- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 14 ภาษีการล่าสัตว์
ตอนที่ 14 ภาษีการล่าสัตว์
ตอนที่ 14 ภาษีการล่าสัตว์
ตอนที่ 14 ภาษีการล่าสัตว์
“ไปกันเถอะ แบกมันกลับบ้าน”
สวีฝูกุ้ยยกสองขาหน้า สวีเซี่ยวหนิวหิ้วสองขาหลัง พากันแบกหมูป่าหนักกว่าสองร้อยชั่งกลับบ้าน เปิดประตูรั้วดัง “ครืด” ทั้งสองคนก็แบกมันเข้ามาในลานบ้าน
ในห้องนอน เจียเจินที่นอนหลับไม่สนิทนัก พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในลานบ้านก็ตื่นขึ้น นางรู้ว่าสองสามวันมานี้สามีไปเฝ้าระวังหมูป่าที่ทุ่งนาตอนกลางคืน นางลุกจากเตียง สวมเสื้อนวมตัวหนา เตรียมจะไปห้องครัวเพื่อยกน้ำขิงที่ต้มเตรียมไว้ให้สวีฝูกุ้ย
เมื่อเดินออกจากห้องก็เห็น ‘เจ้าตัวใหญ่’ นอนอยู่แทบเท้าของสวีฝูกุ้ยและลูกชาย
“ตัวอะไรกัน?”
นางเดินเข้าไปใกล้ เห็นหมูป่าขนดำทั้งตัวเปรอะเปื้อนเลือดนอนอยู่บนพื้น จึงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “พวกท่านฆ่าหมูป่าได้หรือ?”
ก่อนหน้านี้สวีฝูกุ้ยเพียงแต่บอกว่า ‘ป้องกัน’ หมูป่าทำลายไร่นา ไม่ได้บอกว่าจะล่าหมูป่า
“ท่านแม่ ข้ากับท่านพ่อเก่งไหม”
สวีเซี่ยวหนิวทำหน้าภาคภูมิใจ
“เจ้าสองคนไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
เจียเจินกังวลว่าทั้งสองคนจะได้รับบาดเจ็บ หมูป่าใช่ว่าจะล่าได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่?
“ไม่เป็นไร เจ้าจุดตะเกียงเถอะ รีบชำแหละมันเสียก่อนที่มันจะแข็งตัว”
อากาศหนาวเหน็บ หากรอจนหมูป่าแข็งตัวสนิทจะไม่สะดวกในการตัดแบ่งและจัดการ เจียเจินจุดโคมไฟสองดวงที่แขวนอยู่ใต้ชายคา ส่องสว่างไปทั่วลานบ้าน
ทั้งสามคนช่วยกันชำแหละหมูป่า ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ทั้งสามคนไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“เยอะขนาดนี้พวกเรากินไม่หมดหรอก ขายไปครึ่งหนึ่งเถอะ ที่เหลืออีกครึ่งอากาศแบบนี้ไม่ต้องกลัวเสีย แขวนไว้ในลานบ้านนี่แหละ”
“ได้ เดี๋ยวเอาขาหมูไปส่งให้บ้านสกุลตู้”
ปกติตู้ไห่คอยดูแลสวีเซี่ยวโก่วเป็นอย่างดี หวังเชี่ยนก็มักจะส่งขนมมาให้เป็นครั้งคราว การตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกันเป็นวิถีแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม
ทั้งสามคนยุ่งอยู่จนฟ้าสาง จัดการหมูป่าหนักกว่าสองร้อยชั่งเรียบร้อย เก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งขายให้ร้านขายเนื้อในหมู่บ้าน ได้เงินมา 9 ตำลึง ส่วนขาหมูนำไปให้บ้านตู้ไห่หนึ่งข้าง
หลายวันต่อมา ข่าวที่สวีฝูกุ้ยล่าหมูป่าได้หนึ่งตัวก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนต่างพากันอิจฉา
ยามเที่ยงทั้งครอบครัวเพิ่งกินข้าวเสร็จ กำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องที่อบอุ่น ปลายฤดูหนาวไม่มีงานในไร่นา เป็นช่วงเวลาพักผ่อนที่หาได้ยาก บนโต๊ะมีหินก้อนเล็กๆ สองสีกองหนึ่งวางอยู่ สวีเซี่ยวหนิวและสวีเซี่ยวโก่วกำลังเล่นหมากล้อมห้าตัวกันอยู่
“พี่ใหญ่ท่านแพ้อีกแล้ว ฮิฮิ”
สวีเซี่ยวโก่วภูมิใจมาก เขาเล่นการละเล่นเล็กๆ ที่บิดาของเขาคิดค้นขึ้นนี้ได้คล่องแคล่วอย่างรวดเร็ว
สวีฝูกุ้ยหยิบมันเทศร้อนๆ ที่อบในเตาออกมา ทำให้เด็กๆ พากันแย่งชิง เสียงเคาะห่วงประตู "โครมๆๆ" ดังขึ้นในขณะนั้นเอง
เขาเดินไปเปิดประตู เมื่อประตูเปิดออกก็เห็นชายวัยกลางคนสวมหมวกผ้าไหม สวมเสื้อคลุมขนสัตว์
“ใต้เท้าฟาง?”
