- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ
บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ
บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ
บทที่ 10 การไล่ล่าของฮั่วเต๋อ
“ผู้อาวุโส ข้าทั้งสองขอลาแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวเหยาและหานหลิงเอ๋อร์ประสานมือคารวะต่อหน้าจ้าวเสี่ยวเป่ย
“ไปเถอะ” จ้าวเสี่ยวเป่ยพยักหน้าเบา ๆ
กินก็แล้ว รับของก็แล้ว ถึงเวลากลับเสียที
แม้ในใจของหานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาจะเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ทว่าผู้อาวุโสเปิดปากไล่แขกแล้ว ทั้งสองก็ไม่กล้าขัดขืน
หานหลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น คล้ายตัดสินใจครั้งใหญ่
“ผู้อาวุโส…หลิงเอ๋อร์…ข้า…ข้าขออนุญาต…มาพบท่านบ่อย ๆ ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ทันทีที่พูดจบ นางก็รู้สึกประหม่าเสียจนไม่กล้ามองหน้าผู้อาวุโสเลยสักนิด ดวงตาคู่งามก้มต่ำแนบอก
หลิวเหยาเมื่อได้ยินคำถามของศิษย์ก็ทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่าในเวลาเดียวกัน
ดีใจเพราะหากหลิงเอ๋อร์ได้มาหาผู้อาวุโสบ่อย ๆ ก็เป็นวาสนาอันล้ำค่าหาใดเปรียบ
แต่ก็กลัว กลัวว่าผู้อาวุโสจะเห็นว่าโลภมาก แล้วพลันสังหารพวกนางเสียด้วยซ้ำ
คนที่เร้นกายจากโลกภายนอกเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่ามีนิสัยเช่นไร?
จ้าวเสี่ยวเป่ยมองหานหลิงเอ๋อร์แล้วลอบคิดในใจ
‘ดูท่าคุณหนูผู้นี้จะหลงเสน่ห์ฝีมือทำอาหารของข้าเข้าเสียแล้ว’
‘แต่ก็ไม่แปลกใจหรอก ข้างนอกนั่นแม้แต่อาหารยังหากินลำบาก แน่นอนว่านางต้องอิจฉาชีวิตของข้า’
‘แถมนางยังเป็นสาวงามอยู่ไม่น้อยแถมเรียกข้าว่าผู้อาวุโสอีก อย่างไรก็รู้สึกดีใช่เล่น’
“ได้สิ” จ้าวเสี่ยวเป่ยตอบสั้น ๆ
หานหลิงเอ๋อร์ไม่คาดคิดเลยว่าผู้อาวุโสจะตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ ใบหน้าของนางก็พลันแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
“ผู้อาวุโส หลิงเอ๋อร์ขอบคุณเจ้าค่ะ”
หลิวเหยาเองก็ดีใจจนล้นใจ ผู้อาวุโสถึงกับยินยอมให้พบท่านได้บ่อย ๆ
จ้าวเสี่ยวเป่ยโบกมือพลางกล่าว “ทุกสิ่งย่อมขึ้นอยู่กับวาสนา วันหน้าเจ้าอาจจะมีเรื่องต้องพึ่งพาข้าก็ได้”
‘ยังไงวันข้างหน้าก็คงต้องมาขอข้าวข้ากินอีกนั่นแหละ’
แล้วทั้งหานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยอก็ออกเดินทางกลับโดยมีจ้าวเสี่ยวเป่ยมองส่งอยู่หน้าเรือน
หลังจากทั้งสองจากไป จ้าวเสี่ยวเป่ยก็หันหลังกลับเข้าไปในเรือน ค่อย ๆ หยิบกระดาษ พู่กันและแท่นหมึกออกมา
เขาเตรียมตัวเขียนอักษร นี่เคยเป็นภารกิจที่ระบบมอบหมายไว้ ต้องฝึกเขียนทุกวันเพื่อขัดเกลาจิตใจ
แม้ตอนนี้ระบบจะหายไปแล้ว แต่การเขียนตัวอักษรก็กลายเป็นสิ่งที่เขาชอบไปแล้ว
เขียนบ้างเพื่อฝึกสมาธิ บ่มเพาะจิตใจ ไม่เลวเลยจริง ๆ
ด้านนอก หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาเมื่อเดินพ้นเรือนมาได้ ก็พากันถอนหายใจแรง
“หลิงเอ๋อร์ เจ้านี่ช่างบังอาจนัก ถึงกับกล้าขออะไรเช่นนั้นจากผู้อาวุโส”
หลิวเหยาตำหนิด้วยคำพูด แต่ใบหน้านั้นกลับไม่ได้โกรธเคือง หากแฝงไว้ด้วยความภูมิใจลึก ๆ
ศิษย์ของนางสามารถสร้างสายสัมพันธ์กับผู้อาวุโสจ้าวได้ ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่สำหรับนิกายหลิวหลี่
หากภายภาคหน้ามีเหตุเภทภัย เพียงผู้อาวุโสยกมือโบก ก็สามารถช่วยเหลือพวกนางได้ทันที
นี่มิใช่วาสนาอันสูงสุดหรอกหรือ?
หานหลิงเอ๋อร์เองก็ตื่นเต้นสุดใจ มือยังลูบบริเวณอกที่เต้นไม่เป็นส่ำ
“ข้ารู้สึกว่าผู้อาวุโสผู้นี้หาได้เย่อหยิ่งเลย ท่านกลับอารีอารอบ ใจกว้างยิ่งนัก ข้าเพียงตื่นเต้นก็เลยเผลอพูดไปเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
ภาพใบหน้าหล่อเหลาของจ้าวเสี่ยวเป่ยผุดขึ้นในหัว หุ่นแน่นขนัด บุคลิกสุขุมสงบ
หากสามารถรับใช้ผู้อาวุโสเช่นนี้อยู่ข้างกายตลอดไปก็คงนับเป็นวาสนาของตน
เพียงคิดดังนั้น ใบหน้าของหานหลิงเอ๋อร์ก็แดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง
‘ข้าคิดอะไรอยู่เนี่ย ผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับนั้นจะมาสนใจข้าได้อย่างไร’
ยิ่งคิด ใจก็ยิ่งว้าวุ่น
หลิวเหยาไม่ได้ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของศิษย์ตนเพราะในตอนนี้ นางยังตกอยู่ในห้วงของความตื่นเต้น
“หลิงเอ๋อร์ ครานี้ผู้อาวุโสเมตตาอย่างล้นพ้น ไม่เพียงแต่ข้าได้ทะลวงสู่เฟินเสินขั้นเก้า เจ้าก็ได้เข้าสู่เฟินเสินขั้นหนึ่งอีกทั้งยังได้รับสมุนไพรวิญญาณอีกหลายต้น พลังของนิกายเราก้าวกระโดดอย่างยิ่ง”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
หานหลิงเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงเปี่ยมยินดี
“ด้วยพลังที่นิกายหลิวหลี่เรามีตอนนี้ เราสามารถยื่นขอจัดระดับเป็นระดับหวงขั้นหนึ่งได้แล้ว”
หลิวเหยาแทบไม่เชื่อหูตนเอง
ในแคว้นหนิง นอกจากราชวงศ์แห่งแคว้นที่ถือเป็นระดับหวงแล้ว นิกายใหญ่อื่น ๆ เช่นนิกายเพลิงอัคคียังไม่อาจทัดเทียมได้เลย
“รีบกลับไปจัดการเรื่องนี้กันเถิด” หลิวเหยากล่าวอย่างฮึกเหิม
หานหลิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าอย่างตื่นเต้น
ทั้งสองรีบมุ่งหน้าตามเส้นทางเดิม ออกจากขุนเขาหมื่นอสูร
แต่สิ่งที่พวกนางไม่รู้คือบริเวณปากทางขุนเขานั้นถูกนิกายเพลิงอัคคีปิดล้อมไว้เรียบร้อยแล้ว
เว่ยเฟิงยืนอยู่เคียงข้างชายชราในชุดแดงเพลิงที่แผ่ไอร้อนออกมาจนทำให้อากาศรอบตัวคล้ายจะลุกไหม้
เขาคือเจ้านิกายเพลิงอัคคี ฮั่วเต๋อ
“เว่ยเฟิง เจ้าบอกว่าสองนางจากนิกายหลิวหลี่เข้าไปในขุนเขาหมื่นอสูร?” ฮั่วเต๋อเอ่ยอย่างเรียบเย็น
“ขอรับ เจ้านิกาย ข้าเห็นกับตา” เว่ยเฟิงรีบตอบ
ฮั่วเต๋อเพียงจ้องเขม็งไปยังภูเขาเบื้องหน้า ในใจพลันครุ่นคิดอย่างเงียบงัน
ขุนเขาหมื่นอสูรคือดินแดนต้องห้ามของทวีปหลิงอู่ แม้แต่ยอดฝีมือระดับต้าเฉิงยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปง่าย ๆ
หรือว่าหลังนิกายหลิวหลี่จะมีผู้ยิ่งใหญ่ใดหนุนหลังจริง?
แต่เพียงชั่วครู่เขาก็เปลี่ยนความคิด
‘ต่อให้มีผู้อาวุโสใดยืนอยู่เบื้องหลังก็ไม่อาจเทียบได้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังข้า’
‘ข้าคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นหนิง’
“หึ สองนังนั่นบังอาจขัดคำสั่งนิกายเพลิงอัคคี เช่นนั้นเรารอที่นี่เลย”
ฮั่วเต๋อทรุดตัวนั่งกลางอากาศ บรรดาศิษย์เบื้องหลังก็เข้าประจำที่เงียบกริบ
ไม่ช้า หานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาก็เดินออกจากขุนเขาหมื่นอสูร แล้วพบเข้ากับกลุ่มของนิกายเพลิงอัคคี
“ฮั่วเต๋อ เจ้าตามมาถึงที่นี่เลยหรือ”
สายตาแรกที่หลิวเหยาเห็นฮั่วเต๋อ นางก็อดหวั่นไหวไม่ได้
แต่เมื่อนึกถึงว่าตนบรรลุถึงระดับเฟินเสินแล้ว ยังจะกลัวอะไรอีก?
ฮั่วเต๋อที่ลอยอยู่กลางอากาศ จ้องนางทั้งสองด้วยแววตาเย็นเยียบ
“หลิวเหยา ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้ายอมสยบเป็นสตรีของข้า ข้าจะไว้ชีวิตนิกายหลิวหลี่”
“แต่หากไม่ วันนี้จะเป็นวันสิ้นนิกายของพวกเจ้า”
สายตาหลิวเหยาเย็นชาเฉียบคม “ฝันไปเถอะ นิกายหลิวหลี่ไม่ใช่ของเล่นให้นิกายเพลิงอัคคีจะเหยียบย่ำตามอำเภอใจ”
“นิกายขยะที่แม้แต่ระดับเฟินเสินยังไม่มี ยังกล้าทำโอหังต่อหน้าข้า”
“ให้โอกาสแล้วยังไม่รู้จักคว้า เช่นนั้นข้าจะจับเจ้ามาเฟ้นพลังเสีย แล้วโยนให้ศิษย์ข้าทั้งนิกาย”
ฮั่วเต๋อกร่างสุดขีด เหิมเกริมไร้ผู้ต้าน
ในสายตาเขา นิกายหลิวหลี่ไม่ต่างอะไรกับเศษฝุ่นเพราะเขามีพลังเช่นนั้น
ทันใดนั้น พลังอันมหาศาลพลันปลดปล่อยออกจากกายฮั่วเต๋อ
แรงกดดันมหาศาลแผ่ปกคลุมใส่หานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาในพริบตา
เฟินเสินขั้นเก้า
“หลิวเหยา ตอนนี้เจ้าหวาดกลัวหรือยัง?”
ฮั่วเต๋อไม่รีบร้อนลงมือ เขาชื่นชอบสายตาแห่งความสิ้นหวังยามผู้คนไร้ทางหนี
“สิ้นหวังอย่างนั้นหรือ? ฮั่วเต๋อ เจ้าประเมินตัวเองสูงไปแล้ว”
หลิวเหยาคำรามด้วยโทสะ พลังในกายระเบิดออกในพริบตา
พลังระดับเฟินเสินขั้นเก้าพุ่งทะลวงออกมา กระแทกกลบพลังของฮั่วเต๋อกลับคืน
“เจ้าบรรลุเฟินเสินขั้นเก้าตั้งแต่เมื่อไร”
ฮั่วเต๋อถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงยิ่ง
เพียงเมื่อตอนเช้า หลิวเหยายังเป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิง