- หน้าแรก
- มหานครเวิ้งว้าง
- เล่มที่ 24 ตอนที่ 9 ทักษะวิชากระบี่
เล่มที่ 24 ตอนที่ 9 ทักษะวิชากระบี่
เล่มที่ 24 ตอนที่ 9 ทักษะวิชากระบี่
เมื่อจี้หนิงก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ ก็รู้สึกราวกับว่ากำลังก้าวสู่โลกอีกใบหนึ่ง เขาไม่ได้ยินสิ่งใดเลยขณะอยู่ด้านนอก แต่ทันทีที่เข้ามาภายใน กลับได้ยินเสียงดนตรีดังก้องกังวานไปทั่วทั้งโถง
สายตาของหนิงกวาดไปทั่วทั้งโถงใหญ่
เหล่าผู้อมตะสตรีกำลังร่ายรำอยู่ภายใน ขณะที่นักดนตรีมากมายบรรเลงเพลงผ่านเครื่องดนตรีนานาชนิด แบ่งเป็นเก้าหมู่ดนตรี แต่ละหมู่ถูกกั้นด้วยม่านแพรไหมชั้นดี จำนวนรวมทั้งนักดนตรีและนักร่ายรำมีหลายร้อยคน แต่ทั้งหมดก็เพียงแค่ทำหน้าที่เพื่อส่งเสริมบรรยากาศให้ครึกครื้นเท่านั้น
“คารวะท่านผู้อาวุโสแบล็คมิสต์” อมตะโบราณ อิมพีเรียส กล่าวด้วยความเคารพ “อาจารย์ ข้าได้พาเทพผู้ยิ่งใหญ่ อุดรทมิฬ มาแล้ว”
จี้หนิงเงยหน้ามองไปยังเบื้องบน ด้านหน้าสุดของห้องโถงมีโต๊ะตั้งอยู่สองตัว ฝั่งซ้ายมีชายชราผมขาวในชุดคลุมหลวมสีขาวนั่งอยู่ ส่วนฝั่งขวามีบุรุษผมดำท่าทางซอมซ่อแต่งกายไม่เรียบร้อย ทั้งสองแผ่กระแสพลังอันยิ่งใหญ่ราวกับเป็นคลื่นพลังจากทั้งดาวเคราะห์ในความโกลาหลพร่างพรายออกมา
“เทพโลกา… อมตะโกลาหล” จี้หนิงสัมผัสได้ว่าทั้งสองเบื้องหน้านี้ต่างเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตของเขา
แม้ตนเองจะสามารถแตะขอบเขตเทพโลกาได้เพียงชั่วคราวเมื่อใช้กระบี่ผลึกม่วง แต่ความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้ที่ข้ามผ่านขอบเขตนั้นมาเนิ่นนาน ย่อมมองเห็นได้ชัดเจน
“ข้าขอคารวะท่านผู้อาวุโสทั้งสอง” จี้หนิงและฟูเช่อ กล่าวขึ้นพร้อมกันด้วยความเคารพ ในฐานะเทพผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขามีสิทธิ์เอ่ยวาจาโดยไม่ต้องคุกเข่า แตกต่างจากเทพแท้จริง และอมตะสวรรค์ทองคำ ที่จำต้องคำนับหมอบกราบ
“เจ้าคืออุดรทมิฬรึ?” ชายชราผู้สวมชุดคลุมขาวเอ่ยขึ้นช้า ๆ เขาคือ อมตะโกลาหล อนธการ
“ใช่แล้วขอรับ” หนิงตอบด้วยท่าทีเคารพ
“เจ้าช่างมั่นใจในฝีมือยิ่งนัก เพิ่งเข้าร่วมกองทัพดาวศิลาเมฆหมอก ก็เรียกร้องให้หาผู้แข็งแกร่งระดับเทพโลกา มาทดสอบพลัง เจ้าได้สร้างความสนใจให้แก่พวกเราทั้งเก้าคนแล้ว” อนธการเอ่ยยิ้มบาง
ฟูเช่อได้รายงานเรื่องนี้ต่อบรรดาเทพโลกาทั้งเก้า รวมถึงเจ้าแห่งศิลาเมฆหมอก และแม้อนธการจะเป็นผู้ตอบรับคนแรก แต่เรื่องนี้ทุกคนล้วนรับรู้แล้วทั้งสิ้น
“อืม” เทพโลกา แบล็คมิสต์ เพียงเหลือบตามองลงมา ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นจิบเบา ๆ
“อาจารย์!” ศิษย์หนุ่มผู้สวมชุดแดงริมฝีปากแดงสดที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันเอ่ยเสียงดังลั่น “พวกเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเทพผู้ยิ่งใหญ่อุดรทมิฬ มาจากที่ใด แล้วจะให้รบกวนพวกท่านเพื่อทดสอบให้พวกเทพผู้ยิ่งใหญ่ทั่วไปเช่นนี้หรือ? ศิษย์ผู้นี้เต็มใจจะทดสอบฝีมือของเขาก่อน หากแม้แต่ข้ายังเอาชนะไม่ได้ ก็ย่อมไม่จำเป็นที่ท่านจะต้องลงมือ”
อมตะโกลาหล อนธการ เพียงหัวเราะเบา ๆ
เทพโลกา แบล็คมิสต์ พลิกจอกสุราในมือ พลางเหลือบมองด้วยดวงตาเหม่อลอยราวคนเมา “ท่านอนธการ ศิษย์ของท่านก็แข็งแกร่งไม่น้อย ปล่อยให้เขาลองประมือกับเจ้าหนุ่มอุดรทมิฬนี้ก่อนก็แล้วกัน”
“ก็ดี” อนธการพยักหน้า ก่อนสั่งกำชับ “ศิษย์เอ๋ย จงประลองกับอุดรทมิฬ แต่ห้ามสังหารกัน”
“ขอรับ” หนุ่มชุดแดงตอบอย่างนอบน้อม
“ขอรับ” จี้หนิงก็ขานรับเช่นกัน
เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ระดับเทพโลกาเอ่ยปากแล้ว เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธได้
อนธการและแบล็คมิสต์ต่างนั่งเฝ้ามองอยู่เหนือโต๊ะอย่างสงบ
“ท่านคิดเห็นเช่นไรต่ออุดรทมิฬผู้นี้?” อนธการยิ้มเอ่ยถาม
“เขาดูสงบนิ่งและมั่นใจในตัวเองมากทีเดียว” แบล็คมิสต์ตอบพลางจิบสุรา “คงมีพลังอยู่บ้าง”
อนธการพยักหน้ารับ “แล้วท่านคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะล่ะ แบล็คมิสต์?”
“ก็ต้องลองดูกันก่อนสิ”
อนธการแสดงสีหน้าสนใจอย่างยิ่ง
ค่ายกลพันธนาการผุดขึ้นมาปิดล้อมโถงใหญ่ทันที ครอบคลุมทั้งจี้หนิงและหนุ่มชุดแดงเอาไว้
ทั้งสองจ้องประสานสายตากันภายในสนามประลองนั้น
“จำชื่อไว้ ข้ามีนามว่า เงาปักษา” หนุ่มชุดแดงชักกระบี่คู่หนึ่งออกมาจากฝ่ามือ “สิ่งที่ข้าเชี่ยวชาญที่สุดก็คือทักษะกระบี่!”