สวีฝูกุ้ยประหลาดใจ เขารู้จักคนตรงหน้า ฟางเยว่ ‘ขุนนางผู้ตรวจการป่าเขา’ แห่งสำนักตรวจการป่าไม้ เป็นขุนนางที่ดูแลงานจิปาถะต่างๆ เกี่ยวกับป่าไม้และภูเขา
“ว่าอย่างไร ไม่ต้อนรับข้ารึ?”
ฟางเยว่ทำหน้าเย็นชา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ไม่ใช่ๆ ใต้เท้าฟางเชิญเข้ามาก่อน ข้างนอกหนาว เข้าไปคุยกันในบ้านเถิด”
สวีฝูกุ้ยรู้ดีว่าชาวบ้านอย่างเขา สิ่งที่ล่วงเกินไม่ได้ที่สุดก็คือเจ้าหน้าที่ทางการ จึงรีบพยักหน้าโค้งคำนับ ต้อนรับอีกฝ่ายเข้าไปในห้องโถง
“เจียเจิน รีบรินชาให้ใต้เท้าฟางเร็ว”
เขาบอกภรรยาให้รินชาไปพลาง เชิญฟางเยว่ให้นั่งลงไปพลาง
ฟางเยว่นั่งลงบนที่นั่งประธานอย่างไม่เกรงใจ กวาดตามองไปรอบๆ ห้องโถง ขยับจมูกสูดอากาศเข้าไปสองสามที “บ้านเจ้าอุ่นดีนี่ ตอนเที่ยงกินอะไรกัน ยังหอมอยู่เลย”
สวีฝูกุ้ยไม่รู้ว่าเขามาด้วยเรื่องอะไร จึงตอบไปส่งๆ “อาหารบ้านๆ ที่ทำกินเอง”
กระทั่งเจียเจินยกชาร้อนมาให้ ฟางเยว่ประคองถ้วยชาไว้เพื่ออุ่นมือแล้วเริ่มพูดธุระ “ได้ยินว่าเมื่อสองสามวันก่อนเจ้าล่าหมูป่าได้ตัวหนึ่ง?”
“เอ่อ...”
สวีฝูกุ้ยเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นในใจ “มีเรื่องนี้จริง”
“ทำไมไม่จ่ายภาษีการล่าสัตว์?”
ภาษีการล่าสัตว์? สวีฝูกุ้ยเข้าใจในทันใด ที่แท้ก็มาด้วยเรื่องนี้นี่เอง
แม้เขานานาธารจะอยู่ข้างหมู่บ้านนานาธารแต่ทรัพยากรต่างๆ ในนั้นไม่ใช่ว่าใครก็สามารถนำมาใช้ได้ ไม่ว่าจะตัดฟืน เก็บสมุนไพร หรือล่าสัตว์ก็ล้วนต้องเสียภาษี ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาตัดฟืนก็เคยจ่ายเงินแล้ว การตัดฟืนขนฟืนเป็นงานใช้แรงงาน กำไรน้อยนิด ฤดูหนาวหนึ่งจ่าย 300 อีแปะก็พอ
“ใต้เท้าฟาง ข้าไม่ได้ขึ้นไปล่าสัตว์บนเขา เพียงแต่หมูป่าตัวนั้นมันมาขุดคุ้ยหาอาหารในที่นาของข้า แล้วตกลงไปในหลุมพรางของข้าเอง” เขาพยายามอธิบาย
“เจ้าแค่ตอบมาว่าหมูป่าตัวนั้นมาจากเขานานาธารหรือไม่?”
