- หน้าแรก
- โรงพยาบาลหมายเลข 444
- บทที่ 13 การแย่งชิงและการกลืนกิน
บทที่ 13 การแย่งชิงและการกลืนกิน
บทที่ 13 การแย่งชิงและการกลืนกิน
เมื่อครู่หมอจ้าวเซ่อยังพูดโอ้อวดอย่างกระตือรือร้น น้ำลายแทบกระเด็น ว่าวัตถุต้องสาปของเขานั้นร้ายกาจแค่ไหน แต่ในตอนนั้นเอง ไต้หลินกลับยื่นหน้าเข้าไปมองผ่านช่องว่างระหว่างนิ้วมือของเขาแทน
ตอนเขาพูดถึง “คนเก่งฟ้าประธาน” มือก็เริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น แต่ทว่า…
ไต้หลินยังคงมองเห็นเงาแดงเลือนรางอยู่!
เขากำลังรอให้มือของจ้าวเซ่อกลับมานิ่งอีกครั้ง เพื่อจะได้สังเกตชัด ๆ แต่แล้วก็ได้ยินจ้าวเซ่อร้องลั่นด้วยความตกใจกลัวว่า “ทำไม…ทำไมมองไม่เห็นอีกแล้ว?”
อะไรนะ?
ไต้หลินรีบก้มไปมองที่ช่องว่างระหว่างนิ้วมือ ทว่าคราวนี้… ก็ไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ!
จังหวะนั้นเอง จ้าวเซ่อพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหันไปมองไต้หลินด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ถามเสียงสั่นว่า
“ตอบฉันมา! ตอนนี้…วิญญาณร้ายนั่นมันอยู่ที่ไหนกันแน่?”
เขาเองก็รู้ว่าตัวเองในตอนนี้ดูน่าอับอายไม่น้อย ในฐานะที่เป็นถึงแพทย์ประจำ กลับต้องถามคำถามนี้กับหมอฝึกหัด!
หลงหยวนรีบพูดขึ้นทันทีว่า
“ไม่ต้องห่วงหรอก หมอจ้าว วิญญาณนั่นไม่มีทางข้ามโถงทางเดินนี้มาได้หรอก ถึงวัตถุต้องสาปทั่วไปจะใช้ไม่ได้ผล แต่คำสาปของทางเดินเองยังคงมีผลกับมันอยู่!”
ส่วนไต้หลินก็เหลือบกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง
และคราวนี้ ไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหน ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกเลย
หรือว่ามันถอยไปชั่วคราว?
หรือความสามารถในการล่องหนของวิญญาณตนนี้รุนแรงขึ้น ทำให้ดวงตาซ้ายของเขารับรู้ได้ยากลง?
“ยังไม่เจออีก?” จ้าวเซ่อถามต่อทันควัน
ไต้หลินเม้มริมฝีปากแน่น สุดท้ายก็ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ไม่เจอ”
จ้าวเซ่อหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา ติดต่อกับหมอเวรในห้องพัก
“ฮัลโหล ๆ หลินเหออยู่หรือเปล่า?”
….
ในหอผู้ป่วย
คนไข้บนเตียงอีกสองเตียงข้าง ๆ หลับสนิทไปแล้ว มีเพียงหลินเหยียนที่ยังไม่สามารถข่มตาลงได้เลย
แม้จะดึงผ้าห่มคลุมตัวไว้ แต่กลับรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง สั่นไม่หยุด แต่พอมองไปรอบ ๆ กลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติใด ๆ
ทันใดนั้นเอง ประตูห้องผู้ป่วยถูกเปิดออก หมอสาวสองคนก้าวเข้ามา
“คนไข้เตียงสาม หลินเหยียน ใช่คุณหรือเปล่า?” หมอหญิงคนหนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้า เอ่ยถามขึ้นว่า “ยังตื่นอยู่นี่เอง ดีแล้วค่ะ งั้นช่วยเล่าประวัติอาการของคุณให้ละเอียดอีกครั้งได้ไหม?”
หลินเหยียนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายหดตัวหนีไปด้านหลังไม่หยุด
“อะ…อะไรนะ?”
“เราวินิจฉัยว่าคุณอาจไม่เหมาะที่จะอยู่ในหอผู้ป่วยธรรมดา เกรงว่าต้องย้ายคุณไปหอผู้ป่วยระดับสูงกว่า ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นด้วย ตอนนี้ช่วยเล่าประวัติอาการของคุณให้เราฟังอย่างละเอียดก่อน เพื่อที่เราจะได้พิจารณาว่าจะย้ายคุณไปหอผู้ป่วยระดับไหน…”
“คุณว่าอะไรนะ?”
“ฉันคือหมอฝึกหัดแผนกศัลยกรรมวิญญาณอาฆาต หลินเหอ ตอนนี้หมอหลงจากแผนกเราและหมอจ้าวจากแผนกวิญญาณพิฆาต กำลังต่อสู้กับวิญญาณร้ายอยู่ที่ทางเดินนั่น… มันอาจกำลังจะฆ่าคุณ ดังนั้นช่วยบอกประวัติอาการอย่างละเอียดให้ฉันฟัง! พอหมอจากหอผู้ป่วยหนักชั้นบนลงมา จะได้ตัดสินใจว่าควรย้ายคุณขึ้นไปชั้นไหนถึงจะปลอดภัยที่สุด!”
หลินเหยียนรีบโผเข้าคว้ามือหลินเหอไว้แน่น ร้องบอกด้วยความร้อนรนว่า
“คะ…คือว่า เมื่อยี่สิบปีก่อน วิญญาณตนนั้นฆ่าแม่ของฉัน…”
….
จ้าวเซ่อยังคงยกมือขึ้นเพ่งมองผ่านช่องว่างระหว่างนิ้ว
แม้แขนจะชาไปหมดแล้ว ก็ยังไม่เห็นอะไรที่เป็นประโยชน์นัก
“ไม่ใช่สิ… ต่อให้เป็นวิญญาณพิฆาต ก็ไม่น่าจะหลบซ่อนตัวได้ตลอดแบบนี้ มันเป็นตัวอะไรกันแน่? แล้วตอนหมอเกาเหอเหยียนตรวจครั้งแรกที่แผนกผู้ป่วยนอก เธอให้ความเห็นว่าอย่างไร?”
ไต้หลินนึกถึงคำพูดของเกาเหอเหยียน แล้วตอบว่า
“หมอเกามองว่า เวลาผ่านไปยี่สิบปี แม้เดิมทีจะเป็นวิญญาณอาฆาต แต่ตอนนี้อาจพัฒนาเป็นวิญญาณร้ายแล้ว ทว่าแม้จะฟังเสียงตรวจดู ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน…”
“จริงอยู่ การที่วิญญาณอาฆาตจะกลายเป็นวิญญาณร้าย มันเป็นกระบวนการที่ยาวนาน แม้ยี่สิบปีผ่านไปก็ยังตัดสินได้ยาก แต่การตรวจฟังก็พอจับเค้าโครงได้บ้างอยู่แล้ว ต้องนำมาประกอบกับอาการถึงจะชี้ชัดได้”
หมอหลงหยวนพูดเสริมพลางถามต่อว่า
“แล้วคำสาปที่วิญญาณร้ายนั่นทิ้งไว้ มีอาการอะไรชัด ๆ บ้าง?”
“ตอนแรกปรากฏผ่านช่องตาแมว แต่ไม่ได้ผ่านกำแพงเข้ามาฆ่าคนไข้ คนไข้เล่าว่า ต่อมาพอไปที่ไหนก็ตาม บริเวณนั้นก็จะพลันเงียบสงัด แม้ที่พลุกพล่านก็กลายเป็นวังเวง และมักได้ยินเสียงฝีเท้าอยู่ตลอดเวลา”
หมอหลงหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
“อืม…ถ้าดูจากอาการพวกนี้ ดูไม่เหมือนวิญญาณร้ายเลยนะ ถ้าเป็นฉัน จะให้คนไข้ทำ CT เพิ่มความเข้มข้นของพลังวิญญาณก่อน พอทำ CT เสร็จแล้ว ก็น่าจะพอวินิจฉัยได้คร่าว ๆ”
“แต่แผนกรังสีวิทยาวิญญาณปิดไปแล้วนะ”
จ้าวเซ่อจึงถามต่อว่า
“แล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่คนไข้เห็นวิญญาณร้ายนั่นจากช่องตาแมว จนกระทั่งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เวลาห่างกันกี่วัน?”
“หนึ่งสัปดาห์”
“หนึ่งสัปดาห์? ปรากฏตัวแค่ครั้งเดียว? แค่ทำให้บรรยากาศรอบตัวคนไข้พลันกลายเป็นวังเวง?”
“ใช่…”
“ไม่มีอาการที่บ่งชี้ว่าเป็นวิญญาณร้ายเลย! ถ้าไม่นับประวัติยี่สิบปีที่ผ่านมา ฉันไม่มีวันวินิจฉัยว่าเป็นคำสาปของวิญญาณร้ายแน่ ๆ”
พูดจบ จ้าวเซ่อก็หันไปมองไต้หลิน
“เสี่ยวไต้ ฉันสังเกตว่า…นายกล้าจริง ๆ!”
“หมอจ้าวครับ” ไต้หลินทำหน้าขมขื่นตอบกลับ “อย่าล้อผมเลยได้ไหม?”
“ฉันเข้าใจ ๆ ไม่ใจร้อนก็ไม่เรียกว่าคนหนุ่มแล้วสิจริงไหม?”
หลังจากพูดประโยคนั้น จ้าวเซ่อก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“ปัญหาตอนนี้ก็คือ วิญญาณตนนี้มันไม่มีทางเป็นแค่วิญญาณอาฆาตแน่”
“ผมว่า…”
ทันใดนั้นเอง ดวงตาซ้ายของไต้หลินก็พลันเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างรุนแรง! และทิศทางที่ดวงตาซ้ายของเขาเพ่งมองอยู่ ก็คือช่องว่างระหว่างเขากับจ้าวเซ่อ…ไม่ถึงหนึ่งเมตร!