“สิ่งที่ข้าเชี่ยวชาญก็คือกระบี่เช่นกัน” จี้หนิงก็ดึงกระบี่อุดรทมิฬออกมาคู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาใช้เพียงฝ่ามือกับทักษะหัดปลิดดาวล่าสังหารแบล็คพีค แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่ระดับเทพโลกา เขาจำต้องรอบคอบ ใช้กระบี่จะดึงศักยภาพของตนออกมาได้ดีกว่า ทั้งแหลมคมและรวดเร็วยิ่งนัก
“เขาใช้กระบี่ด้วยรึ?” อมตะโบราณ อิมพีเรียส กับฟูเช่อ ล้วนประหลาดใจ ก่อนหน้านี้ที่จี้หนิงแสดงพลังเป็นเพียงการบดขยี้อย่างดุดัน ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็นนักกระบี่เช่นกัน
“เขาใช้กระบี่ด้วยงั้นหรือ?” เทพโลกา แบล็คมิสต์ หัวเราะขึ้นทันที ในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเก้าแห่งดาวศิลาเมฆหมอก มีอยู่สองคนที่เลื่องชื่อเรื่องวิชากระบี่ หนึ่งคือเจ้าแห่งศิลาเมฆหมอก ผู้สร้างและขายตำรากระบี่นภาดาว อีกคนก็คือแบล็คมิสต์เอง ซึ่งยังเป็นสหายสนิทของเจ้าแห่งศิลาเมฆหมอก และเป็นผู้สั่งสอนวิชากระบี่ให้เขาเมื่อครั้งยังเยาว์
บัดนี้ แม้เจ้าแห่งศิลาเมฆหมอกจะก้าวล้ำเหนือกว่า แต่ความผูกพันก็ยังชัดเจน
“การประลองระหว่างนักกระบี่สองคน เช่นนี้น่าสนใจยิ่ง” อนธการยิ้ม “แบล็คมิสต์ หากอุดรทมิฬผู้นี้มีฝีมือจริง บางทีเจ้าควรรับเขาเป็นศิษย์นะ”
“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันรับศิษย์อีกต่อไป” แบล็คมิสต์ตอบเรียบ ๆ
อนธการได้แต่ส่ายหัวอย่างเงียบ ๆ เพราะรู้ดีว่า ครั้งหนึ่งแบล็คมิสต์เคยมีศิษย์ แต่เมื่อศิษย์ผู้นั้นตายจากไป เขาก็ไม่เคยยอมรับใครอีกเลย
ทันใดนั้น ทั้งจี้หนิงและเงาปักษาก็เคลื่อนไหวพุ่งเข้าหากัน
ทั้งสองต่างบรรลุถึงความชำนาญสูงสุดในกระบี่ สามารถควบคุมพลังเทพได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่รั่วไหลออกไปแม้แต่น้อย
“กระบี่ขั้นที่ห้า รึ? ฝีมือกระบี่ของเขาก็ไม่เลว” จี้หนิงสัมผัสแรงกดดันทันที กระบี่ของเงาปักษาพลิ้วไหวปราดเปรียว ทุกกระบวนท่ากระบี่ล้วนรวดเร็วยิ่งกว่าขอบเขตแห่งเต๋าสวรรค์ เห็นได้ชัดเจนว่าเขาก็มีเคล็ดวิชาที่ดี
แต่สิ่งนี้ไม่ทำให้จี้หนิงประหลาดใจ ศิษย์ของอมตะโกลาหล ย่อมต้องมีเคล็ดวิชาล้ำค่าเป็นเรื่องธรรมดา
เสียงฉวัดเฉวียนของคมกระบี่ดังขึ้นต่อเนื่อง
ตรงกันข้าม กระบี่ของจี้หนิงกลับแปรปรวนไร้รูปลัก ไร้รูปแบบ เขากำลังใช้ออกด้วยกระบวนท่า ‘ไร้เงา’ แห่งเพลงกระบี่ส่องจันทรา จนเงาปักษายากจะป้องกันได้โดยสิ้นเชิง
“วิชากระบี่ของเจ้าไม่เลว แต่หากมีเพียงเท่านี้ เจ้าก็ยังไม่คู่ควรจะได้ประมือกับอาจารย์ของข้า!” เงาปักษาตะโกนออกมาในขณะฟาดกระบี่
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงระวังให้ดี!” หนิงคำรามเสียงดังก้อง
บึ้ม!
กระบี่คู่ในมือที่เคลื่อนไหวอันแผ่วเบาของจี้หนิง พลันระเบิดพลังอำนาจมหาศาลออกมา เดิมทีท่วงท่ากระบี่ของเขาเล่ห์เหลี่ยมคาดเดาได้ยาก แต่ครานี้กลับแปรเปลี่ยนกลายเป็นรุนแรงเกรี้ยวกราด แต่ละกระบวนท่าพุ่งทะลวงราวอัสนี
ก่อนหน้านี้ จี้หนิงยังมิได้ใช้ออกด้วยทักษะหัดปลิดดาว ในขณะที่เงาปักษากลับต้องเผยทักษะเทพของตนออกมาแล้ว เพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้เสียเปรียบต่อชายหนุ่มผู้เป็นครึ่งก้าวสู่เทพโลกา แต่ตอนนี้เมื่อจี้หนิงใช้ออกจริง พลังโจมตีย่อมพุ่งทะยานขึ้นมหาศาล
รวดเร็ว รุนแรง พิสดาร…
กระบี่ในมือจี้หนิงกดดันมหาศาลลงใส่เงาปักษา จนสีหน้าศิษย์ชุดแดงเปลี่ยนไป ทันใดร่างเขาพลันเลือนลาง ก่อนปรากฎแขนทั้งหกขึ้นมา แต่แล้วจี้หนิงก็งอกแขนหกข้างออกตามมาเช่นกัน กดดันไล่บี้ต่อไป
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
แสงกระบี่ของจี้หนิงฟาดฟันด้วยน้ำหนักและความดุดันราวห่าพายุ จนกระบวนกระบี่ปราดเปรียวของเงาปักษาถูกทำลายจนสิ้นซาก
โครม!
