่วางไว้บนชั้นวางของของเธอ มันเหมือนกับถูกทิ้งล้างไว้หลายสิบปีแล้ว มันเปรอะไปด้วยเลือดและโคลนดิน

หมึกของมันที่อยู่บนกระดาษทำให้ตัวอักษรอ่านได้ยาก ชาร์ลอตต์เห็นแผ่นกระดาษนี้และเอียงคอ เธอก้าวออกมานอกห้องและเห็นกริลและฮาร์แมนพูดคุยกันอยู่

“กริล เจ้ามีความคิดที่จะเข้าไปยังพระราชวังไหม?”

ตาของเธอแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า เมื่อเธอได้ยินมัน

พระราชวัง? กริล...? ทำไมกันนะ?

จบบทที่ Chapter 45: เจ้าชายกำลังกลับบ้าน – 2 (ส่วนที่1)

คัดลอกลิงก์แล้ว