“...ใช่”
“ถ้ามาจากเขานานาธารก็อยู่ในความดูแลของข้า เจ้าล่าหมูป่าได้แล้วไม่จ่ายภาษีการล่าสัตว์ นั่นไม่ได้”
ฟางเยว่พูดพลางยกถ้วยชาขึ้นจิบชาอุ่นๆ น้ำชาไหลผ่านลำคอ ทำให้หน้าอกของเขารู้สึกอบอุ่น นี่คือรสชาติของอำนาจ
ในห้องข้างที่เชื่อมต่อกับห้องโถง สวีเซี่ยวหนิวและสวีเซี่ยวโก่วต่างก็ได้ยินคำพูดของฟางเยว่
สวีเซี่ยวหนิววัยสิบสามปีคิดไม่ตก เห็นได้ชัดว่าเป็นเขาและบิดาที่ออกแรงอย่างหนัก เฝ้ารออยู่หลายคืนท่ามกลางหิมะน้ำแข็งกว่าจะล่าหมูป่ามาได้ เหตุใดจึงต้องจ่ายเงินให้คนแปลกหน้าคนนั้นด้วย? เขาลอบมองผ่านช่องประตู ท่าทางที่ทำเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชายคนนั้นทำให้เขารู้สึกโกรธ
ประตูถูกผลักเปิดออกมาดัง “แกร๊ก” เขาร้องตะโกนเสียงดัง “มิสิทธิ์อะไร? ตอนที่นาของข้าถูกหมูป่าทำลายไม่เห็นท่านมาดู พอพวกเราล่าหมูป่าได้ท่านกลับมาเรียกเงิน?”
หืม?
ฟางเยว่เงยหน้าขึ้น มองสวีเซี่ยวหนิวด้วยสายตาเย็นชา
สวีฝูกุ้ยคิดในใจว่าแย่แล้ว รีบยิ้มประจบ “ข้าจะจ่ายภาษีการล่าสัตว์ ข้าจ่ายเอง ลูกข้าโง่เขลาไม่รู้ความ ใต้เท้าฟางอย่าได้ถือสาเลย”
พูดจบเขาก็ดุเจียเจิน “ดูสิว่าเจ้าสอนลูกอย่างไร ผู้ใหญ่พูดคุยกันมีสิทธิ์อะไรมาพูดแทรก? พาเขาออกไปเดี๋ยวนี้”
จากนั้นก็ถลึงตามองสวีเซี่ยวหนิวอย่างดุดัน “เดี๋ยวค่อยจัดการเจ้า”
รอจนสวีเซี่ยวหนิวที่หน้าตาเต็มไปด้วยความน้อยใจถูกเจียเจินลากออกไปข้างนอก สวีฝูกุ้ยก็ก้มหน้ายิ้มประจบ “ใต้เท้าฟาง ท่านดูแล้วภาษีการล่าสัตว์นี้ควรจ่ายเท่าไหร่ดี?”
ฟางเยว่ยิ้ม พอใจกับการแสดงออกของสวีฝูกุ้ยมาก หากสวีฝูกุ้ยบิดพลิ้วปฏิเสธ เขาคงจะไม่ลดให้แม้แต่อีแปะเดียวแน่นอน
“พรานล่าสัตว์ทั่วไปในฤดูหนาวต้องจ่ายภาษีการล่าสัตว์ห้าตำลึงเงิน ข้าดูแล้วเจ้าไม่ใช่พรานล่าสัตว์ เรื่องนี้ก็เป็นอุบัติเหตุจริงๆ เจ้าจ่ายมาแค่สองตำลึงเงินก็พอ”
“ขอบคุณใต้เท้าฟางที่เมตตา”
สวีฝูกุ้ยไปห้องนอนหยิบเงินสองตำลึงมามอบให้
ฟางเยว่อยู่ไม่นาน รับเงินแล้วก็ลุกขึ้นกล่าวลา ตอนที่เดินออกจากห้องก็เห็นสวีเซี่ยวหนิวยืนหันหน้าเข้ากำแพงถูกลงโทษอยู่ข้างกำแพงลานบ้าน
สวีฝูกุ้ยส่งฟางเยว่กลับ ปิดประตูเรียบร้อยก็ถอนหายใจอย่างจนใจ บ้านเขาไม่มีปัญญาล่วงเกินเจ้าหน้าที่ทางการจริงๆ
“ต้าหนิว เข้ามากับข้า”
เขาเตรียมจะพูดคุยกับสวีเซี่ยวหนิวด้วยเหตุผล วิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย บทเรียนนี้สำคัญต่อเด็กๆ มาก ลูกชายกลับเชิดหน้ามองกำแพง ไม่ขยับเขยื้อน
“ว่าอย่างไร? ยังจะดื้ออีกรึ?”
สวีฝูกุ้ยยิ้ม เดินไปข้างๆ สวีเซี่ยวหนิว “อยากรู้ไหมว่าทำไม? เช่นนั้นมานี่”
สวีเซี่ยวหนิวอยากรู้จริงๆ ว่าทำไม ในความทรงจำของเขา บิดาไม่ใช่คนแบบนี้
ในห้องโถง
สวีฝูกุ้ยเรียกเอ้อร์เซี่ยและซานโก่วมา ให้พวกเขานั่ง ‘ฟังเทศน์’ พร้อมกับสวีเซี่ยวหนิว
“พวกเราเป็นชาวบ้านธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่ไม่มีสถานะทางสังคม ต่อกรกับเจ้าหน้าที่ทางการจะมีจุดจบที่ดีได้อย่างไร? ต้าหนิว หากข้าโต้เถียงกับคนผู้นั้น เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
สวีเซี่ยวหนิวส่ายหน้า
“คนผู้นั้นจะไม่ฟัง กลับจะรู้สึกรังเกียจ แล้วก็จะยิ่งเรียกเก็บภาษีการล่าสัตว์จากข้า แถมยังไม่ลดให้แม้แต่สลึงเดียว”
“ท่านพ่อ เขาไม่ฟังเหตุผลหรือ? เห็นๆ กันอยู่ว่า...”
“เหตุผล? เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ เหตุผลก็ไม่สำคัญอีกต่อไป อย่าเห็นว่าเขามาคนเดียว เบื้องหลังเขาคือหน่วยงานราชการ คือราชสำนัก บ้านเรามีปัญญาอะไรไปต่อกรกับทางราชการได้”
สวีฝูกุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง หวังว่าลูกๆ จะเข้าใจเหตุผลนี้
“ไม่เพียงแต่หน่วยงานราชการ ต่อไปเมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือวิถียุทธ์ ตระกูลใหญ่ และคนใหญ่โตผู้สูงส่งก็ล้วนเป็นเช่นนี้...”
คำพูดเหล่านั้น ทำให้ทั้งสามคนครุ่นคิดตาม
สวีเซี่ยวหนิวพยักหน้าไม่หยุด ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้ว
สวีเซี่ยวโก่วเกิดความคิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน “ท่านบิดา ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลายเป็นยอดฝีมือวิถียุทธ์ กลายเป็นตระกูลใหญ่ กลายเป็นคนใหญ่โตผู้สูงส่ง ก็จะไม่ถูกรังแกแล้วใช่หรือไม่?”
“ฮ่าๆ สมแล้วที่เป็นซานโก่ว เจ้าเข้าใจแล้ว แต่การที่จะเป็นผู้แข็งแกร่งได้ง่ายดายขนาดนั้น ก็คงไม่มีชาวบ้านธรรมดามากมายเช่นนี้หรอก”
“...”