- หน้าแรก
- พยัคฆ์พิทักษ์ขุนเขา
- บทที่ 18 - ภาพวาด
บทที่ 18 - ภาพวาด
บทที่ 18 - ภาพวาด
บทที่ 18 - ภาพวาด
◉◉◉◉◉
เทือกเขาคลื่นระลอก
ทิศทางเมืองหยุนลู่
ผู้ลี้ภัยที่หนีออกจากเมืองหยุนลู่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
การปรากฏตัวของอาหารเลือดมากมายขนาดนี้ทำให้ภูตผีปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาเริ่มเคลื่อนไหว
หลังจากเฉินหยวนสั่งให้ตรวจตราภูผาแล้ว ยันต์พยัคฆ์เคลื่อนภูผาในห้วงทะเลแห่งสติก็สั่นสะเทือนไม่หยุด
เขาวิ่งไปทั่วภูเขาและแม่น้ำ ยิ่งฆ่ายิ่งใจหาย
ในเทือกเขาคลื่นระลอกยังคงซ่อนภูตผีปีศาจที่ไม่รู้จักอีกมากมาย
ราวกับภูเขาน้ำแข็งใต้น้ำ
ในใจของเขาเฝ้าระวัง
ไม่กล้าประมาท
ต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างเร่งด่วน
ระหว่างการโคจรจักรวาล ทุกครั้งที่ฆ่าภูตผีปีศาจตนหนึ่งก็จะนำแต้มวาสนาที่ได้มาเพิ่มให้กับตัวเองทันที
เดินทางไปทั่วทุกทิศ เตาหลอม ณ จุดตันเถียนในร่างกายของเขาคำรามไม่หยุด หยางขึ้นหยินลง ทะลวงด่านสำคัญที่ลำคออย่างต่อเนื่องสิบสองชั้นฟ้า
และแล้วก็เป็นเช่นนั้นเอง
เมื่อเดินทางไปทั่วทุกทิศ
พลังในร่างกายของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ชั้นฟ้าที่หนึ่ง
ชั้นฟ้าที่สาม
ชั้นฟ้าที่เจ็ด
ชั้นฟ้าที่สิบ
เมื่อเวลาผ่านไป ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ดวงอาทิตย์ลับหายไปในเทือกเขาคลื่นระลอก
ในตอนนี้บนแม่น้ำใหญ่มีเรืออยู่สองสามลำ
ล่องไปบนผืนน้ำที่ระรวยแผ่วพลิ้ว
“ครืน”
บนท้องฟ้ามีสายฟ้าฟาดสายหนึ่งดังสนั่นฉีกกระชากท้องฟ้า
ตามมาด้วยฝนที่ตกหนัก
ทำให้ฟ้าดินพร่ามัว
ใต้แสงสายฟ้า บนเรือสองสามลำนี้ หัวเรือและท้ายเรือเต็มไปด้วยผู้คน
แสงไฟฟ้าดผ่านใบหน้าทีละคน
เฉยชา หวาดกลัว ว่างเปล่า ระแวดระวัง
ร้อยแปดพันเก้า ไม่เหมือนกันเลยสักคน
ในตอนนี้บนเรือสองสามลำมีคนสวมชุดทะมัดทะแมงถือดาบอยู่สองสามคนเฝ้าระวังผืนน้ำในความมืด
บนคมดาบยังมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่
คนเหล่านี้มีพลังปราณวรยุทธ์ติดตัว ร่างกายเกร็งไปหมด ดูเหมือนจะพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ
ใช่แล้วพวกเขามาจากเมืองหยุนลู่ ผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมา
คนนอกไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าสถานการณ์ในเมืองหยุนลู่ตอนนี้น่ากลัวเพียงใด
ในคืนเดียว เมืองนี้ราวกับถูกสาปกลายเป็นรังอสูร
บางคนราวกับบ้าไปแล้ว กัดกินเลือดเนื้อของผู้อื่นทั้งเป็น กลืนลงไปแล้วกลายเป็นสิ่งที่คนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่ใช่
จากนั้นก็ฆ่าล้างอย่างบ้าคลั่ง
ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือพวกเขารู้ความจริงอย่างหนึ่ง เจ้าเมืองหยุนลู่ใครจะไปคิดเล่าว่า...ก็เป็นปิศาจแปลงกายมา
