เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 21: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 3 (ส่วนที่ 1)

Chapter 21: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 3 (ส่วนที่ 1)

Chapter 21: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 3 (ส่วนที่ 1)


“ฉันได้อ่านในหนังสือและพบว่าปืนมันอยู่ในโลกนี้ก็จริง แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะอยู่ในพื้นที่ธรรมดาทั่วไปเช่นนี้เลยแหะ”

ปืนมันน่าจะเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม และในเวลาเดียวกัน มันเป็นการประดิษฐ์คิดค้นที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์คิดขึ้นมา

ไม่เหมือนอาวุธอย่างอื่น เช่นดาบและธนู ซึ่งมันต่างต้องมีฝีมือในการใช้งานพวกมัน การใช้งานปืนเป็นอาวุธในสงคราม เป็นเรื่องที่ง่ายกว่ามากในการใช้มันให้คุ้นเคย กับความจริงที่ว่ามันก็เพียงแค่ลั่นไกปืนเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะสังหารใครสักคนหนึ่ง

ยังไงก็ตาม ปืนในโลกใบนี้ต่างถูกปฏิบัติราวกับ ‘ของตกแต่ง’ เสียมากกว่า และมันมีเหตุผลด้วยเช่นกัน

แทนที่มันจะใช้ดินปืน ปืนคาบศิลาเหล่านี้ต่างพึ่งพาแนวคิดในการใช้ ‘พลังมานา’ ในการยิงออกไป ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกมันถึงถูกใช้โดยพวกนักเวทย์เป็นส่วนใหญ่

นั่นหมายความว่ามีแค่พวกนักเวทย์เท่านั้นที่ใช้งานมันได้งั้นเหรอ?

ไม่ละ ผิดแล้ว

ไม่ว่าคุณจะเป็นอัศวิน ทหารรับจ้างหรือจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป ตราบเท่าที่คุณใช้พลังมานา พลังศักดิ์สิทธิ์หรือจะเป็นพลังมาร คุณก็สามารถที่จะใช้ปืนเหล่านี้ได้

นักเวทย์และนักเล่นแร่แปรธาตุมากมายต่างใช้เวลากว่าสองร้อยปีหรือมากกว่านั้น ในการคิดค้นวิธีทางในการพัฒนาปืนให้มันดีไปกว่านี้ และด้วยการคิดค้นมากมายเหล่านั้น....มันจึงกลายเป็น ‘ของตกแต่ง’ แทน

รู้ไหมว่าทำไมมันจึงกลายเป็นของตกแต่งกัน

“…..สิ้นเปลืองมานาอย่างไร้สาระชะมัด”

การยิงออกไปครั้งหนึ่ง มันใช้พลังมานาจำนวนมหาศาล

ฉันได้อ่านมาว่า แม้แต่นักเวทย์ที่เก่งกาจมากที่สุดก็ใช้พลังมานาไปทั้งหมดกับการยิงออกไปเพียงห้านัด มันเป็นที่พูดกันว่าคุณจำเป็นต้องใช้เวลากว่าห้านาทีในการรวบรวมมานาเพื่อสร้างกระสุนขึ้นมาสักนัดด้วยเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน ระยะยิงปืนของมันก็ยิ่งน่าอนาถมากกว่านั้นอีก ซึ่งมันมีระยะยิงเพียงแค่ 50 เมตร ซึ่งมันกลายเป็นคำถามว่ามันจะคุ้มค่าไหมพลังทำลายล้างของมัน เมื่อเทียบกับการใช้มานาไปมากขนาดนั้น

ไม่ละ มันผิดอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่ยิงออกไป มานาที่รวมกันเป็นก้อนก็จะแตกลงและกระจายไปทั่วกลางอากาศ มันไม่สามารถที่จะทำให้ศัตรูได้รับบาดเจ็บหนักในระยะ 50 เมตรด้วยซ้ำไป

การใช้เวลากว่า 5 นาทีในการร่ายเวทย์หมู่ มันจะสร้างความเสียหายกับศัตรูได้อย่างหนักหน่วง เมื่อคิดถึงพลังมานาที่ใช้ไป บอกได้เลยว่ามันเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า

แต่ยังไงก็ตามปืนยังคงมีอยู่ในโลกใบนี้ และมันมีเหตุผลอยู่สองข้อ

เหตุผลข้อแรก มันมีไว้เพื่อ ‘ลดน้ำหนัก’

มันไม่ได้มีข้อชี้ชัดระหว่างไขมันกับมานา แต่แม้ว่าจะเป็นแบบนั้น ฉันก็รู้มาว่าพวกผู้หญิงจากชนชั้นสูงต่างยิงปืนระยะไกลกัน เพื่อลดน้ำหนัก

