เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - ต้นไทรผีขวางทาง

บทที่ 14 - ต้นไทรผีขวางทาง

บทที่ 14 - ต้นไทรผีขวางทาง


บทที่ 14 - ต้นไทรผีขวางทาง

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

“เอ๊ะ”

ฉินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะค้นเจอของแบบนี้ได้

หรือว่าจะเป็นของวิเศษชิ้นหนึ่ง

ในใจของเขาเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา

ในฐานะมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

เมื่อครู่ท่านพ่อให้ถุงเก็บของระดับต่ำแก่เขาใบหนึ่งก็ทำให้เขายินดีอย่างยิ่งแล้ว หากได้ของวิเศษมาอีกชิ้นหนึ่งจะต้องทำให้เขาประหลาดใจมากขึ้นไปอีกแน่นอน

แน่นอนว่าหากกาน้ำทองแดงใบนี้เป็นของวิเศษระดับสูงก็ถือว่าได้กำไรมหาศาล

เพราะทั้งตระกูลฉินก็มีของวิเศษระดับสูงอยู่ไม่กี่ชิ้น

แม้ว่าในตระกูลจะมีนักบวชขั้นสร้างฐานอยู่หลายคน แต่ตระกูลฉินเป็นตระกูลในสังกัดของสำนักราชันย์อสูร ตั้งแต่ผู้นำตระกูลคนเก่าจนถึงท่านพ่อของเขาล้วนใช้สัตว์วิญญาณเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด สำหรับของวิเศษระดับสูงนั้นมีก็ดีไม่มีก็ไม่บังคับ

เพราะพวกเขาใช้พลังกายและทรัพย์สินส่วนใหญ่ไปกับการเลี้ยงดูสัตว์วิญญาณ แน่นอนว่าไม่มีทรัพยากรเหลือพอที่จะไปแลกของวิเศษระดับสูงมา

จนถึงปัจจุบันนี้ทั้งตระกูลฉินสืบทอดกันมาก็มีของวิเศษระดับสูงอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

ฉินเฟิงหยิบกาน้ำทองแดงรูปทรงโบราณขึ้นมาด้วยใจที่เต้นระทึก พินิจพิจารณาดูอยู่สองสามครั้งก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

แม้ว่ากาน้ำทองแดงใบนี้จะมีรูปทรงแปลกตา บนตัวกายังแกะสลักลวดลายอสูรปีศาจประหลาดไว้มากมาย แต่ทั้งตัวกากลับไม่มีแสงวิญญาณแม้แต่น้อย แถมยังมีร่องรอยชำรุดอยู่บ้าง

เพราะบนตัวกามีรอยร้าวเล็กๆ อยู่หลายแห่ง ดูจากสภาพแล้วต่อให้เดิมทีเคยเป็นของวิเศษระดับสูง ตอนนี้ก็คงจะใช้งานไม่ได้แล้ว

เพียงแต่ว่าในใจของเขายังคงมีความหวังอยู่บ้าง จึงลองถ่ายพลังวิญญาณในร่างกายเข้าไปในกาน้ำทองแดงดู บางทีกาน้ำทองแดงใบนี้อาจจะยังคงมีพลังอยู่บ้างก็ได้

ผลคือพลังวิญญาณอันน้อยนิดของเขาที่ถ่ายเข้าไปนั้นเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้นเลย

ฉินเฟิงรู้สึกไม่ยอมแพ้จึงลองส่งจิตสัมผัสเข้าไปในกาอีกครั้ง กลับรู้สึกเพียงความมืดมิดมองไม่เห็นอะไรเลย

ทว่าเขาก็สัมผัสได้ว่ากาน้ำทองแดงใบนี้ไม่ธรรมดา หากเป็นของธรรมดาทั่วไปจะต้องถูกเขามองทะลุได้ในพริบตา ไม่ให้ความรู้สึกเช่นนี้แก่เขา แต่ตอนนี้จิตสัมผัสของเขาที่ส่งเข้าไปกลับเหมือนเข้าไปในพื้นที่ที่มืดมิดและเงียบสงัด หาขอบเขตไม่เจอ

ช่างเถอะ เก็บไว้ก่อนค่อยว่ากันทีหลัง

ฉินเฟิงพลิกมือเก็บกาน้ำทองแดงเข้าไปในถุงเก็บของ แล้วก็เริ่มค้นหาในซากปรักหักพังของแท่นบูชาอย่างมีความสุขต่อไป เขาก็ได้พบกับของวิเศษที่มีไอสังหารทมิฬอีกสิบกว่าชิ้น

