- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 13 ราชวงศ์แห่งแคว้นหนิง
บทที่ 13 ราชวงศ์แห่งแคว้นหนิง
บทที่ 13 ราชวงศ์แห่งแคว้นหนิง
บทที่ 13 ราชวงศ์แห่งแคว้นหนิง
ในพริบตาเดียว นิกายหลิวหลี่ก็เต็มไปด้วยผู้คนจากนิกายต่าง ๆ ที่พากันหลั่งไหลมารวมตัว
ณ นครหลวงแคว้นหนิง เมืองหนิง สถานที่ตั้งของราชวงศ์แคว้นหนิง
ภายในท้องพระโรง ชายผู้หนึ่งในอาภรณ์ลายอสรพิษนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เขาคือหนิงอี้ กษัตริย์แห่งแคว้นหนิง
การเปลี่ยนแปลงอันปั่นป่วนที่เกิดขึ้นทั่วแคว้น ทำให้หนิงอี้ปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างถึงที่สุด
โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของนิกายเพลิงอัคคีที่ดูแคลนราชวงศ์หนิงอย่างไม่ไว้หน้า พวกมันถึงกับกลืนกินอำนาจของหลายฝ่ายซึ่งอยู่ใต้การอุปถัมภ์ของราชวงศ์
นี่ทำให้หนิงอี้เดือดดาลอย่างรุนแรง
ราชวงศ์แห่งแคว้นหนิงต่างหากที่ควรเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในแคว้น แต่นิกายเพลิงอัคคีกลับกล้าหยิ่งผยองถึงเพียงนี้
ด้วยความเดือดดาล หนิงอี้จึงสั่งระดมพลครั้งใหญ่ ส่งกองทัพหนึ่งสายไปปราบปรามนิกายเพลิงอัคคีเพื่อสั่งสอนว่าผู้ใดคือเจ้าแคว้นที่แท้จริง
ทว่าไม่นานนัก เขาก็ได้รับข่าวว่ากองทัพนั้นถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
แม้แต่แม่ทัพผู้นำทัพซึ่งเป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับเฟินเสินขั้นเก้าและเป็นองค์ชายรุ่นเก่าของราชวงศ์หนิงก็ยังพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ในขณะที่หนิงอี้ยังตกตะลึงไม่หาย ขันทีชราข้างกายก็เข้ามากระซิบ
“ฝ่าบาท ได้เวลาเข้าเฝ้ายามเช้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หนิงอี้ระงับโทสะและความตกใจ ก้าวขึ้นท้องพระโรงด้วยอิริยาบถองอาจดั่งพยัคฆ์มังกร
บนท้องพระโรง ขุนนางระดับสามขั้นขึ้นไปของแคว้นหนิงต่างมารวมตัวกันพร้อมหน้า
และ ณ ด้านหน้าสุดของท้องพระโรง มีชายหนุ่มสามคนในอาภรณ์ลายอสรพิษ ยืนอยู่ด้วยท่วงท่าหล่อเหลา สง่างาม
ทั้งสามคือพระโอรสของหนิงอี้ องค์ชายทั้งสามแห่งราชวงศ์หนิง ได้แก่ หนิงโป หนิงเซี่ยและหนิงไห่
จากพลังปราณที่แผ่ออกมาเห็นได้ชัดว่าหนิงโปกับหนิงเซี่ยอยู่ในระดับเฟินเสินส่วนหนิงไห่นั้นยังอยู่เพียงระดับจินตัน
เมื่อเห็นหนิงอี้ปรากฏกาย ขุนนางทั้งหลายต่างก้มศีรษะถวายบังคม
“ขอถวายพระพรฝ่าบาท”
หนิงอี้ยกมือโบก ขุนนางและองค์ชายทั้งหลายจึงลุกขึ้นพร้อมเพรียง
“วันนี้เรามาหารือเรื่องนิกายเพลิงอัคคีกัน” หนิงอี้กล่าวเปิดประเด็นตรง ๆ
ทันทีที่พระดำรัสจบลง ขุนนางทั้งหลายก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน
ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนที่สุดในแคว้นหนิงก็คือจัดการกับนิกายเพลิงอัคคี พวกมันมีทีท่าว่าจะกลืนกินทั้งแคว้นให้ได้
แม้เสียงพูดคุยจะดังกระหึ่ม แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยความเห็นออกมาอย่างชัดเจน หนิงอี้จึงเอ่ยตัดบททันที
“มหาอาจารย์เจ้าออกความเห็นสิ”
ครู่ต่อมา ชายชราในชุดขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกจากแถว
“ฝ่าบาท เรื่องนี้มีเพียงคำเดียวให้พูดคือเจรจา” มหาอาจารย์กล่าวเสียงเรียบ
หนิงอี้ขมวดคิ้วทันที แต่ยังไม่ตอบโต้ กลับรอฟังคำอธิบายต่อ
มหาอาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อน “ฝ่าบาท จากพลังที่นิกายเพลิงอัคคีเผยให้เห็น ตอนนี้พวกมันเกินกว่าระดับหวงเสียแล้ว ถึงขั้นเป็นระดับเซวียน”
“โดยเฉพาะเจ้านิกายฮั่วเต๋อที่ดูเหมือนจะเข้าสู่ระดับฮว่าเสินแล้วซึ่งเกินกำลังของแคว้นหนิงจะต่อต้านได้”
เมื่อสิ้นคำ ท้องพระโรงก็ตกอยู่ในความตะลึง แม้แต่หนิงอี้ก็ยังสะเทือนใจอย่างหนัก
ฮั่วเต๋อเข้าสู่ระดับฮว่าเสินงั้นหรือ นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร
แคว้นหนิงยังไม่เคยมีใครแตะถึงระดับฮว่าเสินมาก่อน
หนิงอี้ขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ยังถามต่อ
“แม่ทัพใหญ่ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
ทันใดนั้น ชายรูปร่างกำยำ กล้ามแน่นไปทั้งร่างกายก็ก้าวออกมาท่ามกลางสายตาทุกคน
“ฝ่าบาท ข้าเห็นด้วยกับมหาอาจารย์”
หลังจากนั้นก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ไม่นาน ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างพร้อมใจกันตะโกน
“ขอฝ่าบาทรีบเจรจา อย่าปล่อยให้แคว้นหนิงตกอยู่ในอันตราย”
ใบหน้าของหนิงอี้มืดหม่นลงทันตา
“เลิกประชุม”
หนิงอี้ไม่มีอารมณ์จะฟังอีกต่อไปจึงประกาศยุติการเข้าเฝ้ายามเช้า
ณ จวนมหาอาจารย์ มหาอาจารย์ แม่ทัพใหญ่ หนิงเซี่ยและหนิงโปต่างนั่งร่วมโต๊ะกินอาหารด้วยสีหน้ายินดี
“ฮ่าฮ่า วันนี้ตอนเช้า เห็นหน้าของเจ้าแก่หนิงอี้ ข้านี่สะใจยิ่งนัก” มหาอาจารย์ลูบเครา หัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าฮ่า ข้าก็เช่นกัน” แม่ทัพใหญ่หัวเราะตาม
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณองค์ชายใหญ่กับองค์ชายรองที่มอบข่าวให้ ข้าถึงได้ให้นิกายเพลิงอัคคีกำจัดศัตรูได้หมดจด” มหาอาจารย์ชูจอกสุราขึ้นกล่าวกับหนิงโปและหนิงเซี่ย
ทั้งสองรีบชูจอกสุราตอบทันทีพร้อมทำหน้าประจบยิ้มแย้ม
“หลังจากนี้ก็ขอฝากตัวกับมหาอาจารย์ด้วย”
“ฮ่าฮ่า ได้เลย ตราบเท่าที่เจ้าทั้งสองยอมรับใช้ให้กับนิกายเพลิงอัคคีโดยสัตย์ซื่อ ผลประโยชน์ในภายหน้าเจ้าทั้งสองไม่มีทางขาดแน่”
