เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก

บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก

บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก


คุณได้ถูกโรงพยาบาลหมายเลข 444 เราเลือกให้เข้าร่วมการรับสมัครแพทย์ประจำไตรมาสที่สี่ของปีนี้ โรงพยาบาลของเรามุ่งมั่นที่จของะรักษาคำสาปทั้งปวงที่เกิดจากปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เป็นแพทย์ฝึกหัดของโรงพยาบาล และห้ามปฏิเสธไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ตอนที่ ไต้หลิน ได้รับข้อความนี้ เขาเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายพอดี

ในฝัน เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนโต๊ะผ่าตัด

แสงจากโคมไฟไร้เงา*เหนือศีรษะส่องลงมา จากนั้น เงาร่างดำทะมึนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา แล้วหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา ยื่นตรงเข้าหาดวงตาทั้งสองข้างของเขา

ผู้แปล: โคมไฟไร้เงา คือ โคมไฟผ่าตัด ที่ออกแบบให้ไม่เกิดเงาบังเวลาผ่าตัดค่ะ

ในฝันนั้น เขารู้สึกได้จริง ๆ ว่ามีดนั่นเฉือนเข้าดวงตา!

พอตื่นขึ้นมา ความปวดหน่วง ๆ ที่ดวงตาก็ยังตามมาหลอกหลอนไม่เลิก

ในฐานะศัลยแพทย์ เขาเคยผ่าตัดมานับไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงการ นอนอยู่บนโต๊ะผ่าตัดเอง …และมันไม่สนุกเอาเสียเลย

ไม่นาน มือถือที่วางอยู่หัวเตียงก็แจ้งเตือนข้อความนี้ขึ้นมา

เขาไม่ลังเลเลย กดลบฉับเดียวจบ

รักษาคำสาปเหนือธรรมชาติ? …โฆษณาเกมออนไลน์ขยะชัด ๆ

“แต่…ทำไมความฝันมันถึงสมจริงขนาดนั้น…”

ตอนนี้ ไต้หลินกำลังนอนอยู่บนเตียงพักของห้องพักแพทย์ในโรงพยาบาล เตรียมกักตุนแรงไว้สำหรับผ่าตัดคืนนี้

ทว่า ความระคายเคืองในตากลับยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่ใช่หมอตา จึงเดาไม่ได้เลยว่านี่มันอาการอะไรแน่

“ขอให้…อย่ามากวนตอนผ่าตัดคืนนี้เลยเถอะนะ…”

….

ยามดึก

โรงพยาบาลหมายเลขเก้า เมือง W ประตูห้องผ่าตัดในที่สุดก็ถูกผลักออกมา ผู้ป่วยที่ยังอยู่ในอาการสลบถูกเข็นออกมา

ไต้หลินที่สวมหน้ากากก็เดินตามออกมาด้วยร่างกายอ่อนล้า

“คุณหมอ ผลเป็นยังไงบ้างครับ?”

ญาติผู้ป่วยที่รออยู่หน้าห้องผ่าตัดรีบพุ่งเข้ามาถามทันที

“การผ่าตัดโดยรวมถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี แต่ยังต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการต่อ” ไต้หลินขยับริมฝีปากตอบออกมา

ก่อนการผ่าตัด เขาเพิ่งไปตรวจที่แผนกจักษุของโรงพยาบาลอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร อีกทั้งหลังจากนั้นก็ไม่เกิดอาการผิดปกติอีก เขาจึงตัดสินใจเดินหน้าผ่าตัดตามแผนเดิม เพราะสุดท้ายแล้ว การผ่าตัดนี้ทั้งโรงพยาบาล มีเพียงเขาคนเดียวที่กล้าลงมือ แม้แต่ศาสตราจารย์ผู้เป็นอาจารย์ของเขาเองก็ยังลังเล

“คุณหมอ ขอบคุณมาก ขอบคุณมากจริง ๆ!”

เมื่อได้ยินว่าการผ่าตัดสำเร็จ ร่างที่เครียดเกร็งมาตลอดของญาติผู้ป่วยก็ทรุดลงทันที คว้ามือไต้หลินไว้แน่น ญาติรู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่าการผ่าตัดนี้เป็นเคสที่ยากอย่างยิ่ง ความเสี่ยงที่คนไข้จะเสียชีวิตบนโต๊ะผ่าตัดสูงมาก

แม้ตอนนี้ไต้หลินจะเหนื่อยล้าไม่น้อย แต่เมื่อเห็นความรู้สึกขอบคุณที่ถ่ายทอดออกมาชัดเจนแบบนั้น หัวใจเขาก็เต็มไปด้วยความยินดีที่สามารถดึงชีวิตหนึ่งกลับมาจากมือมัจจุราชได้

บรรดาพยาบาลที่เดินออกจากห้องผ่าตัดมาพร้อมกัน พอเห็นภาพนี้ก็อดวิจารณ์ไม่ได้ว่า

“ไม่เสียทีที่เป็นคุณหมอไต้ การผ่าตัดที่ยากขนาดนี้…เขาก็ยังทำออกมาได้”

“ใช่เลย! รองหัวหน้าฝ่ายที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลเรา! เนื้องอกก้อนนั้นดันโตในตำแหน่งที่แย่มาก หมอทั่วไปไม่กล้าลงมือหรอก กลัวเกิดปัญหา แต่คุณหมอไต้นี่สิ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ ตอนอายุสิบหกก็สอบเทียบเข้าเรียนแพทย์ได้ ปีนี้ยิ่งกลายเป็นรองหัวหน้าฝ่ายคนใหม่อีก ช่างเป็นชายหนุ่มที่ทั้งเก่งและมีอนาคตจริง ๆ”

“ก็ใช่น่ะสิ ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งนั้น คุณหมอไต้เป็นคนแรกที่อาสาลงพื้นที่ช่วยเหลือเลยนะ!”

“คุณหมอไต้เนี่ย ทั้งเก่ง ทั้งหนุ่มแน่น อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่กลับเป็นเจ้าของมีดผ่าตัดที่รับผิดชอบเคสแบบนี้ได้แล้ว ไม่พอนะยังได้ยินมาว่าทางโรงพยาบาลกำลังจะส่งเขาไปเวทีการแพทย์ต่างประเทศเพื่อทำรายงานด้วย…”

“คุณหมอไต้ช่างเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตจริง ๆ อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่ก็สามารถเป็นศัลยแพทย์เจ้าของไข้ในเคสใหญ่แบบนี้ได้แล้ว ได้ยินมาว่าโรงพยาบาลยังตั้งใจจะบ่มเพาะเขา ส่งเขาไปประชุมแพทย์ต่างประเทศเพื่อนำเสนอรายงานด้วย…”

“แต่ก็เถอะ วันนี้คุณหมอไต้ตาเหมือนไม่ค่อยดีเลยนะ? ฉันได้ยินหมอแผนกจักษุบอกว่าเขาแวะไปตรวจช่วงบ่าย แล้วพอแน่ใจว่าไม่กระทบการผ่าตัดก็เลยสบายใจ”

“อาจจะเพราะพักผ่อนน้อยเกินไป ใช้สายตามากไปก็ได้มั้ง?”

….

ตึกผู้ป่วยใน

คืนนี้เป็นเวรของไต้หลิน

เวลานี้เขากำลังนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ตรวจสอบรายงานผลการตรวจของผู้ป่วยหลายรายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด และต้องพักสังเกตอาการในโรงพยาบาลตลอดเดือนนี้ เพื่อประเมินแนวทางการรักษาต่อไป

แต่ไม่นานหลังผ่าตัดเสร็จ อาการแปลกประหลาดในดวงตาคู่นั้นก็กลับมาอีกครั้ง

ทำให้ไต้หลินรู้สึกตาพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตรงรูม่านตา ความเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มแทงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

เขาหยิบยาหยอดตาที่วางไว้ข้างมือขึ้นมา หยอดซ้ำอีกสองสามครั้ง

“คุณหมอไต้…” หมอจ้าวที่นั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ตาคุณยังไม่ดีขึ้นอีกเหรอ? แล้วหมอแผนกตาบอกว่ายังไงบ้าง?”

“ผมไปตรวจมาแล้ว ทั้งส่องด้วยกล้องสลิทแลมป์ ทั้งอัลตราซาวด์ตา เลนส์กับจอประสาทตาก็ปกติดีหมด คุณหมอหลินบอกว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร คาดว่าใช้สายตามากเกินไปจนล้า เลยให้ผมหยอดยาต่ออีกสักพัก”

“งั้นคงเพราะคุณหมอทำงานหนักเกินไปจริง ๆ ล่ะสิ เสร็จจากเคสนี้แล้ว ลองขอลาพักดูบ้างไหม?”

“อืม…ก็อาจจะใช่ ช่วงนี้ผมโหมงานไปหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ผู้ป่วยหลายรายหลังผ่าตัดยังมีอาการไม่คงที่ โดยเฉพาะเคสวันนี้ ถึงแม้ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้แล้ว แต่ยังต้องดูการฟื้นตัวหลังผ่าเพื่อประเมินผลระยะยาว ผมขออดทนอีกสักหน่อย ค่อยพักทีหลังดีกว่า เพราะถ้าไปพักตอนนี้ ผมก็คงพักอย่างสบายใจไม่ได้อยู่ดี”

หมอจ้าวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดว่า “เฮ้อ…ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณหมอคือคนที่ทุ่มเทที่สุดในแผนกศัลยกรรม เสร็จจากช่วงนี้แล้ว คุณควรหันไปโฟกัสงานวิจัยเรื่องเนื้องอกปอดนะ ถ้าได้ลงวารสารการแพทย์ชั้นนำ คุณต้องได้เลื่อนเป็นหัวหน้าศัลยแพทย์แน่นอน อีกไม่กี่ปี ก็กลายเป็นผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลเราแล้วล่ะ”

แต่ไต้หลินกลับตอบอย่างหนักแน่นว่า

“ผมยังอยากสะสมประสบการณ์ทางการแพทย์ให้มากกว่านี้ งานวิจัยกับการทำเคสจริงควรจะเกื้อหนุนกัน ถ้าเขียนวิจัยตอนยังอ่อนประสบการณ์เกินไป มันก็จะไม่มั่นคงพอ…ผมยังอายุน้อย ต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

“คุณหมอไต้ รู้ใช่ไหมว่าการผ่าตัดวันนี้อันตรายมากจริง ๆ ถ้าพลาดเพียงนิดเดียว ครอบครัวผู้ป่วยอาจไม่ขอบคุณคุณด้วยซ้ำ กลับจะคิดว่าไม่ผ่าดีกว่า เพราะอย่างน้อยผู้ป่วยอาจมีชีวิตต่อไปได้อีกสักระยะ…คุณไม่กลัวบ้างเลยเหรอ?”

“ผมยังจำคำปฏิญาณสมัยเรียนแพทย์ได้ดี ในฐานะที่ผมเป็นหมอ…”

พูดยังไม่ทันจบ จู่ ๆ ดวงตาของไต้หลินก็ปวดแสบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จนไม่อาจลืมตาได้

ครู่หนึ่ง…ความผิดปกติในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป พอเขาลืมตาอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าการมองเห็นกลับชัดเจนผิดปกติ จ้องหน้าจอคอมก็ไม่ปวดล้าอีกต่อไป ราวกับเพิ่งได้ดวงตาคู่ใหม่มา

เขาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

“คุณหมอไต้คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?” หมอจ้าวถามด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

“ไม่เป็นไรครับ…”

“งั้นก็ดี ผมจะไปตรวจวอร์ดก่อน ถ้าตาคุณยังไม่ดีขึ้น ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลตาเถอะ ที่นั่นเชี่ยวชาญกว่าเราเยอะ…อ้อ มือถือผมชาร์จไว้ตรงนี้นะ ถ้ามีเรื่องด่วนโทรไปหาผมได้ที่ห้องพยาบาลชั้นแปด”

