เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ

บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ

บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ


บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ

“ผู้อาวุโส ข้าทั้งสองขอลาแล้วเจ้าค่ะ”

หลิวเหยาและหานหลิงเอ๋อร์ประสานมือคารวะต่อหน้าจ้าวเสี่ยวเป่ย

“ไปเถอะ” จ้าวเสี่ยวเป่ยพยักหน้าเบา ๆ

กินก็แล้ว รับของก็แล้ว ถึงเวลากลับเสียที

แม้ในใจของหานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาจะเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ทว่าผู้อาวุโสเปิดปากไล่แขกแล้ว ทั้งสองก็ไม่กล้าขัดขืน

หานหลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น คล้ายตัดสินใจครั้งใหญ่

“ผู้อาวุโส…หลิงเอ๋อร์…ข้า…ข้าขออนุญาต…มาพบท่านบ่อย ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ทันทีที่พูดจบ นางก็รู้สึกประหม่าเสียจนไม่กล้ามองหน้าผู้อาวุโสเลยสักนิด ดวงตาคู่งามก้มต่ำแนบอก

หลิวเหยาเมื่อได้ยินคำถามของศิษย์ก็ทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่าในเวลาเดียวกัน

ดีใจเพราะหากหลิงเอ๋อร์ได้มาหาผู้อาวุโสบ่อย ๆ ก็เป็นวาสนาอันล้ำค่าหาใดเปรียบ

แต่ก็กลัว กลัวว่าผู้อาวุโสจะเห็นว่าโลภมาก แล้วพลันสังหารพวกนางเสียด้วยซ้ำ

คนที่เร้นกายจากโลกภายนอกเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่ามีนิสัยเช่นไร?

จ้าวเสี่ยวเป่ยมองหานหลิงเอ๋อร์แล้วลอบคิดในใจ

‘ดูท่าคุณหนูผู้นี้จะหลงเสน่ห์ฝีมือทำอาหารของข้าเข้าเสียแล้ว’

‘แต่ก็ไม่แปลกใจหรอก ข้างนอกนั่นแม้แต่อาหารยังหากินลำบาก แน่นอนว่านางต้องอิจฉาชีวิตของข้า’

‘แถมนางยังเป็นสาวงามอยู่ไม่น้อยแถมเรียกข้าว่าผู้อาวุโสอีก อย่างไรก็รู้สึกดีใช่เล่น’

“ได้สิ” จ้าวเสี่ยวเป่ยตอบสั้น ๆ

หานหลิงเอ๋อร์ไม่คาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสจะตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ ใบหน้าของนางก็พลันแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น

“ผู้อาวุโส หลิงเอ๋อร์ขอบคุณเจ้าค่ะ”

หลิวเหยาเองก็ดีใจจนล้นใจ ผู้อาวุโสถึงกับยินยอมให้พบท่านได้บ่อย ๆ

จ้าวเสี่ยวเป่ยโบกมือพลางกล่าว “ทุกสิ่งย่อมขึ้นอยู่กับวาสนา วันหน้าเจ้าอาจจะมีเรื่องต้องพึ่งพาข้าก็ได้”

‘ยังไงวันข้างหน้าก็คงต้องมาขอข้าวข้ากินอีกนั่นแหละ’

แล้วทั้งหานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยอก็ออกเดินทางกลับโดยมีจ้าวเสี่ยวเป่ยมองส่งอยู่หน้าเรือน

หลังจากทั้งสองจากไป จ้าวเสี่ยวเป่ยก็หันหลังกลับเข้าไปในเรือน ค่อย ๆ หยิบกระดาษ พู่กันและแท่นหมึกออกมา

เขาเตรียมตัวเขียนอักษร นี่เคยเป็นภารกิจที่ระบบมอบหมายไว้ ต้องฝึกเขียนทุกวันเพื่อขัดเกลาจิตใจ

แม้ตอนนี้ระบบจะหายไปแล้ว แต่การเขียนตัวอักษรก็กลายเป็นสิ่งที่เขาชอบไปแล้ว

เขียนบ้างเพื่อฝึกสมาธิ บ่มเพาะจิตใจ ไม่เลวเลยจริง ๆ

ด้านนอก หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาเมื่อเดินพ้นเรือนมาได้ ก็พากันถอนหายใจแรง

“หลิงเอ๋อร์ เจ้านี่ช่างบังอาจนัก ถึงกับกล้าขออะไรเช่นนั้นจากผู้อาวุโส”

หลิวเหยาตำหนิด้วยคำพูด แต่ใบหน้านั้นกลับไม่ได้โกรธเคือง หากแฝงไว้ด้วยความภูมิใจลึก ๆ

ศิษย์ของนางสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับผู้อาวุโสจ้าวได้ ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่สำหรับนิกายหลิวหลี่

หากภายภาคหน้ามีเหตุเภทภัย เพียงผู้อาวุโสยกมือโบก ก็สามารถช่วยเหลือพวกนางได้ทันที

นี่มิใช่วาสนาอันสูงสุดหรอกหรือ?

หานหลิงเอ๋อร์เองก็ตื่นเต้นสุดใจ มือยังลูบบริเวณอกที่เต้นไม่เป็นส่ำ

“ข้ารู้สึกว่าผู้อาวุโสผู้นี้หาได้เย่อหยิ่งเลย ท่านกลับอารีอารอบ ใจกว้างยิ่งนัก ข้าเพียงตื่นเต้นก็เลยเผลอพูดไปเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

ภาพใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวเสี่ยวเป่ยผุดขึ้นในหัว หุ่นแน่นขนัด บุคลิกสุขุมสงบ

หากสามารถรับใช้ผู้อาวุโสเช่นนี้อยู่ข้างกายตลอดไปก็คงนับเป็นวาสนาของตน

เพียงคิดดังนั้น ใบหน้าของหานหลิงเอ๋อร์ก็แดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง

‘ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย ผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับนั้นจะมาสนใจข้าได้อย่างไร’

ยิ่งคิด ใจก็ยิ่งว้าวุ่น

หลิวเหยาไม่ได้ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของศิษย์ตนเพราะในตอนนี้ นางยังตกอยู่ในห้วงของความตื่นเต้น

“หลิงเอ๋อร์ ครานี้ผู้อาวุโสเมตตาอย่างล้นพ้น ไม่เพียงแต่ข้าได้ทะลวงสู่เฟินเสินขั้นเก้า เจ้าก็ได้เข้าสู่เฟินเสินขั้นหนึ่งอีกทั้งยังได้รับสมุนไพรวิญญาณอีกหลายต้น พลังของนิกายเราก้าวกระโดดอย่างยิ่ง”

“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”

หานหลิงเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงเปี่ยมยินดี

“ด้วยพลังที่นิกายหลิวหลี่เรามีตอนนี้ เราสามารถยื่นขอจัดระดับเป็นระดับหวงขั้นหนึ่งได้แล้ว”

หลิวเหยาแทบไม่เชื่อหูตนเอง

ในแคว้นหนิง นอกจากราชวงศ์แห่งแคว้นที่ถือเป็นระดับหวงแล้ว นิกายใหญ่อื่น ๆ เช่นนิกายเพลิงอัคคียังไม่อาจทัดเทียมได้เลย

“รีบกลับไปจัดการเรื่องนี้กันเถิด” หลิวเหยากล่าวอย่างฮึกเหิม

หานหลิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้น

ทั้งสองรีบมุ่งหน้าตามเส้นทางเดิม ออกจากขุนเขาหมื่นอสูร

แต่สิ่งที่พวกนางไม่รู้คือบริเวณปากทางขุนเขานั้นถูกนิกายเพลิงอัคคีปิดล้อมไว้เรียบร้อยแล้ว

เว่ยเฟิงยืนอยู่เคียงข้างชายชราในชุดแดงเพลิงที่แผ่ไอร้อนออกมาจนทำให้อากาศรอบตัวคล้ายจะลุกไหม้

เขาคือเจ้านิกายเพลิงอัคคี ฮั่วเต๋อ

“เว่ยเฟิง เจ้าบอกว่าสองนางจากนิกายหลิวหลี่เข้าไปในขุนเขาหมื่นอสูร?” ฮั่วเต๋อเอ่ยอย่างเรียบเย็น

“ขอรับ เจ้านิกาย ข้าเห็นกับตา” เว่ยเฟิงรีบตอบ

ฮั่วเต๋อเพียงจ้องเขม็งไปยังภูเขาเบื้องหน้า ในใจพลันครุ่นคิดอย่างเงียบงัน

ขุนเขาหมื่นอสูรคือดินแดนต้องห้ามของทวีปหลิงอู่ แม้แต่ยอดฝีมือระดับต้าเฉิงยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปง่าย ๆ

หรือว่าหลังนิกายหลิวหลี่จะมีผู้ยิ่งใหญ่ใดหนุนหลังจริง?

แต่เพียงชั่วครู่เขาก็เปลี่ยนความคิด

‘ต่อให้มีผู้อาวุโสใดยืนอยู่เบื้องหลังก็ไม่อาจเทียบได้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้า’

‘ข้าคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นหนิง’

“หึ สองนังนั่นบังอาจขัดคำสั่งนิกายเพลิงอัคคี เช่นนั้นเรารอที่นี่เลย”

ฮั่วเต๋อทรุดตัวนั่งกลางอากาศ บรรดาศิษย์เบื้องหลังก็เข้าประจำที่เงียบกริบ

ไม่ช้า หานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาก็เดินออกจากขุนเขาหมื่นอสูร แล้วพบเข้ากับกลุ่มของนิกายเพลิงอัคคี

“ฮั่วเต๋อ เจ้าตามมาถึงที่นี่เลยหรือ”

สายตาแรกที่หลิวเหยาเห็นฮั่วเต๋อ นางก็อดหวั่นไหวไม่ได้

แต่เมื่อนึกถึงว่าตนบรรลุถึงระดับเฟินเสินแล้ว ยังจะกลัวอะไรอีก?

ฮั่วเต๋อที่ลอยอยู่กลางอากาศ จ้องนางทั้งสองด้วยแววตาเย็นเยียบ

“หลิวเหยา ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้ายอมสยบเป็นสตรีของข้า ข้าจะไว้ชีวิตนิกายหลิวหลี่”

“แต่หากไม่ วันนี้จะเป็นวันสิ้นนิกายของพวกเจ้า”

สายตาหลิวเหยาเย็นชาเฉียบคม “ฝันไปเถอะ นิกายหลิวหลี่ไม่ใช่ของเล่นให้นิกายเพลิงอัคคีจะเหยียบย่ำตามอำเภอใจ”

“นิกายขยะที่แม้แต่ระดับเฟินเสินยังไม่มี ยังกล้าทำโอหังต่อหน้าข้า”

“ให้โอกาสแล้วยังไม่รู้จักคว้า เช่นนั้นข้าจะจับเจ้ามาเฟ้นพลังเสีย แล้วโยนให้ศิษย์ข้าทั้งนิกาย”

ฮั่วเต๋อกร่างสุดขีด เหิมเกริมไร้ผู้ต้าน

ในสายตาเขา นิกายหลิวหลี่ไม่ต่างอะไรกับเศษฝุ่นเพราะเขามีพลังเช่นนั้น

ทันใดนั้น พลังอันมหาศาลพลันปลดปล่อยออกจากกายฮั่วเต๋อ

แรงกดดันมหาศาลแผ่ปกคลุมใส่หานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาในพริบตา

เฟินเสินขั้นเก้า

“หลิวเหยา ตอนนี้เจ้าหวาดกลัวหรือยัง?”

ฮั่วเต๋อไม่รีบร้อนลงมือ เขาชื่นชอบสายตาแห่งความสิ้นหวังยามผู้คนไร้ทางหนี

“สิ้นหวังอย่างนั้นหรือ? ฮั่วเต๋อ เจ้าประเมินตัวเองสูงไปแล้ว”

หลิวเหยาคำรามด้วยโทสะ พลังในกายระเบิดออกในพริบตา

พลังระดับเฟินเสินขั้นเก้าพุ่งทะลวงออกมา กระแทกกลบพลังของฮั่วเต๋อกลับคืน

“เจ้าบรรลุเฟินเสินขั้นเก้าตั้งแต่เมื่อไร”

ฮั่วเต๋อถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงยิ่ง

เพียงเมื่อตอนเช้า หลิวเหยายังเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิง

จบบทที่ บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ

คัดลอกลิงก์แล้ว