“วิญญาณตรงนี้!”
ไต้หลินชี้นิ้วออกไปตรงกลางระหว่างทั้งสองทันที!
ปฏิกิริยาของจ้าวเซ่อรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ เขากระโดดย้อนหลังไปทันที แล้วใช้มือขวาเสียบสองนิ้วเข้าที่ช่องนิ้ว ชี้ตรงไปข้างหน้า
“ยิง!”
ทันทีที่คำว่า “ยิง” หลุดออกมา ไต้หลินก็รีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง!
ไม่ว่าอย่างไร แค่เบี่ยงตัวหนีไปทางข้าง ๆ ดวงตาผีในตัวเขาก็จะไม่สะท้อนกลับมาเล่นงาน
และในจังหวะเดียวกัน พอจ้าวเซ่อเพิ่งตะโกนคำว่า “ยิง” จบ ก็รู้สึกชาที่แขนขวาทันที! เมื่อก้มมองลงไป เขาก็ตกตะลึงตาเบิกกว้าง
บนท่อนแขนขวาของเขา ปรากฏรอยฝ่ามือสีแดงฉาน!
“กล้ามาเล่นตุกติกกับฉันเรอะ? งั้นเข้ามาเลย!”
จ้าวเซ่อรีบเอานิ้วชี้ยัดเข้าปากแล้วกัดแรง ๆ จนเลือดไหล! จากนั้นก็ใช้นิ้วนั้นสอดเข้าไประหว่างนิ้ว พร้อมตะโกนเสียงดังว่า
“ผนึก!”
ทันทีที่คำว่า “ผนึก” หลุดออกมา เขาก็พ่นเลือดออกมาคำใหญ่! เลือดกระเซ็นไปไกล แม้แต่ไต้หลินที่เบี่ยงตัวหนีไปแล้ว ยังโดนละอองกระเซ็นใส่หน้าด้วย
“เหอะ ๆ พอผนึกไว้ได้ แกก็ต้องเผยร่างออกมาแล้วสินะ!” จ้าวเซ่อยิ้มเหี้ยม ลูบเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก “มือข้างนี้ของฉันเอาไว้บีบไหล่ให้ภรรยาเวลาเมื่อยเท่านั้น แกกล้าแตะได้ยังไง!?”
“คาถาผนึก?” ไต้หลินชะงักไปครู่หนึ่ง
จ้าวเซ่อพยักหน้า “ใช่ เสียดายอย่างเดียวคือระหว่างผนึกไว้ จะไม่สามารถใช้คำสาปโจมตีได้”
หลงหยวนพูดเสริมขึ้น “งั้นก็ปล่อยให้ฉันจัดการต่อเองเถอะ”
ในเวลาเดียวกัน…
เจตจำนงอันรุนแรงก็ถาโถมเข้ามาในจิตสำนึกของไต้หลิน ผ่านเข้าทางดวงตาซ้าย บีบคั้นเร่งเร้าให้เขา…ใช้โอกาสนี้!
โอกาส!
เส้นผม…ผิวหนัง…ชิ้นเนื้อ…อะไรก็ได้ทั้งนั้น…
ดวงตาคู่นี้กำลังโหยหาอย่างรุนแรง!
ตราบใดที่ดูดเอามันเข้ามาในมิติของดวงตาขวา แล้วกลืนกินลงไป ก็จะทำให้ดวงตาคู่นี้…พัฒนาขึ้นได้อีก!
พร้อมกันนั้น เขายังสัมผัสได้ว่าภายในดวงตาขวา เริ่มแปรสภาพเป็นหลุมดำ! ไต้หลินนึกย้อนถึงตอนวันรับสมัคร ที่เขาเคยกลืนกินฝ่ามือของวิญญาณตนนั้น!
และทันใดที่หญิงวิญญาณถูกผนึกไว้ ไต้หลินก็รีบพุ่งเข้าไปข้างจ้าวเซ่อ มองลอดผ่านช่องนิ้วของเขา
เขามองเห็นแล้ว…
แผ่นหลังของหญิงผมยาวเปื้อนเลือด!
“นายรีบไป!” จ้าวเซ่อฝืนกลืนเอาเลือดที่คั่งอยู่ในปากกลับลงไป “นายก็เป็นแค่หมอฝึกหัด หลังจากฉันผนึกวิญญาณตนนี้ไว้ ก็แค่รอจนหมอจากหอผู้ป่วยหนักลงมาช่วยเท่านั้น! ตอนนี้รีบหนีไปซะ! เพราะตอนนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่านี่คือวิญญาณแบบไหน ดังนั้นฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะผนึกมันได้นานแค่ไหน…เฮ้ย เฮ้ย! นาย?”
เขาเห็นแล้ว…ไต้หลินกลับก้าวเดินตรงเข้าไป!
เขาจดจำตำแหน่งของเส้นผมในช่องนิ้วได้แม่น!
และวินาทีนั้นเอง ไต้หลินก็ยื่นมือออกไป…คว้าเข้าไปทันที!