- หน้าแรก
- โรงพยาบาลหมายเลข 444
- บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก
บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก
บทที่ 1 โรงพยาบาลยามดึก
คุณได้ถูกโรงพยาบาลหมายเลข 444 เราเลือกให้เข้าร่วมการรับสมัครแพทย์ประจำไตรมาสที่สี่ของปีนี้ โรงพยาบาลของเรามุ่งมั่นที่จของะรักษาคำสาปทั้งปวงที่เกิดจากปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เป็นแพทย์ฝึกหัดของโรงพยาบาล และห้ามปฏิเสธไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
ตอนที่ ไต้หลิน ได้รับข้อความนี้ เขาเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายพอดี
ในฝัน เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนโต๊ะผ่าตัด
แสงจากโคมไฟไร้เงา*เหนือศีรษะส่องลงมา จากนั้น เงาร่างดำทะมึนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา แล้วหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา ยื่นตรงเข้าหาดวงตาทั้งสองข้างของเขา
ผู้แปล: โคมไฟไร้เงา คือ โคมไฟผ่าตัด ที่ออกแบบให้ไม่เกิดเงาบังเวลาผ่าตัดค่ะ
ในฝันนั้น เขารู้สึกได้จริง ๆ ว่ามีดนั่นเฉือนเข้าดวงตา!
พอตื่นขึ้นมา ความปวดหน่วง ๆ ที่ดวงตาก็ยังตามมาหลอกหลอนไม่เลิก
ในฐานะศัลยแพทย์ เขาเคยผ่าตัดมานับไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รู้สึกถึงการ นอนอยู่บนโต๊ะผ่าตัดเอง …และมันไม่สนุกเอาเสียเลย
ไม่นาน มือถือที่วางอยู่หัวเตียงก็แจ้งเตือนข้อความนี้ขึ้นมา
เขาไม่ลังเลเลย กดลบฉับเดียวจบ
รักษาคำสาปเหนือธรรมชาติ? …โฆษณาเกมออนไลน์ขยะชัด ๆ
“แต่…ทำไมความฝันมันถึงสมจริงขนาดนั้น…”
ตอนนี้ ไต้หลินกำลังนอนอยู่บนเตียงพักของห้องพักแพทย์ในโรงพยาบาล เตรียมกักตุนแรงไว้สำหรับผ่าตัดคืนนี้
ทว่า ความระคายเคืองในตากลับยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่ใช่หมอตา จึงเดาไม่ได้เลยว่านี่มันอาการอะไรแน่
“ขอให้…อย่ามากวนตอนผ่าตัดคืนนี้เลยเถอะนะ…”
….
ยามดึก
โรงพยาบาลหมายเลขเก้า เมือง W ประตูห้องผ่าตัดในที่สุดก็ถูกผลักออกมา ผู้ป่วยที่ยังอยู่ในอาการสลบถูกเข็นออกมา
ไต้หลินที่สวมหน้ากากก็เดินตามออกมาด้วยร่างกายอ่อนล้า
“คุณหมอ ผลเป็นยังไงบ้างครับ?”
ญาติผู้ป่วยที่รออยู่หน้าห้องผ่าตัดรีบพุ่งเข้ามาถามทันที
“การผ่าตัดโดยรวมถือว่าผ่านไปได้ด้วยดี แต่ยังต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการต่อ” ไต้หลินขยับริมฝีปากตอบออกมา
ก่อนการผ่าตัด เขาเพิ่งไปตรวจที่แผนกจักษุของโรงพยาบาลอีกครั้ง ยืนยันว่าไม่มีปัญหาอะไร อีกทั้งหลังจากนั้นก็ไม่เกิดอาการผิดปกติอีก เขาจึงตัดสินใจเดินหน้าผ่าตัดตามแผนเดิม เพราะสุดท้ายแล้ว การผ่าตัดนี้ทั้งโรงพยาบาล มีเพียงเขาคนเดียวที่กล้าลงมือ แม้แต่ศาสตราจารย์ผู้เป็นอาจารย์ของเขาเองก็ยังลังเล
“คุณหมอ ขอบคุณมาก ขอบคุณมากจริง ๆ!”