“ได้ครับ…คุณหมอจ้าว”

หลังจากหมอจ้าวออกไป…

ในห้องทำงานก็เหลือเพียงไต้หลินอยู่คนเดียว

เขามองไปข้างหน้าอย่างแปลกใจ แม้ในห้องจะสลัว แต่เขากลับเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าปกติ…ชัดจนสามารถมองเห็นแมลงวันตัวหนึ่งเกาะอยู่บนโต๊ะไกลลิบ

“หมอ…ไต้…”

ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงแหบชราเรียกขึ้นมา เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายชราสวมชุดผู้ป่วยศีรษะล้าน เดินโซเซเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าประตู

ตอนที่ชายชราอ้าปากพูด ไต้หลินก็เห็นว่าแทบไม่เหลือฟันแล้ว เสียงที่เอื้อนออกมาจึงพร่าและฟังไม่ชัด

ไต้หลินจำได้ทันที นี่คือคนไข้จากห้อง 413 แซ่จาง ตอนนี้กำลังรับการรักษาด้วยการฉายแสงและเคมีบำบัด อาการยังไม่คงที่นัก

“คุณลุงจางครับ คุณห้ามออกจากห้องผู้ป่วยตามใจนะครับ…”

ไต้หลินนึกในใจทันที พยาบาลเวรไปไหนกันหมด ถึงปล่อยให้คนไข้สูงอายุที่อาการหนักขนาดนี้เดินออกมาลำพังได้?

คุณลุงจางยังคงพูดอ้อมแอ้มไม่ชัดเจนว่า

“หมอ…ไต้…ฉัน…กำลังตามหาลูกชาย…”

ไต้หลินนึกขึ้นได้ ตั้งแต่ลุงจางนอนโรงพยาบาล ลูกชายของเขาเคยมาเยี่ยมเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยโผล่มาอีกเลย

ชายชราผ่านการผ่าตัดมาเมื่อปีก่อน แล้วยังต้องเผชิญการรักษาที่หนักหน่วงอีก จนอาจทำให้เริ่มเลอะเลือนได้

“คุณลุงครับ ลูกชายคุณไม่ได้อยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวผมจะให้พยาบาลพากลับห้องดีกว่า”

ไต้หลินลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะเดินไปหา แต่คุณลุงกลับพูดว่า

“งั้น…ฉัน…จะไปหาที่อื่น…ก็แล้วกัน…”

พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป

ไต้หลินรีบก้าวตามออกไป แต่พอมองดูดี ๆ…ข้างนอกกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของชายชรา!

ทั้งที่เมื่อครู่เขายังเดินโซซัดโซเซ ก้าวแต่ละก้าวเชื่องช้าไม่น้อย ทว่าพอหันหลังให้แค่ชั่วพริบตา กลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย…

ความผิดปกตินี้ทำให้ไต้หลินขนลุก เขาวิ่งหาตามบริเวณใกล้เคียง แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของคุณลุงจาง

ความกังวลก่อตัวขึ้น เขารีบตรงไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลใกล้ ๆ แล้วสั่งว่า “แจ้งไปที่เคาน์เตอร์ชั้นสี่หน่อย ห้อง 413 คนไข้ผู้ชาย อายุราวเจ็ดสิบหนีออกจากห้องไป ให้รีบออกตามหา!”

ถ้าเกิดชายชราล้มลงที่ไหนเข้า…ผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินจะคิด!

แต่เพราะห้องทำงานคืนนี้ต้องมีแพทย์เวรประจำอยู่เสมอ ไต้หลินจึงไม่อาจออกไปค้นหาด้วยตนเองได้

กลับมานั่งที่โต๊ะได้ไม่นาน โทรศัพท์บนโต๊ะก็ส่งเสียงดังขึ้น

“ฮัลโหล?”

“สวัสดีค่ะ คุณหมอไต้ ฉันเป็นพยาบาลจากเคาน์เตอร์ชั้นสี่นะคะ พวกเราเพิ่งไปตรวจสอบมาแล้ว ผู้ป่วยห้อง 413 ก็นอนอยู่ตามปกติ ไม่มีใครออกมาเดินเพ่นพ่านเลยค่ะ”

“อะไรนะ?”

ความรู้สึกประหลาดใจยิ่งทวีขึ้นในใจไต้หลิน

กลับไปเร็วขนาดนั้นเชียว?

ไม่รู้ทำไม แต่เขากลับนึกถึงข้อความประหลาดที่เคยได้รับขึ้นมาทันที

“คุณแน่ใจนะ?”

“แน่ใจค่ะ คนไข้ที่คุณพูดถึงก็นอนอยู่ในห้อง”

ไต้หลินถอนหายใจโล่งอก กลับไปแล้วก็ดี

เขานั่งลงที่โต๊ะอีกครั้ง เปิดดูข้อมูลผู้ป่วยต่อจากคอมพิวเตอร์

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร…

“หมอ…ไต้…”

เสียงคุ้นหูนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

ไต้หลินเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นคุณลุงจางมายืนอยู่ตรงประตูอีกครั้ง!

เขาอึ้งงันไปทันที…พยาบาลชั้นสี่ปล่อยให้คนไข้หนีขึ้นมาอีกแล้วอย่างนั้นหรือ?

“หมอ…ไต้…ฉัน…กำลังตามหาลูกชาย…”

น้ำเสียง ติดขัด เว้นวรรค พูดตะกุกตะกัก ทุกถ้อยคำเหมือนกับครั้งก่อน เป๊ะทุกประโยค

ทันใดนั้นเอง ดวงตาของไต้หลินก็เริ่มรู้สึกระคายเคืองขึ้นมาเล็กน้อย

เขามองไปยังชายชรา ท่าทางที่ยืนอยู่ ท่าทีบนใบหน้า สีหน้า แววตา…ทุกอย่างเหมือนกับครั้งแรกไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว

สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าก็คือ ความทรงจำละเอียดขนาดนี้…เขาไม่เคยมีมาก่อน เขาเริ่มจะเชื่อแล้วว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงในดวงตาเขาแน่ ๆ

แล้วเขาก็สังเกตเห็นอีกเรื่องหนึ่ง ตำแหน่งที่คุณลุงจางยืนในตอนนี้…ใกล้เข้ามากว่าเดิม ราวกับขยับเข้ามาอีกหนึ่งเมตร!

ไต้หลินจ้องมองเขาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร

แล้วเสียงพร่าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“งั้น…ฉัน…จะไปหาที่อื่น…ก็แล้วกัน…”

คำพูดเหมือนกับครั้งแรก ไม่มีผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียว

ไต้หลินค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปที่ประตูห้องทำงาน มองออกไปทางระเบียงทางเดิน… แต่กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน

ความรู้สึกไม่สบายใจรุนแรงตีขึ้นมาในอก

เขารีบกลับไปที่โต๊ะ คว้าโทรศัพท์กดต่อไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลชั้นสี่ทันที

“ขอโทษนะครับ แต่ช่วยตรวจสอบห้อง 413 อีกครั้งเถอะ! คราวนี้ต้องดูให้แน่ใจจริง ๆ ว่าเป็นตัวคนไข้เองหรือเปล่า! เขา…เขาเพิ่งมาหาผมที่นี่อีกแล้ว!”

ในฐานะหมอคนหนึ่ง เวลานี้ไต้หลินกลับเผลอจินตนาการเรื่องเหลวไหลขึ้นมาในหัว

ไม่นานนัก เสียงตอบกลับจากพยาบาลก็ดังมาทางสาย

“คุณหมอไต้ คนไข้ยังอยู่ในห้องนะคะ! งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวฉันให้พยาบาลเฝ้าหน้าห้องไว้ตลอด”

“ขอบคุณมากครับ”

หลังวางสาย ไต้หลินก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ

นี่มันชั้น 10 …

ต่อให้เขาวิ่งสุดแรงลงบันไดไป ก็ไม่มีทางกลับไปถึงห้องผู้ป่วยได้เร็วขนาดนั้นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนชราที่แทบเดินไม่ไหว!

ถ้าเขายังนั่งรออยู่ที่นี่…

ชายชราคนนั้น…จะกลับมาอีกหรือเปล่า?

ไต้หลินนึกขึ้นได้ ตำแหน่งที่ชายชรายืนเมื่อครู่ ถ้าเดินมาอีกเพียงก้าวเดียว เขาก็จะมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขาพอดี!

เขาหันไปมองโต๊ะอีกตัวหนึ่ง มือถือของหมอจ้าวยังเสียบชาร์จอยู่ตรงนั้น ส่วนเจ้าของก็คงกำลังตรวจวอร์ดอยู่

ไต้หลินสูดหายใจลึก ก่อนหยิบมือถือของตัวเอง โทรเข้าเครื่องหมอจ้าว

เสียงเรียกดังขึ้น เขารีบเดินไปหยิบมือถือที่อีกโต๊ะกดรับสายไว้

จากนั้น เขาถือมือถือของตัวเอง เดินไปปิดประตูห้องทำงาน ก่อนรีบตรงไปยังมุมทางเดิน

ตรงนั้นไม่เชื่อมกับบันไดหรือทางลิฟต์ ปลอดภัยพอให้ซ่อนตัวได้

เขายกโทรศัพท์แนบหู คงสายไว้ตลอดเวลา หัวใจเต้นแรงไม่หยุด พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดในดวงตาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

และแล้ว…

“หมอ…ไต้…”

เสียงนั้นดังขึ้นอย่างชัดเจนทางปลายสาย

แต่ตอนนี้ เขาไม่ได้อยู่ในห้องทำงานแล้ว!

“หมอ…ไต้…ฉัน…กำลังหาลูกชาย…”

เสียงนั้นชัดขึ้น…ใกล้ขึ้น…

ทั้งที่เขาไม่อยู่ในห้อง แต่ถ้อยคำที่พูดกลับเหมือนกับเมื่อครู่ เป๊ะทุกคำ!

“งั้น…ฉัน…จะไปหาที่อื่น…ก็แล้วกัน…”

น้ำเสียงคราวนี้กลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและมืดหม่น…

ไต้หลินหายใจติดขัด ร่างกายสั่นสะท้าน

นี่มันคำสาปเหนือธรรมชาติ…?

หรือว่า…ข้อความประหลาดนั่น…เป็นเรื่องจริง!?

เขารีบตัดสาย แล้วหันหลังพุ่งตรงไปยังบันไดหนีไฟ!

แต่ว่า…คนไข้ที่ห้อง 413 ตอนนี้…ยังนอนอยู่บนเตียงจริง ๆ หรือเปล่า?

ทันใดนั้นเอง ด้านหลังกลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น!

เสียงฝีเท้าที่เชื่องช้า…แต่กลับใกล้เข้ามาทุกขณะ!

“ลูก…ชาย…ของผม…อยู่ไหน…”

และที่เลวร้ายที่สุด ไม่ว่าไต้หลินจะวิ่งเท่าไร ก็ไม่สามารถไปถึงบันไดหนีไฟได้เลย!

สุดท้าย…

ขารู้สึกได้ว่าต้นคอถูกมือคู่หนึ่งกดจับไว้แน่น!

ร่างทั้งร่างหยุดชะงักไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้อีก หน้าเขาถูกบิดหมุนอย่างช้า ๆ ให้หันกลับไปด้านหลัง…

ในชั่วพริบตานั้นเอง สัญชาตญาณเอาตัวรอดของไต้หลินก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด!

พร้อมกันนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ราวกับสมองถูกแรงระเบิดถล่ม ภายในนั้นเปิดกว้างออกเป็นสองห้วงลึกไร้ก้นบึ้ง!

ดวงตาทั้งคู่…เปลี่ยนเป็นเหมือนหลุมดำมหึมา ก่อให้เกิดแรงดูดมหาศาลออกมา!

จบบทที่ บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก

คัดลอกลิงก์แล้ว