สั่งปิดเมือง ต้องการจะสังเวยทั้งเมือง
คืนเดียวเสียงกรีดร้องไม่ขาดสาย
ชาวบ้านก็เลยหนีตายกันอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนคนเหล่านี้เป็นคนของสำนักวรยุทธ์มีวิชาการต่อสู้ติดตัวจึงสามารถฝ่าฟันออกมาจากความน่ากลัวนี้ได้
ปกป้องชาวบ้านส่วนหนึ่งหนีออกมาจากรังอสูรนั้นได้
แต่ตอนนี้มีปิศาจตนหนึ่งจ้องพวกเขาอยู่ ไล่ฆ่าออกมาจากในเมือง
ทันใดนั้น
บนผืนน้ำที่ฝนตกหนัก คลื่นก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมา
บนเรือลำแรก ชายวัยกลางคนปากเสือจมูกกว้างคนหนึ่งมือค้ำดาบใหญ่หัวแหวนไว้ ดวงตาเสือเป็นประกาย
พลันยกดาบขึ้น
ฟันไปยังผืนน้ำที่คลื่นปั่นป่วนข้างหน้า
ดาบสีขาวสายหนึ่งพลันกลายเป็นเส้นบางๆฟันไปยังใจกลางวังน้ำวน
ในขณะเดียวกันก็ตะโกนออกมาคำหนึ่ง
“ระวัง”
ยังไม่ทันที่คนอื่นจะทันได้ตั้งตัว
ผืนน้ำข้างหน้า
“ปัง”
ผืนน้ำระเบิดออก น้ำกระเซ็นไปทั่ว
ปิศาจตนหนึ่งที่ปรากฏร่างยักษ์อัปลักษณ์ ดวงตาสีแดงฉาน ใต้ผิวหนังสีเขียวมีลายเส้นสีดำเลื้อยไปมาปรากฏตัวขึ้น
ลายเส้นสีดำใต้ผิวหนังของปิศาจตนนี้ราวกับงูพิษสีดำตัวเล็กๆหลายตัวอยากจะมุดออกมาจากข้างใน
“ฉัวะ”
ใต้ผิวหนังที่แตกออก เลือดสีแดงฉานก็พุ่งออกมา
ตามมาด้วยเกล็ดสีดำเล็กๆซึมออกมาจากข้างใน
เมื่อภาพประหลาดนี้ปรากฏขึ้น พลังที่ปะทุออกมาจากทั่วร่างของปิศาจตนนี้ก็น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ
พุ่งไปยังบำเพ็ญปราณขั้นสูง
ดูเหมือนกำลังจะผ่านการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
และบนร่างกายที่น่าเกลียดน่ากลัวของปิศาจตนนี้ยังแขวนเสื้อผ้าของพลตระเวนที่ถูกฉีกขาดอยู่ด้วย
ชายวัยกลางคนตาเสือเห็นปิศาจตนนี้ปรากฏตัวขึ้นสีหน้าก็ดูไม่ดีอย่างยิ่ง
คนอื่นๆเข้ามาใกล้ ดาบในมือก็กำแน่นขึ้น เห็นได้ชัดว่าตึงเครียดมาก
“ท่านเจ้าสำนัก”
“อาจารย์”
“ทำอย่างไรดี”
ชายวัยกลางคนตาเสือทำได้เพียงแค่พูดเสียงเข้ม
“จางหลง จ้าวหู่ พวกเจ้านำคนอื่นๆขึ้นฝั่งแยกย้ายกันหนี
“คนอื่นๆตามข้าไปสกัดเจ้าอสูรตนนี้ไว้ เจ้าหมอนี่ดูเหมือนกำลังจะทะลวงด่านแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆถ้าพวกเราไม่ฆ่ามันเสียตอนนี้พวกเราก็มีแต่ทางตาย”
ชายวัยกลางคนตาเสือพูดด้วยสีหน้าไม่ดี
เมื่อสิ้นเสียง
เขาก็กระโดดขึ้นไปทันทีกลายเป็นกระสุนปืนใหญ่ยกดาบฆ่าไปยังปิศาจตนนั้น
ศิษย์คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็ต่างก็ยกดาบพุ่งเข้าไปฆ่า
แต่ทางนั้นปิศาจที่ยังมีลักษณะของมนุษย์อยู่บ้างเพียงแค่ใช้แสงเย็นชาในดวงตามองพวกเขาพุ่งเข้ามาแล้วยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
จากนั้นร่างก็เคลื่อนไหว
กลายเป็นเงาเลือนราง
วินาทีต่อมา
หมัดหนึ่งทะลุหน้าอกของศิษย์ขั้นชุบกระดูกคนหนึ่ง
จากนั้นก็ดึงออกมา
หัวใจสีแดงสดยังคงเต้นอยู่
บีบหนึ่งครั้งหัวใจก็ระเบิดออกทันที
ศพของศิษย์คนนั้นล้มลงเผยให้เห็นปิศาจที่ยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมอยู่ข้างหลัง
“ม่ออวิ๋น”
ชายวัยกลางคนตาเสือเห็นศิษย์ตายอย่างอนาถก็คำรามอย่างโกรธแค้นฟันเข้าไป
“ติ๊ง”
ปิศาจตนนั้นไม่เปลี่ยนสีหน้าใช้หมัดรับโดยตรง
เกล็ดละเอียดชั้นหนึ่งทำให้พลังดาบนั้นสลายไปทันที
พลันก็ปรากฏปิศาจตนนี้พลันเข้าใกล้จับแขนอีกข้างของชายวัยกลางคนตาเสือไว้แน่น
จากนั้นก็ฉีกออกมาทั้งแขน
ชายวัยกลางคนตาเสือร้องครางอย่างเจ็บปวด
ในยามวิกฤตอัดฉีดปราณแท้ที่เชี่ยวกรากกัดฟันตวาดลั่นฟันดาบตรงไปยังหัวของปิศาจตนนี้
ส่วนปิศาจเพียงแค่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ร่างก็พร่าเลือน
ปรากฏตัวขึ้นห่างออกไปหลายจั้ง
จากนั้นก็โบกดาบสังหารไปยังศิษย์ที่หวาดกลัวเหล่านั้น
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทีละเสียง
ส่วนในฐานะอาจารย์ของพวกเขาชายวัยกลางคนตาเสือก็โกรธจนตาแทบถลน
อยากจะขัดขวาง
บาดแผลที่แขนขาดถูกดึงทำให้ร่างของเขาสะดุด
เขารีบห้ามเลือดและในตอนนี้
จากเสื้อผ้าที่ขาดร่วงม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
ชายวัยกลางคนในตอนนี้ไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ตวาดลั่นเข้าไปต้องการจะล้างแค้นให้ศิษย์ของเขา
และในตอนนี้ศิษย์ของสำนักวรยุทธ์ก็ตายและบาดเจ็บสาหัสแล้ว
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปิศาจตนนี้เลย
ในตอนนี้ปิศาจตนนี้กัดคอของศิษย์คนหนึ่งจนขาดมุมปากเคี้ยวเลือดเนื้อแล้วก็ใช้ดวงตาที่แดงก่ำขึ้นเรื่อยๆมองลูกแกะที่รอการเชือดเหล่านี้อย่างโหดเหี้ยมและขบขัน
“พวกเจ้าวันนี้ไม่มีใครหนีรอดไปได้”
สิ้นเสียงมันก็กลายเป็นเงาอสูรเตรียมจะจัดการกับเจ้าสำนักวรยุทธ์คนนี้ให้สิ้นซาก
ในตอนนี้เอง
แสงสีขาวสายหนึ่งราวกับสายฟ้าฟาดจากเก้าสวรรค์
แหวกม่านราตรีฉีกผืนน้ำที่มืดมิด
“ติ๊ง”
ในชั่วพริบตา
ทุกคนเบื้องหน้าพร่ามัว
จากนั้นเสากระโดงเรือก็สั่นสะเทือน
ปิศาจตนนั้นใครจะคาดคิดเล่าว่าถูกตรึงไว้บนเสากระโดงเรืออย่างแรง
ทุกคนตกใจอย่างมาก
จากนั้นก็มองในความมืดเรือลำหนึ่งฝ่าคลื่นมา
ก็พลันเห็นหัวเรือมีร่างในชุดสีเขียวยืนอยู่
จากนั้นคนผู้นั้นก็ร่างไหววูบปรากฏตัวขึ้นบนเรือ
ฟันไปยังปิศาจที่ถูกตรึงไว้นั้น
ปราณกระบี่บดขยี้หัวของอสูรตนนี้จนเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทุกคนมองร่างในชุดสีเขียวนี้อย่างเหม่อลอย
สูดหายใจเข้าลึกๆ
และในตอนนี้ลมก็พัดมาม้วนกระดาษที่ตกลงบนพื้นเรือก็ถูกพัดเปิดออก
เผยให้เห็นภาพวาดของชายคนหนึ่ง
“ภาพวาดนี้มาจากไหน”
คนผู้นี้อุทานเบาๆ