ใครเล่าจะรู้ว่ามหาอาจารย์แห่งแคว้นหนิงรวมถึงองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองต่างก็หันไปรับใช้นิกายเพลิงอัคคีกันแล้วทั้งสิ้น
ขณะที่หนิงอี้กลับมาถึงพระตำหนักส่วนหลัง สีหน้าก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ไม่ปริปากพูดแม้แต่น้อย
ขุนนางของเขาเพียงแค่ได้ยินข่าวว่าอีกฝ่ายมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับฮว่าเสินก็ตบเท้าไปขอรับใช้นายใหม่กันหมดแล้ว
เขาอยากจะสังหารคนพวกนั้นให้สิ้นซาก แต่ไม่อาจทำได้เพราะแต่ละคนล้วนมีขุมอำนาจหนุนหลังโดยตระกูลใหญ่และนิกายต่าง ๆ ในแคว้น
ขณะนั้นเอง ขันทีชราเข้ามารายงานว่าองค์ชายสามหนิงไห่ขอเข้าเฝ้า
หนิงอี้ขมวดคิ้ว เขาไม่ค่อยสนใจบุตรชายคนนี้เท่าใดนัก
หนิงไห่เป็นบุตรที่เกิดจากนางกำนัลในช่วงที่เขาเพียงแค่สำราญชั่วคราว ยศต่ำต้อย พรสวรรค์ก็ไม่โดดเด่น
ระดับพลังยังอยู่เพียงแค่จินตันเท่านั้น เทียบไม่ได้แม้แต่น้อยกับอีกสองคน
โดยปกติหนิงไห่รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่เคยเสนอหน้าขอเข้าเฝ้าเลยสักครั้ง
“ให้เข้ามาเถอะ” หนิงอี้กล่าวหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นาน หนิงไห่ก็เดินเข้ามาคุกเข่าถวายบังคมทันที
“ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ”
หนิงอี้พยักหน้าเบา ๆ “เจ้ามีเรื่องอันใด?”
น้ำเสียงเย็นชาไร้ซึ่งความเอ็นดูของบิดาแม้แต่น้อย
หนิงไห่กลับดูเคยชิน ไม่มีแม้แต่เงาของความโศกเศร้า ก้มศีรษะกล่าว
“เสด็จพ่อ ข้าเห็นว่านิกายเพลิงอัคคีช่างทะเยอทะยานเกินขอบเขต ไม่อาจเจรจาได้”
หนิงอี้เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าหนิงไห่จะมาพูดเรื่องนี้
เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง หนิงไห่ก็กล่าวต่อ
“จากการเคลื่อนไหวของนิกายเพลิงอัคคี เห็นได้ชัดว่าพวกมันหมายมั่นจะรวบรวมแคว้นหนิงเป็นหนึ่งเดียว”
“ราชวงศ์แห่งแคว้นหนิงย่อมเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของพวกมัน”
“ข้าเห็นว่าบัดนี้ควรเร่งรวมกลุ่มฝ่ายต่อต้านเสียแต่ตอนนี้ จึงจะรักษาแคว้นหนิงไว้ได้”
หนิงอี้ได้ยินดังนั้นก็ลอบพยักหน้าในใจ เริ่มมีความรู้สึกใหม่ต่อบุตรชายผู้นี้ขึ้นมา
“แล้วเจ้าคิดว่าควรร่วมมือกับใคร?” หนิงอี้ถาม
“นิกายหลิวหลี่ ตอนนี้มีเพียงนิกายหลิวหลี่เท่านั้นที่ยังพอจะต่อต้านพวกมันได้” หนิงไห่ตอบหนักแน่น
“ข้ายินดีเดินทางไปยังนิกายหลิวหลี่ด้วยตนเองเพื่อคลายความกังวลแทนเสด็จพ่อ”
“ดีมาก ไห่เอ๋อร์ ข้าไม่คาดคิดว่าเจ้าจะมีปัญญาถึงเพียงนี้”
“เจ้าจงนำองครักษ์วังหลวงสามร้อยนายเดินทางไปยังนิกายหลิวหลี่ทันที บอกพวกเขาว่าราชวงศ์แคว้นหนิงประสงค์จะร่วมมือกันต่อต้านนิกายเพลิงอัคคี”
“พะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”