หนึ่งกระบี่พุ่งปะทะร่างเงาปักษาเต็มแรง ร่างเขากระเด็นกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนโถงใหญ่ถึงกับสั่นสะเทือน ศิษย์หนุ่มถึงกับพ่นโลหิตออกมาคำโต
“ก็เพียงแค่เหนือกว่าข้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง!” เงาปักษากัดฟันอยากลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
“พอแล้ว!”
เสียงจากเบื้องบนดังขึ้น “แพ้ก็คือแพ้”
“ขอรับ อาจารย์” เงาปักษาได้แต่เอ่ยรับด้วยความอับอาย เขาตั้งใจจะล้มเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่รู้จักที่มา แต่สุดท้ายกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียเอง ทั้งที่ในบรรดาทหารศิลาเมฆหมอกนั้น เขานับเป็นหนึ่งในสามยอดนักกระบี่ แต่วันนี้กลับต้องพ่ายแพ้ให้แก่อุดรทมิฬผู้นี้
“ท่านคิดเห็นอย่างไร?” อนธการหันไปถามแบล็คมิสต์ “ท่านย่อมตัดสินได้ดีกว่าข้า”
แบล็คมิสต์ทอดสายตามองลงมายังจี้หนิง แววตาเปี่ยมด้วยความชื่นชม “อุดรทมิฬผู้นี้ บรรลุชั้นเชิงสูงล้ำในวิชากระบี่ การต่อสู้เมื่อครู่ แม้แลดูเหมือนทั้งสองพอ ๆ กัน เงาปักษาเพียงอ่อนด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ที่แท้จริงแล้ว อุดรทมิฬร่ายกระบี่ออกมาอย่างต่อเนื่องไร้ช่องโหว่ ทุกกระบวนล้วนกลมกลืนเป็นธรรมชาติ หากข้าคาดเดาไม่ผิด สิ่งที่เขาแสดงออกมายังเป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังแห่งกระบี่ของเขาเท่านั้น วิชากระบี่แท้จริงยังมิได้เปิดเผยออกมา”
“โอ้?” อนธการพลันแสดงสีหน้าประหลาดใจ
แบล็คมิสต์นั้น เคยก้าวถึงระดับโลกกระบี่ (กระบี่ขั้น 6) มาเนิ่นนานแล้ว ความสามารถในการพิจารณาวิชากระบี่ ย่อมเหนือกว่าผู้ใด
“แม้เขาจะมิได้ใช้วิชากระบี่ที่ทรงพลังที่สุด แต่เพียงแค่ที่เปิดเผยออกมา ก็ไม่อาจปกปิดความลื่นไหลไร้ที่ติได้” แบล็คมิสต์ยิ้มบาง “ผู้ด้อยพลังยากจะแสร้งทำเป็นยอดนักกระบี่ได้ เช่นเดียวกันที่ยอดนักกระบี่ยากจะแสร้งเป็นคนอ่อนแอ ทุกกระบวนท่าของเขาล้วนสูงส่ง และเต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่ที่แท้จริง อนธการ ข้ามีคำร้องอันอาจจะไม่สมควรนัก”
“หืม? เรื่องอะไรหรือ?” อนธการถามด้วยความสงสัย
“ปล่อยให้ข้าเป็นผู้ประลองกับเขาเองเถิด” แบล็คมิสต์วางจอกสุราลง “เพียงเมื่อข้าได้ทดสอบด้วยตนเองเท่านั้น ถึงจะตัดสินได้แท้จริงว่าเขาแข็งแกร่งเพียงใด”
“ฮ่า ๆ ๆ วิชากระบี่ของข้านั้นธรรมดาเกินไป จริง ๆ แล้วท่านต่างหากที่เหมาะสมที่สุด” อนธการพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม