- หน้าแรก
- ฉันเปลี่ยนอาชีพใหม่ทุกสัปดาห์
- บทที่ 45 โดนหักเงินสองเดือนในวันเดียว
บทที่ 45 โดนหักเงินสองเดือนในวันเดียว
บทที่ 45 โดนหักเงินสองเดือนในวันเดียว
บทที่ 45 โดนหักเงินสองเดือนในวันเดียว
ครึ่งวันที่น่าเบื่อที่สุดในชีวิตของหลินเฟิงก็ผ่านไปเสียที ในที่สุดช่วงบ่ายก็มาถึง
ตั้งแต่เข้าสู่ช่วงบ่าย ธุรกิจของโรงแรมก็เริ่มดีขึ้น
แต่ก็ดีขึ้นในระดับที่พูดได้แค่ว่าดีกว่าช่วงเช้ากับช่วงเที่ยงที่แทบไม่มีลูกค้า
ช่วงบ่ายพอมีลูกค้าแวะเวียนมาทานอาหารบ้างประปราย หลินเฟิงจึงถูกจัดให้อยู่ที่หน้าประตู คอยต้อนรับลูกค้า
หน้าที่ของเขาคือกล่าวต้อนรับลูกค้าและพาไปยังโต๊ะหรือห้องส่วนตัวที่เหมาะสม เรียกได้ว่าเป็นหน้าที่ที่ง่ายที่สุดแล้ว
นอกจากหลินเฟิงแล้ว ยังมีพนักงานหญิงหน้าตาดีคนหนึ่งซึ่งดูอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ถูกจัดให้อยู่ตรงนี้ด้วยเหมือนกัน
หญิงสาวคนนี้หุ่นสูงเพรียว ราวๆ หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร พอใส่รองเท้าส้นสูงแล้วก็สูงพอๆ กับหลินเฟิง
ใบหน้าเป็นทรงไข่รูปไข่ได้สัดส่วน ถึงจะเทียบกับซือหย่าอันไม่ได้ แต่ก็นับว่าเป็นสาวสวยในระดับหนึ่ง
หลินเฟิงแอบสังเกตมาครึ่งวัน คิดว่าสาวคนนี้น่าจะเป็นคนที่หน้าตาดีที่สุดในโรงแรมเทียนหม่า จิ่วเตี้ยนแล้ว จึงถูกจัดมาทำหน้าที่ต้อนรับเป็นด่านแรกก็เหมาะสมดี
ในฐานะคนใหม่ หลินเฟิงจึงเอ่ยทักอย่างเป็นมิตร “พี่สาว ผมเพิ่งมาใหม่วันนี้ ชื่อหลินเฟิง ฝากตัวด้วยนะครับ”
อีกฝ่ายหันมามองหลินเฟิง เหมือนไม่ค่อยอยากพูดด้วยเท่าไหร่ แต่หลังจากเงียบไปพักหนึ่งก็พยักหน้ารับ “สวัสดีค่ะ”
เห็นอีกฝ่ายยอมตอบ หลินเฟิงก็ชวนคุยต่อ “ยังไม่รู้จักชื่อเลยครับ”
“เจิ้งไฉ่เสวียน เรียกฉันว่าเสี่ยวเจิ้งก็ได้”
“คุณไฉ่เสวียน ทำงานที่นี่มานานหรือยังครับ คงพอรู้เรื่องของโรงแรมดีสินะ”
หลินเฟิงพยายามสืบข้อมูลบางอย่างจากอีกฝ่าย เพราะทำงานมาครึ่งวันแล้วยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ รู้แค่อย่างเดียวว่า ผู้จัดการที่นี่นิสัยแย่มาก
“น่าจะราวๆ หนึ่งเดือนเห็นจะได้” เจิ้งไฉ่เสวียนคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ก็ไม่นานเท่าไหร่นี่นา แล้วทำงานที่นี่เป็นยังไงบ้างครับ” หลินเฟิงถามต่อ
เจิ้งไฉ่เสวียนมองหลินเฟิงอย่างระแวดระวัง หลินเฟิงเลยรีบอธิบาย “พี่สาวอย่าเข้าใจผิดนะครับ พอดีผมเพิ่งมาวันแรก อยากรู้สภาพแวดล้อมที่ทำงานเท่านั้นเอง ถ้าไม่สะดวกเล่าก็ไม่เป็นไรครับ”