เมื่อได้ยินว่าการผ่าตัดสำเร็จ ร่างที่เครียดเกร็งมาตลอดของญาติผู้ป่วยก็ทรุดลงทันที คว้ามือไต้หลินไว้แน่น ญาติรู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่าการผ่าตัดนี้เป็นเคสที่ยากอย่างยิ่ง ความเสี่ยงที่คนไข้จะเสียชีวิตบนโต๊ะผ่าตัดสูงมาก
แม้ตอนนี้ไต้หลินจะเหนื่อยล้าไม่น้อย แต่เมื่อเห็นความรู้สึกขอบคุณที่ถ่ายทอดออกมาชัดเจนแบบนั้น หัวใจเขาก็เต็มไปด้วยความยินดีที่สามารถดึงชีวิตหนึ่งกลับมาจากมือมัจจุราชได้
บรรดาพยาบาลที่เดินออกจากห้องผ่าตัดมาพร้อมกัน พอเห็นภาพนี้ก็อดวิจารณ์ไม่ได้ว่า
“ไม่เสียทีที่เป็นคุณหมอไต้ การผ่าตัดที่ยากขนาดนี้…เขาก็ยังทำออกมาได้”
“ใช่เลย! รองหัวหน้าฝ่ายที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโรงพยาบาลเรา! เนื้องอกก้อนนั้นดันโตในตำแหน่งที่แย่มาก หมอทั่วไปไม่กล้าลงมือหรอก กลัวเกิดปัญหา แต่คุณหมอไต้นี่สิ ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ ตอนอายุสิบหกก็สอบเทียบเข้าเรียนแพทย์ได้ ปีนี้ยิ่งกลายเป็นรองหัวหน้าฝ่ายคนใหม่อีก ช่างเป็นชายหนุ่มที่ทั้งเก่งและมีอนาคตจริง ๆ”
“ก็ใช่น่ะสิ ตอนเกิดแผ่นดินไหวครั้งนั้น คุณหมอไต้เป็นคนแรกที่อาสาลงพื้นที่ช่วยเหลือเลยนะ!”
“คุณหมอไต้เนี่ย ทั้งเก่ง ทั้งหนุ่มแน่น อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่กลับเป็นเจ้าของมีดผ่าตัดที่รับผิดชอบเคสแบบนี้ได้แล้ว ไม่พอนะยังได้ยินมาว่าทางโรงพยาบาลกำลังจะส่งเขาไปเวทีการแพทย์ต่างประเทศเพื่อทำรายงานด้วย…”
“คุณหมอไต้ช่างเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตจริง ๆ อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่ก็สามารถเป็นศัลยแพทย์เจ้าของไข้ในเคสใหญ่แบบนี้ได้แล้ว ได้ยินมาว่าโรงพยาบาลยังตั้งใจจะบ่มเพาะเขา ส่งเขาไปประชุมแพทย์ต่างประเทศเพื่อนำเสนอรายงานด้วย…”
“แต่ก็เถอะ วันนี้คุณหมอไต้ตาเหมือนไม่ค่อยดีเลยนะ? ฉันได้ยินหมอแผนกจักษุบอกว่าเขาแวะไปตรวจช่วงบ่าย แล้วพอแน่ใจว่าไม่กระทบการผ่าตัดก็เลยสบายใจ”
“อาจจะเพราะพักผ่อนน้อยเกินไป ใช้สายตามากไปก็ได้มั้ง?”
….
ตึกผู้ป่วยใน
คืนนี้เป็นเวรของไต้หลิน
เวลานี้เขากำลังนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้า ตรวจสอบรายงานผลการตรวจของผู้ป่วยหลายรายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด และต้องพักสังเกตอาการในโรงพยาบาลตลอดเดือนนี้ เพื่อประเมินแนวทางการรักษาต่อไป
แต่ไม่นานหลังผ่าตัดเสร็จ อาการแปลกประหลาดในดวงตาคู่นั้นก็กลับมาอีกครั้ง
ทำให้ไต้หลินรู้สึกตาพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตรงรูม่านตา ความเจ็บแปลบเหมือนถูกเข็มแทงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
เขาหยิบยาหยอดตาที่วางไว้ข้างมือขึ้นมา หยอดซ้ำอีกสองสามครั้ง
“คุณหมอไต้…” หมอจ้าวที่นั่งอยู่ไม่ไกลเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ตาคุณยังไม่ดีขึ้นอีกเหรอ? แล้วหมอแผนกตาบอกว่ายังไงบ้าง?”
“ผมไปตรวจมาแล้ว ทั้งส่องด้วยกล้องสลิทแลมป์ ทั้งอัลตราซาวด์ตา เลนส์กับจอประสาทตาก็ปกติดีหมด คุณหมอหลินบอกว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร คาดว่าใช้สายตามากเกินไปจนล้า เลยให้ผมหยอดยาต่ออีกสักพัก”
“งั้นคงเพราะคุณหมอทำงานหนักเกินไปจริง ๆ ล่ะสิ เสร็จจากเคสนี้แล้ว ลองขอลาพักดูบ้างไหม?”
“อืม…ก็อาจจะใช่ ช่วงนี้ผมโหมงานไปหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก ผู้ป่วยหลายรายหลังผ่าตัดยังมีอาการไม่คงที่ โดยเฉพาะเคสวันนี้ ถึงแม้ผ่าตัดเอาเนื้องอกออกได้แล้ว แต่ยังต้องดูการฟื้นตัวหลังผ่าเพื่อประเมินผลระยะยาว ผมขออดทนอีกสักหน่อย ค่อยพักทีหลังดีกว่า เพราะถ้าไปพักตอนนี้ ผมก็คงพักอย่างสบายใจไม่ได้อยู่ดี”
หมอจ้าวถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูดว่า “เฮ้อ…ใคร ๆ ก็รู้ว่าคุณหมอคือคนที่ทุ่มเทที่สุดในแผนกศัลยกรรม เสร็จจากช่วงนี้แล้ว คุณควรหันไปโฟกัสงานวิจัยเรื่องเนื้องอกปอดนะ ถ้าได้ลงวารสารการแพทย์ชั้นนำ คุณต้องได้เลื่อนเป็นหัวหน้าศัลยแพทย์แน่นอน อีกไม่กี่ปี ก็กลายเป็นผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลเราแล้วล่ะ”
แต่ไต้หลินกลับตอบอย่างหนักแน่นว่า
“ผมยังอยากสะสมประสบการณ์ทางการแพทย์ให้มากกว่านี้ งานวิจัยกับการทำเคสจริงควรจะเกื้อหนุนกัน ถ้าเขียนวิจัยตอนยังอ่อนประสบการณ์เกินไป มันก็จะไม่มั่นคงพอ…ผมยังอายุน้อย ต้องเรียนรู้อีกเยอะ”
“คุณหมอไต้ รู้ใช่ไหมว่าการผ่าตัดวันนี้อันตรายมากจริง ๆ ถ้าพลาดเพียงนิดเดียว ครอบครัวผู้ป่วยอาจไม่ขอบคุณคุณด้วยซ้ำ กลับจะคิดว่าไม่ผ่าดีกว่า เพราะอย่างน้อยผู้ป่วยอาจมีชีวิตต่อไปได้อีกสักระยะ…คุณไม่กลัวบ้างเลยเหรอ?”
“ผมยังจำคำปฏิญาณสมัยเรียนแพทย์ได้ดี ในฐานะที่ผมเป็นหมอ…”
พูดยังไม่ทันจบ จู่ ๆ ดวงตาของไต้หลินก็ปวดแสบอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จนไม่อาจลืมตาได้
ครู่หนึ่ง…ความผิดปกติในดวงตาค่อย ๆ จางหายไป พอเขาลืมตาอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าการมองเห็นกลับชัดเจนผิดปกติ จ้องหน้าจอคอมก็ไม่ปวดล้าอีกต่อไป ราวกับเพิ่งได้ดวงตาคู่ใหม่มา
เขาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“คุณหมอไต้คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?” หมอจ้าวถามด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“ไม่เป็นไรครับ…”
“งั้นก็ดี ผมจะไปตรวจวอร์ดก่อน ถ้าตาคุณยังไม่ดีขึ้น ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลตาเถอะ ที่นั่นเชี่ยวชาญกว่าเราเยอะ…อ้อ มือถือผมชาร์จไว้ตรงนี้นะ ถ้ามีเรื่องด่วนโทรไปหาผมได้ที่ห้องพยาบาลชั้นแปด”
“ได้ครับ…คุณหมอจ้าว”
หลังจากหมอจ้าวออกไป…
ในห้องทำงานก็เหลือเพียงไต้หลินอยู่คนเดียว
เขามองไปข้างหน้าอย่างแปลกใจ แม้ในห้องจะสลัว แต่เขากลับเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าปกติ…ชัดจนสามารถมองเห็นแมลงวันตัวหนึ่งเกาะอยู่บนโต๊ะไกลลิบ
“หมอ…ไต้…”
ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงแหบชราเรียกขึ้นมา เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายชราสวมชุดผู้ป่วยศีรษะล้าน เดินโซเซเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าประตู
ตอนที่ชายชราอ้าปากพูด ไต้หลินก็เห็นว่าแทบไม่เหลือฟันแล้ว เสียงที่เอื้อนออกมาจึงพร่าและฟังไม่ชัด
ไต้หลินจำได้ทันที นี่คือคนไข้จากห้อง 413 แซ่จาง ตอนนี้กำลังรับการรักษาด้วยการฉายแสงและเคมีบำบัด อาการยังไม่คงที่นัก
“คุณลุงจางครับ คุณห้ามออกจากห้องผู้ป่วยตามใจนะครับ…”
ไต้หลินนึกในใจทันที พยาบาลเวรไปไหนกันหมด ถึงปล่อยให้คนไข้สูงอายุที่อาการหนักขนาดนี้เดินออกมาลำพังได้?
คุณลุงจางยังคงพูดอ้อมแอ้มไม่ชัดเจนว่า
“หมอ…ไต้…ฉัน…กำลังตามหาลูกชาย…”
ไต้หลินนึกขึ้นได้ ตั้งแต่ลุงจางนอนโรงพยาบาล ลูกชายของเขาเคยมาเยี่ยมเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยโผล่มาอีกเลย
ชายชราผ่านการผ่าตัดมาเมื่อปีก่อน แล้วยังต้องเผชิญการรักษาที่หนักหน่วงอีก จนอาจทำให้เริ่มเลอะเลือนได้
“คุณลุงครับ ลูกชายคุณไม่ได้อยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวผมจะให้พยาบาลพากลับห้องดีกว่า”
ไต้หลินลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะเดินไปหา แต่คุณลุงกลับพูดว่า
“งั้น…ฉัน…จะไปหาที่อื่น…ก็แล้วกัน…”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
ไต้หลินรีบก้าวตามออกไป แต่พอมองดูดี ๆ…ข้างนอกกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของชายชรา!
ทั้งที่เมื่อครู่เขายังเดินโซซัดโซเซ ก้าวแต่ละก้าวเชื่องช้าไม่น้อย ทว่าพอหันหลังให้แค่ชั่วพริบตา กลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย…
ความผิดปกตินี้ทำให้ไต้หลินขนลุก เขาวิ่งหาตามบริเวณใกล้เคียง แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของคุณลุงจาง
ความกังวลก่อตัวขึ้น เขารีบตรงไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลใกล้ ๆ แล้วสั่งว่า “แจ้งไปที่เคาน์เตอร์ชั้นสี่หน่อย ห้อง 413 คนไข้ผู้ชาย อายุราวเจ็ดสิบหนีออกจากห้องไป ให้รีบออกตามหา!”
ถ้าเกิดชายชราล้มลงที่ไหนเข้า…ผลลัพธ์คงเลวร้ายเกินจะคิด!
แต่เพราะห้องทำงานคืนนี้ต้องมีแพทย์เวรประจำอยู่เสมอ ไต้หลินจึงไม่อาจออกไปค้นหาด้วยตนเองได้
กลับมานั่งที่โต๊ะได้ไม่นาน โทรศัพท์บนโต๊ะก็ส่งเสียงดังขึ้น
“ฮัลโหล?”
“สวัสดีค่ะ คุณหมอไต้ ฉันเป็นพยาบาลจากเคาน์เตอร์ชั้นสี่นะคะ พวกเราเพิ่งไปตรวจสอบมาแล้ว ผู้ป่วยห้อง 413 ก็นอนอยู่ตามปกติ ไม่มีใครออกมาเดินเพ่นพ่านเลยค่ะ”
“อะไรนะ?”
ความรู้สึกประหลาดใจยิ่งทวีขึ้นในใจไต้หลิน
กลับไปเร็วขนาดนั้นเชียว?
ไม่รู้ทำไม แต่เขากลับนึกถึงข้อความประหลาดที่เคยได้รับขึ้นมาทันที
“คุณแน่ใจนะ?”
“แน่ใจค่ะ คนไข้ที่คุณพูดถึงก็นอนอยู่ในห้อง”
ไต้หลินถอนหายใจโล่งอก กลับไปแล้วก็ดี
เขานั่งลงที่โต๊ะอีกครั้ง เปิดดูข้อมูลผู้ป่วยต่อจากคอมพิวเตอร์
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร…
“หมอ…ไต้…”
เสียงคุ้นหูนั้นดังขึ้นอีกครั้ง
ไต้หลินเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็เห็นคุณลุงจางมายืนอยู่ตรงประตูอีกครั้ง!
เขาอึ้งงันไปทันที…พยาบาลชั้นสี่ปล่อยให้คนไข้หนีขึ้นมาอีกแล้วอย่างนั้นหรือ?
“หมอ…ไต้…ฉัน…กำลังตามหาลูกชาย…”
น้ำเสียง ติดขัด เว้นวรรค พูดตะกุกตะกัก ทุกถ้อยคำเหมือนกับครั้งก่อน เป๊ะทุกประโยค
ทันใดนั้นเอง ดวงตาของไต้หลินก็เริ่มรู้สึกระคายเคืองขึ้นมาเล็กน้อย
เขามองไปยังชายชรา ท่าทางที่ยืนอยู่ ท่าทีบนใบหน้า สีหน้า แววตา…ทุกอย่างเหมือนกับครั้งแรกไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าก็คือ ความทรงจำละเอียดขนาดนี้…เขาไม่เคยมีมาก่อน เขาเริ่มจะเชื่อแล้วว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงในดวงตาเขาแน่ ๆ
แล้วเขาก็สังเกตเห็นอีกเรื่องหนึ่ง ตำแหน่งที่คุณลุงจางยืนในตอนนี้…ใกล้เข้ามากว่าเดิม ราวกับขยับเข้ามาอีกหนึ่งเมตร!
ไต้หลินจ้องมองเขาเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร
แล้วเสียงพร่าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“งั้น…ฉัน…จะไปหาที่อื่น…ก็แล้วกัน…”
คำพูดเหมือนกับครั้งแรก ไม่มีผิดแม้แต่ตัวอักษรเดียว
ไต้หลินค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปที่ประตูห้องทำงาน มองออกไปทางระเบียงทางเดิน… แต่กลับว่างเปล่าไร้ผู้คน
ความรู้สึกไม่สบายใจรุนแรงตีขึ้นมาในอก
เขารีบกลับไปที่โต๊ะ คว้าโทรศัพท์กดต่อไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลชั้นสี่ทันที
“ขอโทษนะครับ แต่ช่วยตรวจสอบห้อง 413 อีกครั้งเถอะ! คราวนี้ต้องดูให้แน่ใจจริง ๆ ว่าเป็นตัวคนไข้เองหรือเปล่า! เขา…เขาเพิ่งมาหาผมที่นี่อีกแล้ว!”
ในฐานะหมอคนหนึ่ง เวลานี้ไต้หลินกลับเผลอจินตนาการเรื่องเหลวไหลขึ้นมาในหัว
ไม่นานนัก เสียงตอบกลับจากพยาบาลก็ดังมาทางสาย
“คุณหมอไต้ คนไข้ยังอยู่ในห้องนะคะ! งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า เดี๋ยวฉันให้พยาบาลเฝ้าหน้าห้องไว้ตลอด”
“ขอบคุณมากครับ”
หลังวางสาย ไต้หลินก็รู้สึกแผ่นหลังเย็นวาบ
นี่มันชั้น 10 …
ต่อให้เขาวิ่งสุดแรงลงบันไดไป ก็ไม่มีทางกลับไปถึงห้องผู้ป่วยได้เร็วขนาดนั้นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนชราที่แทบเดินไม่ไหว!
ถ้าเขายังนั่งรออยู่ที่นี่…
ชายชราคนนั้น…จะกลับมาอีกหรือเปล่า?
ไต้หลินนึกขึ้นได้ ตำแหน่งที่ชายชรายืนเมื่อครู่ ถ้าเดินมาอีกเพียงก้าวเดียว เขาก็จะมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานของเขาพอดี!
เขาหันไปมองโต๊ะอีกตัวหนึ่ง มือถือของหมอจ้าวยังเสียบชาร์จอยู่ตรงนั้น ส่วนเจ้าของก็คงกำลังตรวจวอร์ดอยู่
ไต้หลินสูดหายใจลึก ก่อนหยิบมือถือของตัวเอง โทรเข้าเครื่องหมอจ้าว
เสียงเรียกดังขึ้น เขารีบเดินไปหยิบมือถือที่อีกโต๊ะกดรับสายไว้
จากนั้น เขาถือมือถือของตัวเอง เดินไปปิดประตูห้องทำงาน ก่อนรีบตรงไปยังมุมทางเดิน
ตรงนั้นไม่เชื่อมกับบันไดหรือทางลิฟต์ ปลอดภัยพอให้ซ่อนตัวได้
เขายกโทรศัพท์แนบหู คงสายไว้ตลอดเวลา หัวใจเต้นแรงไม่หยุด พร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดในดวงตาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
และแล้ว…
“หมอ…ไต้…”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างชัดเจนทางปลายสาย
แต่ตอนนี้ เขาไม่ได้อยู่ในห้องทำงานแล้ว!
“หมอ…ไต้…ฉัน…กำลังหาลูกชาย…”
เสียงนั้นชัดขึ้น…ใกล้ขึ้น…
ทั้งที่เขาไม่อยู่ในห้อง แต่ถ้อยคำที่พูดกลับเหมือนกับเมื่อครู่ เป๊ะทุกคำ!
“งั้น…ฉัน…จะไปหาที่อื่น…ก็แล้วกัน…”
น้ำเสียงคราวนี้กลับค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและมืดหม่น…
ไต้หลินหายใจติดขัด ร่างกายสั่นสะท้าน
นี่มันคำสาปเหนือธรรมชาติ…?
หรือว่า…ข้อความประหลาดนั่น…เป็นเรื่องจริง!?
เขารีบตัดสาย แล้วหันหลังพุ่งตรงไปยังบันไดหนีไฟ!
แต่ว่า…คนไข้ที่ห้อง 413 ตอนนี้…ยังนอนอยู่บนเตียงจริง ๆ หรือเปล่า?
ทันใดนั้นเอง ด้านหลังกลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น!
เสียงฝีเท้าที่เชื่องช้า…แต่กลับใกล้เข้ามาทุกขณะ!
“ลูก…ชาย…ของผม…อยู่ไหน…”
และที่เลวร้ายที่สุด ไม่ว่าไต้หลินจะวิ่งเท่าไร ก็ไม่สามารถไปถึงบันไดหนีไฟได้เลย!
สุดท้าย…
ขารู้สึกได้ว่าต้นคอถูกมือคู่หนึ่งกดจับไว้แน่น!
ร่างทั้งร่างหยุดชะงักไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้อีก หน้าเขาถูกบิดหมุนอย่างช้า ๆ ให้หันกลับไปด้านหลัง…
ในชั่วพริบตานั้นเอง สัญชาตญาณเอาตัวรอดของไต้หลินก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด!
พร้อมกันนั้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ราวกับสมองถูกแรงระเบิดถล่ม ภายในนั้นเปิดกว้างออกเป็นสองห้วงลึกไร้ก้นบึ้ง!
ดวงตาทั้งคู่…เปลี่ยนเป็นเหมือนหลุมดำมหึมา ก่อให้เกิดแรงดูดมหาศาลออกมา!