เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 20: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 2 (ส่วนที่ 2)

Chapter 20: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 2 (ส่วนที่ 2)

Chapter 20: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 2 (ส่วนที่ 2)


นี่ทำให้เจ้าเมืองแสดงท่าทีลำบากใจในทันที จากนั้นเขาก็เหลือบมองพาลาดินแล้วพูด “จ..เจ้าชายครับ แบบนั้นคงจะไม่ค่อยดีนะครับ”

เจ้าเมืองผู้ชั่วร้ายคงไม่ลังเลที่จะประเคนคนใช้ต่ำต้อยมาให้ในฐานะเครื่องสังเวย อย่างไรก็ตาม ด้วยพวกพาลาดินที่คอยจับตาดูฉันอยู่รอบๆในระหว่างการประชุมนี้ เขาคงไม่สามารถทำเรื่องห่ามๆแบบนั้นได้

เจ้าเมืองคนนี้เป็นคนที่เข้าใจอะไรเร็วดีจริงๆ และฉันก็ชอบแบบนี้ ใช่แล้ว มันคงจะไม่ค่อยดีจริงๆถ้าสาวใช้เข้ามาเยี่ยมห้องฉันในเวลาที่ไม่สมควร เพราะนั่นอาจจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉันได้

“อย่าเข้าใจผิดไปสิ ฉันแค่อยากจะผ่อนคลายเฉยๆ มันก็เท่านั้นเอง” ฉันสร้างความมั่นใจให้เขา

เจ้าเมืองยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “อะ ฮ่าฮ่า! บ..แบบนั้นเองหรอครับเจ้าชาย? ถ้าอย่างนั้นโปรดตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาไปดูที่พักของท่านครับ”

เขาลุกขึ้นพรวดจากที่นั่งของเขาและเรียกคนใช้ ในระหว่างนั้น ฉันก็เหลือบมองหัวหน้าพาลาดิน

เขากำลังเฝ้าสังเกตฉันจากช่องว่างของหมวก ฉันรู้สึกได้เลยว่าเขากำลังขมวดคิ้วอยู่

นั่นแหล่ะ จับตาดูให้ดีๆหล่ะพวก! ฉันยังเป็นไอ้โง่จอมหื่นอยู่! เพราะฉะนั้นช่วยกลับไปที่บ้านแล้วโน้มน้าวพวกคนที่จ้างนักฆ่าให้เชื่อหน่อยได้ไหม? ฉันหมายถึง ที่นั่นพวกนั้นก็มีการแข่งขันค่อนข้างหนักอยู่แล้วใช่ไหมหล่ะ? พวกนั้นจะหาเวลามาห่วงเรื่องไอ้โง่ที่ถูกเนรเทศอย่างฉันได้หรอ?

ฉันแค่อยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่นี่ การใช้ชีวิตแบบที่ต้องมาคอยหนีนักฆ่ากระหายเลือดอยู่เรื่อยๆนั้นคือชะตากรรมที่ฉันอยากหลีกเลี่ยงด้วยทุกอย่างที่มี เข้าใจใช่ไหม?

ฉันถูกนำทางมาถึงห้องของฉันในเวลาไม่นาน

มีคนรับใช้ผู้ชายอยู่คนนึงถูกสั่งให้มารับใช้ฉัน ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้วแหล่ะนะที่จะไม่ใช่ผู้หญิง นอกจากนี้ก็มีพาลาดินคนนึงคอยตามติดอยู่ใกล้ๆด้วยเหมือนกับว่านับจากนี้ไปเขาจะเป็นคนเฝ้าสังเกตการฉัน

ห้องที่ฉันถูกพามานั้นค่อนข้างสะอาดและดูธรรมดา แต่อย่างน้อยเตียงนุ่มๆมันก็ยังดีกว่าแผ่นไม้แข็งๆที่ฉันใช้ตอนอยู่ในโบสถ์เป็นล้านเท่าหล่ะนะ แถมยังมีเตาผิงที่ช่วยคลายความหนาวด้วย

ฉันรู้สึกว่าการจัดเตรียมนี้ค่อนข้างน่าพอใจเลยทีเดียว

ฉันหันไปแล้วจ้องมองทั้งคนรับใช้ชายกับพาลาดิน พาลาดินนั้นยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าประตู ในขณะที่คนรับใช้รอรับคำสั่งของฉันอย่างเป็นกังวล

ซึ่งนี่ก็พอเข้าใจได้อยู่ หลานชายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์คนนี้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในเรื่องที่ชอบตบคนรับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ เรื่องราวที่ไม่น่าฟังทั้งหลายแหล่ของเจ้าชาย ‘ตัวบัดซบ’ ต้องมาถึงที่แห่งนี้แล้วก่อนวันที่ฉันจะมาถึงอย่างแน่นอน

มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยกับการที่คนใช้คนนี้แอบปิดบังแก้มของเขาเอาไว้ในขณะที่รอฉันอย่างเป็นกังวล

“ไปเอาน้ำสะอาดๆมาให้หน่อย”

“น้ำหรอครับ....?”

คนใช้มีท่าทีประหลาดใจ

“ก็ใช่หน่ะสิ แล้วก็...อืมมม เอาเหล้ามาให้ด้วยนะ”

จากนั้นพาลาดินก็เหลือบมองมาที่ฉัน

“อะไรอีกหล่ะ? ตอนนี้ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มด้วยงั้นหรอ?”

เขาหันหน้ากลับไปแล้วทำหน้าที่ของเขาต่อ

ให้ตายเถอะ เดี๋ยวก่อนนะ หรือว่าไอ้หมอนี่ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นคนเหล็กจากเรื่องเทอร์มิเนxxx?

หลังจากนั้นไม่นาน คนใช้ก็เอาเหล้ามาให้ฉันขวดนึงพร้อมกับน้ำตามที่ฉันร้องขอ

“อืม ขอบใจ ตอนนี้เจ้าไปได้แล้ว”

“ข..ขอบคุณครับ เจ้าชาย!”

เขารีบปิดประตูแล้วออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

จากนั้นฉันก็เริ่มตรวจสอบห้องโดยละเอียดอีกครั้ง

โลกนี้ไม่น่าจะมีการซ่อนกล้องหรือของพวกนั้นใช่ไหม? ฉันอยากทำให้มั่นใจ แต่เนื่องจากฉันไม่สามารถสัมผัสถึงพลังศักด์สิทธิ์ พลังมารหรือมานาที่อยู่ในห้องได้ มันก็น่าจะไม่เป็นปัญหาอะไรหรอกมั้ง

ฉันเดินตรงไปแล้วเทเหล้าในขวดลงชักโครก จากนั้น ฉันก็เติมน้ำเข้าไปในขวดเปล่าก่อนที่จะใส่พลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไป

“ถ้ามันเป็นไปตามที่ฉันคิดว่าฉันคงได้ตายจากการทำงานหนักเกินไปแน่ๆ”

มีนักบวชแค่แปดสิบคนประจำการอยู่ที่นี่ และพวกเราก็มีหน้าที่ทำพิธีชำระล้างให้คนเป็นพัน นี่เพี้ยนกันไปแล้วรึไง? นักบวชควรจะเป็นประชาชนชั้นสูงของโลกนี้ไม่ใช่หรอ แต่ถึงอย่างนั้น ไอ้แนวคิดป่วยๆอย่างการใช้แรงงานเหมือนทาสแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน!

“ฉันทำยาโด๊ปให้ตัวเองในระหว่างที่ยังมีโอกาสอยู่จะดีกว่า”

น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง ‘เรด บx’ “แบxxส-เอฟ” เพราะฉะนั้น....มันจะดูฉลาดกว่าถ้าฉันสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองแล้วเก็บไว้ดื่มในภายหลัง แน่นอน การสร้างน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นงานที่เหนื่อย แต่ว่ามันไม่มีอะไรที่เสริมกำลังให้ร่างกายที่ได้รับความเหนื่อยล้าถึงขีดสุดได้

“แล้วก็ฉันควรจะดูเรื่องนี้ให้ละเอียดเหมือนกันสินะ”

ฉันเรียกคัมภีร์เนโครแมนเซอร์ออกมาจากมิติที่ว่างเปล่า

“มันถือว่าสะดวกใช้ได้เลยที่สกิลและหน้าต่างไอเทมทั้งหมดของฉันมีการทำงานเหมือนกับเกมส์จริงๆ”

มันถือว่าเป็นเรื่องโชคดี ที่ไม่ต้องมาห่วงว่าที่เก็บของจะเต็ม แน่นอนว่ามันมีข้อจำกัดอยู่ว่าสิ่งที่สามารถเก็บได้นั้นขึ้นอยู่กับขนาดของไอเทม แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดีถมเถแล้วที่ยอมให้เก็บหนังสือของฉัน

ฉันไล่ดูบันทึกของเนโครแมนเซอร์

ดูเหมือนว่าเนโครแมนเซอร์ในโลกนี้จะต้องสละ ‘พลังมาร’ และ ‘อายุขัย’ เพื่ออัญเชิญอันเดท นี่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำไมเนโครแมนเซอร์ถึงมีความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์อยู่ในระดับสูงจนนักเวทย์ประเภทอื่นดูด้อยไปเลย

ในขณะที่ฉันศึกษาคุณสมบัติที่เหมือนกับเกมส์อยู่นั้น ฉันแทบไม่ได้กังวลอะไรเกี่ยวกับกับเรื่อง ‘อายุขัย’ เลย แต่พอพลิกมาอีกหน้านึง ฉันควบคุม ‘พลังศักดิ์สิทธิ์’ ได้แย่มาก

ฉันหมายถึง ตอนนั้นฉันให้พรไปโดยที่ไม่ได้ตั้งใจใช่ไหมหล่ะ?

สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้มีอยู่สองเรื่อง ไอเทมที่ช่วยฟื้นฟูพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ฉันใช้ไปหรือไอเทมที่ช่วยเพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างมหาศาล ส่วนเรื่องที่สองก็คือ เรียนรู้การควบคุมปริมาณพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องใช้ในแต่ละสถานการณ์ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ดังนั้น โดยหลักแล้วหนังสือนี้กำลังบอกให้ฉันฉีดพลังมารเข้าไปในน้ำและปรับแต่งการควบคุมด้วยวิธีนั้น”

มันเน้นย้ำว่า ‘การหายใจ’ คือโซ่ที่เชื่อมต่อกับวิญญาณของคน เห็นได้ชัดว่า พลังมารที่ถูกอัดฉีดผ่าน ‘เทคนิคการหายใจ’ จะทำให้ฉันควบคุมพลังได้ในระดับสูงสุด

“แต่นั่นมันเรื่องของเนโครแมนเซอร์ใช่ไหมหล่ะ? ฉันหมายถึงมันจะได้ผลกับนักบวชอย่างฉันรึเปล่า?”

หลังจากเติมน้ำเข้าไปในขวดเหล้าและสูดมันเข้าไป จู่ๆก็มีข้อความเด้งมาใส่ฉัน มันบอกว่า ‘พร’ ถูกเปิดใช้แล้ว และด้วยเหตุนี้เอง ฉันจึงได้รับน้ำศักดิ์สิทธิ์ขวดใหม่ของตัวเองแล้ว

เมื่อเทียบกับความเหนื่อยล้าที่ฉันรู้สึกเมื่อครั้งก่อน กระบวนการนี้มันให้ความรู้สึกสบายกว่าเยอะ

“อืมม นี่คือรางวัลที่ได้รับจากการฝึกฝนตลอดเดือนที่แล้วสินะ”

เห็นได้ชัดเลยว่า วิธีการควบคุมเวทมนตร์ของเนโรแมนเซอร์นั้นดีที่สุดจากอาชีพอื่นๆ มันคือความแตกต่างคนละขั้วจากนักบวชที่จะผลาญพลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาให้มากเท่าที่จะควบคุมไหวในคราเดียว

แต่มันก็นั่นแหล่ะ นี่มันคือการเอาชีวิตมาแขวนอยู่บนเส้นด้าย ดังนั้นถ้าหย่อนยานเรื่องการควบคุมเวทมนตร์ ก็คงจะเป็นเนโครแมนเซอร์ได้ไม่ถึงปีหรอก นี่มันคือลักษณะของอาชีพนี้

อืม สมกับเป็นอาชีพที่สุดโต่งที่สุด การที่ต้องใช้อายุขัยเป็นหลักประกันก่อนที่จะใช้เวทมนตร์ได้นั้นเข้ากับอาชีพนี้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฉันพยักหน้าในขณะที่อ่านคัมภีร์เนโครแมนเซอร์อีกครั้ง

นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ! ถ้าฉันเข้าใจไอ้คัมภีร์นี่หมดแล้ว ฉันควรจะขายมันทิ้ง ฉันคิดว่าในภายหลังมันน่าจะทำเงินได้ไม่น้อยเลย

ตั้งแต่เหตุการณ์คลื่นซอมบี้ ฉันก็ทุ่มเทค่อนข้างหนักเพื่อเพิ่มทักษะในการสำรองพลังศักดิ์สิทธิ์ของฉันเพื่อให้ฉันเอาตัวรอดได้ในอนาคต

ฉันสวดภาวนาอยู่ตลอด และพยายามดูดซับพลังศักดิ์สิทธิ์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้ว่าฉันจะแทบไม่มีศรัทธาเลยก็ตาม และนอกจากนี้ ฉันยังแอบออกไปในป่าด้วยตัวเองและใช้สมาธิในการอัญเชิญอันเดทต่างๆด้วยความตั้งใจเพื่อที่จะเพิ่มจำนวนของพวกมันด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อเตรียมการสำหรับเรื่องไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหลัง

แต่ปัญหาของฉันในตอนนี้ก็คือความเป็นไปได้ที่จะต้องตายจากการทำงานหนักในเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งโชคไม่ดีที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุ่มเทที่ฉันพยายามไปในช่วงนี้เลย

ยิ่งฉันคิดถึงมันเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นเท่านั้น คิดได้ยังไงถึงคาดหวังให้ฉันทำพิธีศพคนเป็นพันแบบนี้?

“ไม่สิ เดี๋ยวก่อนนะ”

ฉันคร่ำครวญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฉันอยู่พักนึงแต่ในที่สุดฉันก็ส่ายหัว

ไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องตั้งใจทำตามสิ่งที่พวกเขาบอกฉันตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรอ? นอกจากนี้ ที่นี่ก็ไม่ใช่เขตการดูแลของฉันด้วย

ทั้งหมดที่ฉันต้องทำก็แค่ง่ายๆ “โถ่! ฉันเหนื่อยจนทำต่อไปไม่ไหวแล้ว!” จากนั้นทุกๆอย่างก็คงจะไม่เป็นอะไร

ด้วยการแกล้งป่วย ฉันก็คงไม่ต้องเสี่ยงชีวิตทำงานทาสอาสานี้อีก นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวิธีโกงระบบที่วิเศษแบบนี้ด้วย!

“เยี่ยมไปเลย! ฉันควรจะแกล้งทำงานหนักไปให้ถึงระดับนึงก่อนสินะ”

เมื่อเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ต่อให้เป็นพาลาดินก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมปล่อยฉันไป ฉันเป็นใครกันหล่ะ? ต่อให้มันจะแค่เปลือกนอกแต่ฉันเป็นถึงหลานชายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์เลยไม่ใช่หรอ?

ต่อให้พวกเขาจะรู้ว่าฉันแค่แกล้งป่วย ก็ไม่มีใครอยู่ในตำแหน่งที่บังคับให้ฉันกลับคำพูดได้หรอก

“แต่ว่า...”

เผื่อเอาไว้ก่อน ฉันควรจะสร้างเครื่องดื่มฟื้นฟูกำลังอีกซักหน่อย

โลกนี้มันเหนือจินตนาการจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลานั้นๆ ดังนั้นการสร้างหลักประกันให้ตัวเองจะดูฉลาดกว่า

ในขณะที่สร้างน้ำศักดิ์สิทธิ์เพิ่มฉันก็หันไปมองด้านข้าง มีสิ่งนึงที่คอยกวนใจฉันอยู่ที่หางตา และนั่นก็คือ...

“....เอ่อ นั่นปืนสินะ”

มันเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากปืนคาบศิลาที่แขวนประดับอยู่บนกำแพง

จบบทที่ Chapter 20: เป็นเจ้าชายนี่มันโคตรเหนื่อยเลย - 2 (ส่วนที่ 2)

คัดลอกลิงก์แล้ว