สิ่งนี้ทำให้เขาดีใจมาก เพราะทั้งหมดนี้ล้วนเป็นของดีที่สามารถแลกเป็นหินวิญญาณได้

ในตอนนี้เสียงการต่อสู้จากที่ไกลๆ ได้เงียบลงแล้ว

ฉินเฟิงและฉินหยางรู้สึกกังวลเล็กน้อย

แม้ว่าลี่เทียนโฉวจะดูได้เปรียบ ไล่ล่าสังหารนักบำเพ็ญตนสายมารอย่างแข็งกร้าว แต่การต่อสู้เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุด เพียงแค่ประมาทเล็กน้อยก็อาจจะพลิกผันได้

บางทีนักบำเพ็ญตนสายมารนั่นอาจจะยังมีไพ่ตายซ่อนอยู่ หากเขาสังหารลี่เทียนโฉวกลับมาได้ พวกเขาก็คงจะตกอยู่ในอันตราย

โชคดีที่ฉินหลงกล่าวขึ้นมาในไม่ช้า “ไม่ต้องกังวล ลี่เทียนโฉวชนะแล้ว”

อย่างไรเสียเขาก็เป็นนักบวชขั้นสร้างฐาน และบนตัวเขาก็ไม่ได้มีเพียงอสรพิษเนตรมรกตเป็นสัตว์วิญญาณเพียงตัวเดียว เพียงแต่ว่าสัตว์วิญญาณตัวอื่นๆ ยังไม่ถึงขั้นสร้างฐานจึงไม่ได้ปล่อยออกมาเข้าร่วมการต่อสู้

ก่อนหน้านี้ลี่เทียนโฉวทั้งสองคนสู้กันห่างออกไปเรื่อยๆ ฉินหลงกังวลว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นแล้วหนีไม่ทันจึงได้ปล่อยสัตว์วิญญาณอีกตัวหนึ่งคือนกเมฆาออกมา ให้นกเมฆาไปสอดแนมการต่อสู้ของคนทั้งสองแทนเขา

แม้ว่านกเมฆาตัวนี้จะมีพลังแค่ขั้นบำเพ็ญปราณตอนต้น แต่มีความเร็วในการบินสูงมาก เหมาะสำหรับใช้ในการสืบข่าวสงครามอย่างยิ่ง

ฉินเฟิงและฉินหยางได้ยินคำพูดนี้ก็ถอนหายใจโล่งอก

แน่นอนว่าเพียงครู่เดียวร่างของลี่เทียนโฉวก็บินมาจากที่ไกลๆ

เพียงแต่ว่าเขาก็ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ใบหน้าขาวซีดเหมือนหิมะ บนร่างกายยังมีบาดแผลอยู่สองแห่ง เห็นได้ชัดว่าการตอบโต้ก่อนตายของนักบำเพ็ญตนสายมารนั่นก็รับมือได้ไม่ง่ายเช่นกัน

ทว่าในแววตาของเขากลับไม่มีความกังวลใดๆ กลับมีความยินดีอยู่บ้าง

เพราะหลังจากสังหารนักบำเพ็ญตนสายมารนั่นแล้ว ไม่เพียงแต่เขาจะได้ของวิเศษบนตัวของอีกฝ่ายมา ยังได้ช่วยชีวิตจ้าวจิงเหลยและคนอื่นๆ ไว้ได้อีกด้วย เมื่อกลับไปถึงเมืองหลวงแล้วจะต้องได้รับผลประโยชน์อื่นๆ อีกแน่นอน

“ขอแสดงความยินดีกับท่านลี่ที่สังหารนักบำเพ็ญตนสายมารที่ชั่วร้ายนั่นได้”

ฉินหลงประสานมือคารวะลี่เทียนโฉว “ข้าฉินขอขอบคุณท่านลี่แทนหญิงสาวที่ถูกนักบำเพ็ญตนสายมารสังหารอย่างโหดเหี้ยมในเมืองคุน”

“ท่านฉินไม่ต้องเกรงใจ”

ลี่เทียนโฉวไอเบาๆ สองสามครั้ง เห็นได้ชัดว่าอวัยภายในและเส้นลมปราณของเขาก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย มิฉะนั้นคงไม่เป็นเช่นนี้

“พวกมารนอกรีต ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ลงโทษ อีกอย่างการสังหารคนชั่วผู้นี้ก็เป็นภารกิจของข้าที่มาเมืองคุนอยู่แล้ว”

พูดจบเขาก็เดินเข้ามาใกล้ เมื่อย่อตัวลงตรวจสอบจ้าวจิงเหลยจนทั่วแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว และหันไปมองฉินหลงทันที

ฉินหลงส่ายหน้ากล่าวว่า “หากถูกอสูรปีศาจทำร้ายข้ายังพอจะรักษาได้ แต่ของจำพวกวิญญาณมืดเช่นนี้ข้าไม่ถนัด”