เจิ้งไฉเสวียนถอนหายใจแล้วพูดว่า “เฮ้อ ถ้าเพิ่งเริ่มทำงาน ฉันแนะนำให้หาที่อื่นเถอะ”
คำตอบนี้ทำให้หลินเฟิงสนใจขึ้นมาทันที ดูเหมือนเจิ้งไฉ่เสวียนจะไม่พอใจกับที่นี่ บางทีนี่อาจเป็นช่องทางให้เขาได้ข้อมูลเพิ่ม
“ทำไมล่ะครับ ที่นี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
ยังพูดไม่ทันขาดคำ เจิ้งไฉ่เสวียนก็ยืดตัวตรงพลางส่งสัญญาณทางสายตาให้หลินเฟิงด้วยความร้อนรน
“อะไรเหรอครับ” หลินเฟิงยังไม่ทันเข้าใจ
แล้วเสียงรองเท้าส้นสูงกระแทกพื้นหินอ่อนก็ดังเข้าหู
หลินเฟิงหันไปมอง เห็นผู้จัดการหญิงกำลังก้าวพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าเคียดแค้น
ผู้จัดการสาวมาหยุดอยู่ตรงหน้า มองหลินเฟิงอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะพูดว่า “ผูกเนคไทไม่เรียบร้อย หักเงินหนึ่งอาทิตย์! เสื้อผ้ายับย่น หักอีกหนึ่งอาทิตย์! รองเท้ามีฝุ่น หักอีกหนึ่งอาทิตย์!”
หล่อนพูดจบ หลินเฟิงก็โดนหักเงินไปสามอาทิตย์ทันที
แต่หลินเฟิงกลับไม่ได้ใส่ใจ เพราะเงินเดือนนี้สำหรับเขาแล้วมีหรือไม่มีไม่สำคัญ
ผู้จัดการสาวยังไม่พอใจ ชี้มาที่หลินเฟิงแล้วชี้ไปที่เจิ้งไฉ่เสวียนอีกคน “คุยกันในเวลางาน คนละหนึ่งอาทิตย์!”
“โถ่เอ๊ย วันแรกก็โดนหักเงินไปทั้งเดือนแล้วเหรอเนี่ย” หลินเฟิงไม่อยากจะเชื่อว่ามาทำงานวันแรก เงินเดือนก็หายไปทั้งเดือน
ตามปกติแล้ว ถึงจะเป็นพนักงานใหม่ ถ้าพลาดอะไรไปบ้าง บริษัทก็น่าจะหยวนๆ กันบ้าง
แต่หลินเฟิงก็ยังคิดไม่ออกว่ามันเป็นเหตุผลอะไรกันแน่ เรื่องเนคไทเขายอมรับว่าผูกไม่เรียบร้อยก็จริง แต่รองเท้านี่ขัดจนเงาวับ เสื้อผ้าที่ว่าเป็นรอยยับนั้น ถ้าไม่ใช้แว่นขยายดู แทบไม่เห็นด้วยซ้ำ
ปกติใส่เสื้อผ้า แค่ขยับตัวนิดหน่อยก็เกิดรอยยับขึ้นมาได้นิดหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา
ส่วนเรื่องพูดคุยกัน ตอนนั้นก็ไม่มีลูกค้าเข้ามา หลินเฟิงเลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น
“ผู้หญิงวัยทองนี่น่ากลัวจริงๆ” หลินเฟิงได้แต่ถอนหายใจในใจ
นอกจากเหตุผลนี้ เขาก็นึกไม่ออกแล้วว่าทำไมผู้จัดการหญิงคนนี้ถึงได้อารมณ์เสียขนาดนี้
หลังจากหักเงินเดือนทั้งสองคนเสร็จ ผู้จัดการหญิงก็ชี้นิ้วใส่หน้าเจิ้งไฉ่เสวียนแล้วพูดว่า “เธอชื่อเจิ้งไฉ่เสวียนใช่ไหม ฉันจำไม่ผิดแน่ เธอมาทำงานที่โรงแรมเราก็เดือนกว่าแล้ว ทำไมยังไม่รู้กฎระเบียบอีก? หรือไม่อยากทำต่อแล้ว? ไม่อยากทำก็บอกมา ตำแหน่งนี้คนรออีกเพียบ!”
เจิ้งไฉ่เสวียนโดนด่าว่าจนตาแดง พูดเสียงเบา “ขอโทษค่ะ จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก”
“ยังจะพูดถึงครั้งหน้าอีกเหรอ! ถ้ามีครั้งหน้าอีก ก็เก็บของไสหัวไปซะ เข้าใจไหม?” ผู้จัดการหญิงยังคงตะโกนซ้ำ
เจิ้งไฉ่เสวียนถึงกับตัวสั่น น้ำตาแทบจะไหลออกมา
หลินเฟิงทนดูต่อไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น “ผู้จัดการครับ ผมเป็นคนเริ่มคุยกับเธอก่อน เรื่องนี้ผิดที่ผม คุณจะลงโทษก็ลงโทษผมเถอะ ไม่เกี่ยวกับเธอ”
ผู้จัดการได้ยินก็หันขวับมาทางหลินเฟิง ก้าวเข้ามาใกล้จนแทบจะเอาหน้าแนบหน้า แล้วพูดว่า “โอ้โห ยังจะทำตัวเป็นพระเอกอีกเหรอ? คิดว่าฉันไม่กล้าไล่นายออกหรือไง?”
พูดจบเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เปลี่ยนคำพูดใหม่ “ไล่ออกมันยังน้อยไป! หักเงินอีกหนึ่งเดือน! ถ้าฉันยังเห็นว่านายทำอะไรที่ไม่เกี่ยวกับงานอีกล่ะก็ คราวหน้าจะไม่ใช่แค่หักเงินแล้วนะ!”
ผู้จัดการพูดจบก็เดินจากไป ทิ้งให้เจิ้งไฉ่เสวียนยืนหน้าเศร้าอยู่ และหลินเฟิงที่ไม่แยแสอะไร
โดนหักเงินกี่เดือนสำหรับหลินเฟิงแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ปฏิกิริยาของเจิ้งไฉ่เสวียนกลับทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย
แค่โดนหักเงินหนึ่งอาทิตย์ ถึงกับจะร้องไห้เลยเหรอ
ถึงบางคนจะมีศักดิ์ศรีแรง โดนด่านิดหน่อยก็ร้องไห้ แต่เจิ้งไฉ่เสวียนก็ถือว่าออกสังคมมาแล้ว ไม่น่าจะอ่อนแอขนาดนี้
“ขอโทษนะ ที่ทำให้เธอโดนไปด้วย เรื่องเงินเดือนที่โดนหัก เดี๋ยวฉันโอนคืนให้ก็ได้” หลินเฟิงพูดขึ้นทันที
เพราะเรื่องนี้เขาเป็นคนต้นเรื่อง ถ้าไม่ใช่เขาชวนคุย เจิ้งไฉเสวียนคงไม่โดนแบบนี้
อีกอย่าง เงินเดือนแค่อาทิตย์เดียวสำหรับหลินเฟิงไม่มีความหมายเลย
“ไม่ต้องหรอก” เจิ้งไฉ่เสวียนตอบเพียงสามคำสั้นๆ
หลินเฟิงจึงไม่กล้าพูดต่อ เดี๋ยวผู้จัดการแก่คนนั้นผ่านมาเห็นอีก จะมีเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกเปล่าๆ
ทั้งสองจึงเงียบไปชั่วขณะ แล้วในตอนนั้นเอง ก็มีลูกค้าเดินเข้ามา
กลุ่มลูกค้าห้าคนกำลังตรงมาที่ประตูโรงแรม
เจิ้งไฉ่เสวียนเห็นดังนั้นก็ฝืนยิ้มออก ต้อนรับอย่างมืออาชีพ “ยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบมากันกี่ท่านคะ?”
“พวกเรา...ห้าคนครับ”
“ได้ค่ะ เชิญตามดิฉันมาเลยนะคะ”
เจิ้งไฉ่เสวียนจึงพาลูกค้าเข้าไปหาที่นั่งในร้าน
ส่วนหลินเฟิงก็ตามไปด้วย เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าหน้าที่นี้ต้องทำยังไงบ้าง