- หน้าแรก
- ช่วยแฟนสาวให้เป็นดาวเด่นนักเล่นเชลโล่
- บทที่ 56 อนาคตที่กานเหยียนหยี่ปรารถนา (ฟรี)
บทที่ 56 อนาคตที่กานเหยียนหยี่ปรารถนา (ฟรี)
บทที่ 56 อนาคตที่กานเหยียนหยี่ปรารถนา (ฟรี)
เมื่อมองกานเหยียนหยี่ที่ดูราวกับเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย หลินเทียนก็รู้สึกใจหายวาบไปชั่วขณะ
ถ้าหาก... ไม่มีเรื่องในวันนั้น
ถ้าหากตอนที่เขากลับบ้าน ไม่ได้บังเอิญไปเจอกานเหยียนหยี่ที่นั่งอยู่หน้าประตูพอดี
และหลังจากนั้น ไม่ได้ตัดสินใจพุ่งเข้าไปห้ามเธออย่างเด็ดเดี่ยว
เรื่องราวหลังจากนั้นก็คงไม่เกิดขึ้น
อนาคตของกานเหยียนหยี่ในฐานะนักศึกษาก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นเช่นกัน
"หลินเทียน"
หลินเทียนเงยหน้าขึ้น เด็กสาวกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา โบกมือไปมาพลางยิ้มและพูดว่า
"ไปกันเถอะ"
วิทยาลัยที่เกาเจิ่นหยางอยู่คือวิทยาลัยการแสดงดนตรี
หลังจากแวะถามทางจากนักศึกษาคนหนึ่งริมถนน ทั้งสองก็หาทางเจออย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงหน้าวิทยาลัย ที่นี่ก็เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะเช่นกัน มีประติมากรรมหลากสีสัน และอาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ออกแบบมาอย่างสวยงาม
นักศึกษาหลายคนกำลังเดินหัวเราะพูดคุยกันออกมาจากอาคารเรียน ในมือของพวกเขาต่างอุ้มฮาร์ปไว้เหมือนกัน ดูเหมือนว่าเพิ่งจะแสดงเสร็จ และกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานระหว่างทางไปโรงอาหาร
ช่างเป็นวัยหนุ่มสาวที่สดใสจริงๆ
หลินเทียนอดทึ่งไม่ได้จากใจจริง
เครื่องดนตรีอย่างฮาร์ป รู้สึกว่าจะหายากยิ่งกว่าเชลโล่เสียอีก
ถ้าไม่ใช่ในมหาวิทยาลัย หลินเทียนอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นในชีวิตจริงไปตลอดชีวิตเลยก็ได้
นี่อาจจะเป็นหนึ่งในความหมายของการเรียนมหาวิทยาลัยล่ะมั้ง
ไม่ว่าจะเป็นสาขาเฉพาะกลุ่มแค่ไหน ก็สามารถหาหนทางเรียนรู้ได้ที่นี่
เหมือนกับที่หลินเทียนเคยได้ยินมาว่า บางมหาวิทยาลัยยังมีวิชาซ่อมบำรุงวัตถุโบราณในพระราชวังต้องห้าม วิชาการตากลูกเกด วิชาซ่อมแซมขีปนาวุธ หรือวิชาสัตวภาษาศาสตร์...
ตัวอย่างเช่น สหายติงเจินผู้เป็นที่รักของปวงชน ก็คือบัณฑิตดีเด่นจากภาควิชาสัตวภาษาศาสตร์นั่นเอง
เมื่อเข้าไปในวิทยาลัย หลินเทียนก็ส่งข้อความไปหาเกาเจิ่นหยาง
[ผมมาถึงแล้วครับ อาจารย์เกา]
ไม่นานก็มีข้อความตอบกลับมา
[ขอโทษทีนะ ตอนนี้ฉันกำลังยุ่งอยู่ พวกเธอรอสักสิบนาทีนะ อีกสิบนาทีค่อยขึ้นมาที่ชั้นสาม]
[ได้ครับ]
หลินเทียนไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว
ทั้งสองจึงเดินเล่นไปตามระเบียงของอาคารเรียน
เมื่อเดินผ่านทางเดินที่เปิดโล่งแห่งหนึ่ง จู่ๆ หลินเทียนก็หันกลับมา แล้วพบว่ากานเหยียนหยี่หายไปแล้ว
"คุณกาน?"
หลินเทียนร้องเรียก แต่กลับพบว่ากานเหยียนหยี่กำลังยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้ากำแพงด้านหนึ่ง
หลินเทียนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็เห็นว่าที่นี่เต็มไปด้วยถ้วยรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณมากมายหลากหลายชนิด
และเด็กสาวก็กำลังจ้องมองพวกมันอยู่
ในดวงตาของเธอเต็มไปด้วยประกายแสง
"รางวัลเงินจากการแข่งขันนานาชาติคลาร์ก หนึ่งในเวทีการแข่งขันเปียโนที่ทรงคุณค่าที่สุด"
"การแข่งขันขับร้องโอเปร่าแวร์ดีของอิตาลี รางวัลการขับร้องที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศจีน..."
กานเหยียนหยี่ไล่เรียงชื่อรางวัลต่างๆ ให้หลินเทียนฟังราวกับกำลังนับสมบัติล้ำค่าของตระกูล
ยิ่งพูด อารมณ์ของเธอก็ยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ
"สุดยอดไปเลย... ทั้งหมดนี่เป็นของนักศึกษาที่นี่งั้นเหรอ."
"ของอาจารย์ก็มี"
หลินเทียนชี้ไปที่ถ้วยรางวัลใบหนึ่ง ซึ่งมีชื่อของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งสลักไว้อย่างชัดเจน
กานเหยียนหยี่หันกลับไป บนกำแพงด้านหลังของเธอคือประวัติของคณาจารย์ในวิทยาลัยแห่งนี้
ราวกับได้ค้นพบขุมทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กานเหยียนหยี่รีบวิ่งไปที่กำแพงนั้นทันที
"คุณหวังเหวินเหว่ย เขาก็เป็นอาจารย์ของที่นี่ด้วยเหรอ."
เธอยื่นนิ้วชี้ยาวเรียวชี้ไปที่รูปถ่ายใบหนึ่ง กานเหยียนหยี่ตื่นเต้นจนขาทั้งสองข้างกระโดดเหยงๆ อยู่กับที่
"เขาคือคนที่มีชื่ออยู่ในตำราเรียนเครื่องดนตรีประเภทเครื่องกระทบเลยนะ!"
ยังไม่ทันพูดจบ กานเหยียนหยี่ก็เห็นรูปถ่ายอีกใบหนึ่ง และเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม
"อาจารย์เฉินยี่! ท่านคือนักดนตรีที่เคยร่วมงานกับวาทยกรระดับโลกอย่างอิลิยาสฟีล ออร์เต เลยนะคะ!"
"ท่านก็เป็นอาจารย์ของที่นี่ด้วย!"
"..."
"โอเคๆๆ"
แม้หลินเทียนจะไม่รู้จักคนเหล่านี้ แต่เมื่อเห็นกานเหยียนหยี่ที่ปกติแล้วไม่ค่อยแสดงความรู้สึก กลับแสดงท่าทีดีใจอย่างหาได้ยากในวันนี้ ในใจของเขาก็รู้สึกอ่อนโยนขึ้นมา
เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ได้ ความรู้สึกที่จู่ๆ ก็พบว่าไอดอลที่ตัวเองชื่นชมอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้
ก็เหมือนกับถ้าเขาไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อไหร่ แล้วเกิดเห็นว่าอาจารย์โมโมโนงิ คานะ(ไม่ต้องไปเสิชหานะ) เปิดบรรยายในมหาวิทยาลัยไหนสักแห่ง เขาก็จะรีบไปแย่งที่นั่งแถวหน้าสุดอย่างแน่นอน
และจะต้องยกมือถามคำถามที่คาใจมาตลอดให้ได้: อาจารย์ครับ ทำไมหน้าอกข้างหนึ่งของอาจารย์ถึงไม่มีจุดศูนย์กลางครับ...
"ที่แท้วิทยาลัยดนตรีซิงเหย่ก็มีอาจารย์เก่งๆ เยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย... ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ได้ ฉันก็พอใจแล้วล่ะ"
หลังจากดูจนทั่วทั้งกำแพง กานเหยียนหยี่ก็ถอยหลังไปสองก้าว กำหมัดน้อยๆ ไว้ที่หน้าอก แล้วเอ่ยขึ้นอย่างซาบซึ้งใจ เหมือนกำลังอธิษฐานขอพรที่แสนงดงาม
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลินเทียนก็ครุ่นคิด
"เหยียนหยี่"
"หืม?"
"เธอเล่นเชลโล่เก่งขนาดนั้นแล้ว ยังจำเป็นต้องเข้ามหาวิทยาลัยอีกเหรอ"
หลินเทียนรู้ว่าคำถามของเขาแปลกมาก
ทำไมต้องเข้ามหาวิทยาลัย?
นี่ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่สิ้นคิด นักเรียนมัธยมปลายไม่เข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะไปทำอะไรได้?
แต่เขาก็ยังอยากรู้ความหมายในด้านอื่นๆ สำหรับเด็กสาวคนนี้...
เพราะท้ายที่สุดแล้ว หนึ่งในเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่กานเหยียนหยี่พูดถึงตอนกลับมาจากอังกฤษก็คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เธอบอกว่าอาจารย์ในวิทยาลัยเก่งมาก แต่คุณปู่ของกานเหยียนหยี่เก่งยิ่งกว่าเสียอีก
อย่างน้อยในด้านเชลโล่ ก็คงไม่มีใครสอนกานเหยียนหยี่ได้ดีไปกว่าคุณปู่กานอีกแล้ว
อันที่จริง คนดังและมหาเศรษฐีที่มีความสามารถมากมายในโลกนี้ก็เคยมีตัวอย่างของการลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพื่อกลับบ้านไปสร้างธุรกิจของตัวเอง
ดูเหมือนว่าตราบใดที่มีความสามารถในการทำเงินในสาขานั้นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนให้จบมหาวิทยาลัยเสมอไป
ในขณะที่กานเหยียนหยี่ซึ่งมีดวงตาเป็นประกายกำลังใฝ่ฝันถึงมหาวิทยาลัย ในใจของเธอคิดอะไรอยู่กันแน่?
"..."
"แน่นอนว่าจำเป็นสิ การเข้ามหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่เพื่อเรียนหนังสือนะ"
กานเหยียนหยี่ประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วพูดกับหลินเทียนอย่างจริงจัง
"นายลองคิดดูสิ ในมหาวิทยาลัย นายจะได้รู้จักเพื่อนๆ ที่มีความฝันเดียวกันเยอะแยะมากมาย ได้เจอรุ่นพี่ในวงการที่นายชื่นชมมาตลอด"
"ถ้าฉันอยากตั้งวงดนตรี ก็หาเพื่อนที่เก่งเครื่องดนตรีได้ ถ้าฉันชอบดนตรีคลาสสิก ฉันก็หาเพื่อนที่ชอบเหมือนกันมาช่วยกันคิดสร้างสรรค์ผลงานได้..."
"พูดง่ายๆ ก็คือสร้างคอนเน็กชั่นสินะ"
หลินเทียนพูด "นั่นก็เป็นเหตุผลที่สำคัญมากในการเข้ามหาวิทยาลัยจริงๆ นั่นแหละ"
"สร้างคอนเน็กชั่นอะไร? เอาบรรยากาศ! เอาบรรยากาศต่างหาก!"
กานเหยียนหยี่ทำหน้าจริงจังแล้วชูนิ้วชี้ขึ้น
เธอรู้สึกเสียดายเล็กน้อยกับท่าที "ไม่เข้าใจในความสุนทรีย์" ของหลินเทียน
ทำอะไรก็เอาแต่นึกถึงผลประโยชน์ได้เสีย แบบนั้นมันจะไม่น่าเบื่อเกินไปหน่อยเหรอ?
เมื่อพูดถึงตรงนี้
แววตาของกานเหยียนหยี่ก็ค่อยๆ อ่อนโยนลง
"จริงๆ แล้ว ตอนที่เดินมาที่นี่เมื่อกี้ ฉันเห็นพวกพี่ๆ ที่เดินอยู่ตามทางแล้วรู้สึกอิจฉามากเลย"
"อิจฉา?" หลินเทียนถาม "อิจฉาอะไรเหรอ"
"พวกเขาดูมั่นใจในตัวเองมากเลยนะ"
"การที่ได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแบบนี้ด้วยความพยายามของตัวเอง ได้ตั้งใจเรียน และไล่ตามความฝันของตัวเอง... ความมั่นใจแบบนั้น เป็นสิ่งที่ฉันอิจฉาจริงๆ ค่ะ"
กานเหยียนหยี่ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วพูดเสียงเบา
"..."
หลินเทียนรู้สึกสะเทือนใจ
จริงอย่างที่เธอว่า ในฐานะนักเรียนมัธยมปลาย เมื่อครู่ตอนที่เดินมาแล้วเห็นเหล่านักศึกษา ในใจของเขาก็รู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
สำหรับกานเหยียนหยี่ที่นิสัยเงียบขรึมและไม่ค่อยพูดมาโดยตลอด
ความรู้สึกแบบนี้คงจะรุนแรงยิ่งกว่าสินะ
"ฉันก็อยากมีชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน ในขณะที่พยายามอย่างไม่หยุดยั้ง พอมีเวลาว่าง เราก็สามารถอุ้มเครื่องดนตรีของเราออกมาจากอาคารเรียนได้ ในวันที่ดอกบ๊วยโปรยปราย เราก็จะนั่งกันบนพื้นหญ้า รับลมเย็นๆ ฟังท่วงทำนองที่ไพเราะ และกินขนมหวานๆ..."
กานเหยียนหยี่ประสานมือไว้ข้างแก้มเล็กๆ ของเธอ
เธอยิ้มเบาๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่มีความสุขมาก
"เรา... เราเหรอ?" หลินเทียนชะงักไปเล็กน้อย
"ก่อนหน้านี้นายเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าถ้าเป็นไปได้ เราสองคนจะไม่แค่ไปเมืองเดียวกัน แต่ทางที่ดีที่สุดคือสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน..."
กานเหยียนหยี่ก้มหน้าลง เอามือไพล่หลัง เดินมาอยู่ตรงหน้าหลินเทียน จากนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับเขาอย่างจริงจัง
"ฉันจะสอบเข้าวิทยาลัยดนตรี นายจะไปสอบพร้อมกับฉันได้ไหม"
"เทียน?"
(จบตอน)