ลี่เทียนโฉวรู้สึกจนใจ

เขาเป็นนักบำเพ็ญเพียรกระบี่ ให้เขาฆ่าคนไม่มีปัญหา แต่ให้เขาช่วยคนนั้นเกินความสามารถของเขาไปหน่อย

และแม้ว่าไอสังหารทมิฬและอสูรวิญญาณในร่างกายของจ้าวจิงเหลยและคนอื่นๆ จะถูกฉินหลงใช้อาคมสะกดไว้ชั่วคราว แต่นี่ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว

หากไม่กำจัดไอสังหารทมิฬเหล่านั้นออกไป วิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ในร่างกายของพวกเขาจะคอยดูดซับพลังหยางของพวกเขาตลอดเวลา กัดกร่อนพลังชีวิตของพวกเขา หากไม่รีบกำจัดออกไปนานวันเข้าจะทำให้สูญเสียพลังชีวิตอย่างมาก

แต่ปัญหาตอนนี้คือเขาจะพาคนตระกูลจ้าวเหล่านี้ไปได้อย่างไร

ขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่งลี่เทียนโฉวจึงหันไปกล่าวกับฉินหลงอย่างลังเลเล็กน้อย “ขอรบกวนท่านฉินช่วยพาน้องๆ เหล่านี้ไปกับข้าที่เมืองหลวงด้วยเถิด”

“ได้”

ฉินหลงพยักหน้าตอบตกลงทันทีโดยไม่ปฏิเสธ

ก็ไม่มีอะไรต้องปฏิเสธนี่ไม่ใชเรื่องเสียหายอะไร แม้ว่าจะต้องเสียเวลาไปเมืองหลวงบ้าง แต่พวกเขาช่วยชีวิตจ้าวจิงเหลยและคนอื่นๆ ไว้ ตระกูลจ้าวย่อมต้องแสดงความขอบคุณบ้าง

มิฉะนั้นในอนาคตหากมีคนตระกูลจ้าวประสบภัยอีกใครจะไปสนใจ

อันที่จริงหากลี่เทียนโฉวไม่มีของวิเศษประเภทบินขนาดใหญ่ที่ไหนเลยจะยอมให้ฉินหลงตามไปแบ่งส่วนแบ่งที่ตระกูลจ้าว

เพียงแต่ว่าความเร็วในการบินด้วยกระบี่ของเขานั้นเร็วมากแต่ก็สามารถพาคนไปได้มากที่สุดเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนศิษย์ตระกูลจ้าวคนอื่นๆ เขาก็ไม่สามารถทิ้งไว้ที่นี่ได้จึงจำใจต้องขอให้ฉินหลงไปด้วยกัน

ไอสังหารทมิฬและวิญญาณร้ายที่อยู่ในร่างกายของคนเป็นจะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงและในร่างกายของจ้าวจิงเหลยนั้นยังมีวิญญาณร้ายขั้นสร้างฐานตอนต้นอยู่ด้วยยิ่งจะทำให้เสียเวลาไม่ได้นี่คือเหตุผลที่ลี่เทียนโฉวไม่ได้คิดหาวิธีอื่นเพื่อกลับไปอย่างช้าๆ

ฉินหลงก็ไม่รอช้าปล่อยอสรพิษเนตรมรกตออกมาทันทีวางจ้าวจิงเหลยและคนอื่นๆ ไว้บนหลังงูแล้วใช้พลังเวทย์ยึดไว้เพื่อไม่ให้พวกเขาร่วงหล่นลงมาระหว่างทาง

หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้วฉินหลงก็หันไปสั่งฉินเฟิงและฉินหยางสองคนว่า “พวกเจ้ารีบเรียกกำลังคนทั้งหมดกลับมาแล้วออกจากที่นี่ไปเสีย

ดึกดื่นค่อนคืนแล้วเมื่อครู่การต่อสู้เสียงดังขนาดนั้นหากดึงดูดอสูรปีศาจตัวอื่นมาลอบโจมตีข้าไม่อยู่พวกเจ้าอาจจะต้านทานไม่ไหว”

ฉินหยางรีบรับคำ “ท่านอาเจ็ดวางใจข้าจะรวบรวมกำลังคนทั้งหมดกลับเมืองเดี๋ยวนี้”

แม้จะไม่มีคำสั่งของฉินหลงเขาก็ไม่กล้าอยู่ที่นี่นาน

อย่างไรเสียเขาก็มีพลังแค่ขั้นบำเพ็ญปราณระดับหกสูงสุดในบรรดาทหารกองตรวจการทั้งหมดก็มีเพียงหัวหน้าทีมสามคนเท่านั้นที่เป็นนักสู้ขั้นกำเนิดส่วนที่เหลือเป็นนักสู้ขั้นกำเนิดหากมีอสูรปีศาจที่ร้ายกาจมาจริงๆ พวกเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บได้ง่ายๆ