อีกหนึ่งเหตุผลคือพวกขุนนางมีงานอดิเรกในการเก็บสะสมของเหล่านี้

ปืนมันก็เป็นของตกแต่งด้วยเช่นกันและขุนนางที่ร่ำรวยต้องการที่จะเก็บ ‘ของจริง’ ไว้ด้วย ดังนั้นฉันจึงคิดว่าพวกนักเวทย์สร้างพวกนี้ขึ้นมาเป็นของตกแต่งราคาแพงเท่านั้น

มันเหมือนว่าสำหรับพวกขุนนางเหล่านี้ค่อนข้างโง่เขลาเป็นบางเวลา พวกเขาต่างใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก เพียงแค่ต้องการวางปืนไว้โอ้อวดเท่านั้น แม้ว่าจะเป็นแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีเหตุผลอื่นอะไรนอกจากการลดน้ำหนัก

เอาเถอะ คนธรรมดาส่วนใหญ่ต่างเก็บรวบรวมขยะเหล่านี้ ไว้เป็นงานอดิเรก

ฉันสงสัยว่าเจ้าปืนคาบศิลานี้มันมีราคามากเพียงใด? ฉันได้ยินมาว่ามันมีราคาเท่ากับอวัยวะแขนหรือขาของคนสักข้าง...

“มันช่างน่าเสียดายจริง ถ้าฉันรู้วิธีการสร้างผงดินปืน ฉันคงจะหาเงินได้มากขนาดนั้น…”

แล้วฉันจะทำอะไรได้อีกกัน? มันไม่เหมือนกับว่าหมาหรือแมวทุกตัวจะเรียนรู้วิธีการผสมสารเคมีสักหน่อยและฉันก็ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ด้วย เพราะว่าฉันไม่รู้ว่าจะถูกโยนเข้ามาสู่อีกโลกแบบนี้

ฉันส่ายหัวและหยิบปืนคาบศิลากลับไปวางไว้บนกำแพง แต่หลังจากนั้นฉันก็หันไปมองรอบๆ

“ฉันลองยิงสักรอบดูก่อนดีไหมนะ?”

ทันใดนั้น ฉันรู้สึกสงสัยอย่างมาก

มันเป็นเรื่องที่น่าสนุกในการเล่นกับปืนคาบศิลาในโลกใบนี้ แต่มันจะน่าสนุกไปมากกว่านี้ ถ้าลองยิงมันดูสักนัด

นอกจากนี้แล้ว ฉันยังพบว่าการใส่พลังศักดิ์สิทธิ์ลงไปนิดเดียวมันก็ไม่ได้ทรงพลังมากสักเท่าไหร่ ฉันคงจะทำให้เฟอร์นิเจอร์เกิดรอยขีดข่วนขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง

พร้อมกับความคิดเหล่านี้ในหัว ฉันแอบหยิบปืนออกมาจากกำแพงอีกรอบหนึ่ง

แทนที่จะใส่ลูกกระสุนลงไปในปากกระบอกปืน เจ้าปืนคาบศิลานี้เป็นปืนประเภทชักเสียมากกว่า มันเป็นเพราะว่าตัวปากกระบอกปืนจำเป็นต้องใช้ระบายความร้อนออกมา หลังจากที่ยิงกระสุนออกไป ดังนั้นฉันจึงดูการออกแบบนี้

ฉันหยิบปืนคาบศิลาและพ่นลมหายใจออกไปตรงที่กระสุนจะต้องใส่เข้าไป หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือมานา

[กระสุนได้ถูกสร้างขึ้นโดยการใช้พลังศักดิ์…]

[คุณได้เข้าสู่สถานะควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์]

[ออร่าศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกใช้งาน อุปกรณ์จะได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นเวลาชั่วคราว]

หื้อ?

ข้อความโผล่ขึ้นมาเต็มหัวของเขา ตั้งแต่ที่ฉันเห็นพวกมันขึ้นมาก่อน พวกมันไม่ได้ทำให้ฉันตกใจ แต่ ‘ออร่าศักดิ์สิทธิ์’ กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง

คนที่ถูกรักโดยพระเจ้า หรือคนที่ได้รับการอวยพรจากพระเจ้า ไม่ว่ายังไงก็ตาม – นี่คือหนึ่งในพลังที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซึ่งมันสามารถถูกพบได้ทั่วทวีป

แต่ ‘ออร่าศักดิ์สิทธิ์’ นี่มัน….

มันคือความสามารถเหนือธรรมชาติที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ มานา พลังศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่พลังมาร

“มันน่าจะถูกปฏิบัติราวกับสุดยอดพลังของโลกใบนี้ป่าว?”

เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่าเจ้าของร่างกายนี้มีพลังนี้มาก่อนที่ฉันจะเข้ามายึดร่างกัน? แน่นอนว่าเขามีสายเลือดที่สำคัญอย่างมาก แต่ฉันกลับไม่ได้คิดว่าเขาจะมีความสามารถเช่นนี้

“มันน่าลึกลับมากจริง...”

เมื่อฉันคิดถึงเรื่องนี้ ฉันก็ได้ใช้พลังนี้ไปโดยที่ไม่รู้ตัว ในขณะที่เผชิญหน้ากับซอมบี้หมี พลั่วของฉันได้รับการเสริมพลังและฉันป้องกันการโจมตีของสัตว์ประหลาดที่ดุร้ายนั่นได้

“มันสามารถเพิ่มอุปกรณ์ได้ชั่วคราว....”

ฉันเดาว่ามันคล้ายคลึงกับการ ‘เสริมพลัง’

บางทีมันอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้? การใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้สูงมากเท่าที่ฉันกลัว ถึงแม้ว่าฉันจะรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย มันก็ไม่ได้แย่เหมือนตอนที่ฉันสร้างน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา

ฉันไม่มีปัญหากับการเคลื่อนไหวร่างกายหลังจากนั้น

มันใช้เวลาสร้างกระสุนมาประมาณหนึ่งนาทีหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย

มันอาจจะเป็นเพราะว่าฉันน่าจะสร้างกระสุนขยะขึ้นมาก็ได้ แต่ฉันไม่มีทางรู้ถึงผลลัพธ์ของมันได้เลย แม้แต่นักเวทย์ที่เก่งกาจยังต้องใช้เวลาห้านาทีในการชาร์จ ดังนั้นมันไม่มีทางที่ฉันจะใช้เวลาเพียงแค่นาทีเดียวเท่านั้น

ฉันยกปืนคาบศิลาขึ้นและเล็งไปที่แจกันที่วางอยู่บนชั้นวางของ ฉันสงสัยถึงพลังทำลายล้างของมันมาก

ฉันรู้สึกเหมือนกับเด็กที่ลองเล่นปืนบีบีกันที่พึ่งซื้อมาใหม่ ฉันพึมพำออกมาเล็กน้อยตอนที่ฉันลั่นไกออกไป

“ปัง”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฉันตกใจ..

บึ้ม!!

...มันกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่นี่สิ

เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วคฤหาสน์

ฉันล้มก้นจ้ำเบ้ากับใบหน้าที่ตกตะลึง แล้วฉันก็ปล่อยปืนคาบศิลาลงไป ไม่เพียงเพราะความตกใจ แต่มันเป็นเพราะฉันไม่สามารถรับมือกับแรงดีดได้

ฉันได้ยินเสียงร้องของคนรับใช้และสาวใช้ด้านนอกหน้าต่าง พวกเขาต่างตกใจกับเสียงระเบิดที่เกิดขึ้น

ปัง! ปัง!

“ฝ่าบาท! เกิดอะไรขึ้น?”

ในวินาทีต่อมา ฉันได้ยินเสียงตะโกนที่ตกใจของพาลาดินจากด้านหลังประตู เสียงของเขาดูแตกต่างออกไปจากเสียงที่เหมือนกับหุ่นยนต์ก่อนหน้านี้ แน่นอนละว่าเขาคงตกใจกับระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

แต่ปฏิกิริยาของฉันมันช้าไป พาลาดินตัดสินใจที่จะพังประตูเข้ามาก่อน

“เกิดอะไร…”

ฉันรีบลุกขึ้นยืนและผลักพาลาดินออกไปนอกประตู ก่อนที่เขาจะสามารถก้าวเข้ามาด้านใน

“ไม่มีอะไร” ฉันตอบ

“ครับ? แต่ว่า ฝ่าบาท...”

สายตาของพาลาดินรีบกวาดมองไปทั่วห้อง มันเหมือนกับว่าเขาต้องยืนยันบางอย่างก่อน แต่ฉันใช้แรงทั้งหมดผลักเขาออกไปนอกห้อง

“เห้ย มันไม่ดีเลยนะที่จะบุกรุกห้องของเด็กหนุ่มที่กำลังโตอยู่นะ เข้าใจไหม?”

ฉันใช้แรงขาที่มีเพื่อให้เขาถอยกลับไป แน่นอนมันจะทำให้ขาของฉันปวดขึ้น จากการเตะไปโดนเกราะของเขา ดังนั้นฉันจึงทำได้เพียงวางมือลงไปบนเกราะอกของเขาและผลักออกไป

หลังจากที่ไล่พาลาดินออกไปด้านนอกได้ ฉันก็รีบปิดประตู

ในขณะที่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ฉันเหลือบไปมองปืนคาบศิลาที่อยู่บนพื้นและรูขนาดเท่าหัวคนที่อยู่ด้านข้าง ในขณะที่ขมวดคิ้วแน่น

“ของตกแต่งก็เชี่ยละ!!!”

ใครกันที่พูดออกมา? ว่าปืนพวกนี้มันเป็นของตกแต่งไว้ลดน้ำหนักกัน?

ด้วยพลังทำลายล้างขนดานี้ ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาหรือซอมบี้ก็จะถูกยิงตายในนัดเดียวอยู่ดี

ติดตามอ่านก่อนใครได้ที่ Rachin Fanpage ครับ

จบบทที่ Chapter 21: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 3 (ส่วนที่ 1)

คัดลอกลิงก์แล้ว