ฉินหลงเห็นพวกเขาเชื่อฟังก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรอีกเหินร่างขึ้นไปบนหลังอสรพิษเนตรมรกตขี่งูวิญญาณตามลี่เทียนโฉวไปยังทิศทางของเมืองหลวง

มองดูเงาของพวกเขาที่ห่างออกไปจนลับหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืนฉินหยางก็ไม่มองต่อนานนักหยิบนกหวีดไม้ไผ่ออกจากอกแล้วเป่าเสียงแหลมออกมา

เขากำลังเรียกทหารกองตรวจการทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่

ด้วยพลังวิญญาณของเขาเสียงนกหวีดจึงดังไปได้ไกล

ในไม่ช้าก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากที่ไกลๆ ทีมต่างๆ ที่กระจัดกระจายก็มารวมตัวกัน

ฉินหยางนับดูแล้วพบว่าคนมาครบแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก

“พี่หยาง พี่หู่พวกเขาเป็นอะไรไป”

หัวหน้าทีมคนสนิทคนหนึ่งเห็นเฉินหู่และคนอื่นๆ ที่อยู่บนพื้นก็ตกใจ

นี่เป็นน้องๆ ในสังกัดของเขาจึงกังวลถึงความปลอดภัยของพวกเขามากที่สุด

“ไม่เป็นไรแค่ถูกไอสังหารทมิฬเข้าแทรกซึมร่างกายทำให้สับสนไปบ้าง”

ฉินหยางสั่งว่า “มาช่วยกันหน่อยแบกพวกเขากลับไปหลังจากกลับไปแล้วข้าจะช่วยขับไล่ไอสังหารทมิฬให้พวกเขา”

ได้ยินฉินหยางพูดเช่นนั้นทุกคนก็วางใจ

ขอแค่คนไม่เป็นอะไรก็พอ

จากนั้นก็มีคนสองสามคนฟันกิ่งไม้ทำเปลอย่างง่ายๆ แล้วยกเฉินหู่และคนอื่นๆ ขึ้นมา

“จริงสิ ท่านฉินไปไหนแล้วเมื่อครู่เหมือนจะเห็นงูวิญญาณของท่านฉินบินผ่านไปบนท้องฟ้า”

ชายฉกรรจ์ร่างกำยำอีกคนถามขึ้น

เขาคือจ้าวม่งและเป็นหนึ่งในสามนักสู้ขั้นกำเนิดของกองตรวจการที่มีฝีมือแข็งแกร่งที่สุด

“ท่านอาเจ็ดกับท่านลี่ต้องไปเมืองหลวง”

ฉินหยางเล่าสถานการณ์คร่าวๆ แล้วกล่าวว่า “นักบำเพ็ญตนสายมารนั่นถูกท่านลี่สังหารแล้วเมืองคุนก็จะสงบสุขในไม่ช้าป่าเขานี้ไม่ปลอดภัยทุกคนอย่าอยู่นานรีบไปจะดีกว่า”

“ใช่ๆๆ รีบไปกันเถอะ”

จ้าวม่งและคนอื่นๆ ก็คิดได้ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยเมื่อครู่การต่อสู้มีพลังวิญญาณกระจายไปไกลขนาดนั้นหากดึงดูดอสูรปีศาจอะไรมาพวกเขาอาจจะต้องต่อสู้อย่างหนักอีกครั้ง

กลุ่มคนรีบเดินกลับไปยังทางที่มา

เมื่อออกจากป่ามาถึงทางที่ป่าช้าก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก

อย่างไรเสียในป่าลึกก็ไม่มีทางเดินที่เรียบร้อยและยังมีแมลงมีพิษงูซ่อนตัวอยู่ในความมืดไม่รู้ว่าจะโผล่ออกมากัดเมื่อไหร่หากถูกพิษก็เป็นเรื่องยุ่งยาก

ทุกคนเดินไปตามทางเล็กๆ ของป่าช้าเพียงแค่ออกจากป่าช้าไปข้างหน้าก็จะเป็นทางเรียบแล้ว

ในขณะนั้นเองทหารสองสามคนที่เดินอยู่ข้างหน้าก็ร้องอุทานขึ้นมา “ต้นไทรใหญ่ที่คอยปกป้องป่าช้าต้นนั้นล้มลงมาได้อย่างไร”

ฉินเฟิงได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าก็เห็นต้นไทรผีกลวงที่ต้องใช้คนหลายคนโอบล้มลงมาขวางทางที่ทุกคนจะจากไป

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - ต้นไทรผีขวางทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว