เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out

ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out

ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out


นั่นหมายความว่ามันอาจไม่ถือเป็นการขาดทุน

ไม่มีใครไม่ชอบของฟรี

[ตั้งแต่วันที่ 2-4 พฤษภาคม คุณสามารถรับชมภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เป็นผลงานของผู้กำกับอัจฉริยะอย่างสตีฟ เควินได้ฟรี ผ่านโรงภาพยนตร์ของวอร์เนอร์บราเธอส์ในลอสแองเจลิส]

ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายเข้าร่วมแคมเปญนี้อย่างกระตือรือร้นทันที ในบรรดาคนเหล่านี้มีทั้งคนผิวสีและคนผิวขาว สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือพวกเขาเป็นคนที่รักในการชมภาพยนตร์

ในโรงภาพยนตร์ทั้งสามโรง โรงฉายภาพยนตร์เรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)เต็มไปด้วยฝูงชนจำนวนมาก

นิวไลน์ซินีม่าและวอร์เนอร์บราเธอส์ต่างก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาสำรวจความเห็นหลังชมภาพยนตร์จบ

…………

โรนันเป็นเจ้าหน้าที่ของวอร์เนอร์บราเธอส์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสำรวจผู้ชมภาพยนตร์และคุณภาพของตัวภาพยนตร์ เขามีรูปร่างอ้วนท้วนตามลักษณะทั่วไปของคนอเมริกันชั้นล่าง

แน่นอนว่าน้ำหนักของโรแนนไม่ได้มากขนาดนั้น แต่เขาก็ยังมีน้ำหนักเกิน90กิโลกรัมอยู่ดี

เขาดูเหมือนชายอ้วนผิวขาววัยกลางคนที่มีท่าทางตลกเล็กน้อย

อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะรับงานของวันนี้เลยจริงๆ แต่เขาไม่มีทางเลือก

เพราะเป็นคนใจดีในหมู่เจ้าหน้าที่ ชายวัยกลางคนนี้ซึ่งอายุเกือบ 40 ปี ในที่สุดก็ถูกบังคับให้มาที่นี่ เพราะนักวิเคราะห์คนอื่นๆไม่อยากมาเหมือนกัน

เหตุผลหลักๆก็เพราะคนที่เข้ามาดูส่วนใหญ่ในวันนี้เต็มไปด้วยคนผิวสี พวกคนที่เป็นคนผิวขาวจะให้เดินเข้าไปสอบถามความคิดเห็นของคนดำหลังดูหนังจบมันก็ออกจะยังไงยังไงอยู่

เพราะในสายตาเขา คนดำช่างไร้เหตุผล

ครั้งหนึ่งเขาเคยเลี้ยงแตงโมและไก่ทอดแก่คนผิวสีซึ่งทั้งสองอย่างนั้นเป็นอาหารโปรดของเขาเอง และเขาอยากจะแบ่งปันมันกับเพื่อนของเขาที่เป็นคนผิวสีด้วยเช่นกัน

โดยไม่คาดคิด เมื่อเพื่อนของเขารู้ถึงการกระทำของเขา อีกฝ่ายก็โกรธมาก จากนั้นก็ทำร้ายเขาและตัดสัมพันธ์ทั้งหมดกับเขา

เขาพึ่งมารู้ทีหลังว่าการมอบอาหารสองอย่างนั้นให้คนผิวสีถือเป็นการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง

แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่เคยอยากจะเป็นเพื่อนกับคนผิวดำอีกเลย

เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเขาจะไปขัดใจพวกคนผิวสีเมื่อไหร่

เมื่อมองดูคนผิวสีเดินออกไปเป็นกลุ่มหลังจากดูหนังจบ โรนันก็รู้ดีว่าหากเขาไม่รีบเข้าไปสอบถาม ภารกิจในวันนี้ก็จะไม่สำเร็จ

โรนันระงับความกังวลภายในใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของคนผิวสี และหยุดคนผิวสีหลายคนที่ดูเหมือนจะกำลังมีความสุขมาก

แน่นอนว่าเหตุผลหลักคือคนดำเหล่านี้ดูไม่แข็งแกร่งมากนัก

โรนันคิดว่าถึงแม้จะโดนตีก็คงไม่รุนแรงนัก

“ช่วยรอเดี๋ยวได้ไหมครับทุกคน ผมเป็นพนักงานของวอร์เนอร์บราเธอส์ บริษัทของเรามีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนต์เรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)ด้วยครับ พวกคุณช่วยผมทำแบบสอบถามให้หน่อยได้ไหมครับ”

ชายผิวสีหลายคนมองหน้ากัน จากนั้นชายผิวสีที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำก็เดินออกมา

"ได้อยู่แล้ว!"

โรนันยิ้ม หยิบปากกาและกระดาษออกมาแล้วถามตรงๆ

“คุณจะให้คะแนนภาพยนตร์Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)ในบรรดาภาพยนตร์ที่คุณเคยดูอย่างไร S คือสูงสุด และ E คือต่ำสุด”

“S!”

“ต้องเป็น S อยู่แล้วแหละ!”

………….

คนดำหลายคนพูดอย่างกระตือรือร้น

แม้ว่านี่จะไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีตัวเอกเป็นคนผิวสี แต่มันเป็นภาพยนตร์เชิงพาณิชย์เรื่องเดียวที่มีตัวเอกเป็นคนผิวสี

พวกเขาดูมันอย่างสนุกสนาน ส่วนที่น่าตื่นเต้นในตอนต้นคือแฟนสาวผิวขาวและวิธีที่เธอปกป้องฝ่ายชายตอนที่เจอกับตำรวจ

ต่อมาพระเอกก็ได้ฆ่าคนขาวชั่วร้ายที่ต้องการร่างของเขา

"คุณจะแนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับเพื่อนและญาติของคุณหรือไม่"

โรนันถามอีกครั้ง

"แน่นอน"

คนผิวสีหลายคนตอบพร้อมกัน

โรนันบันทึกข้อมูลเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง และในที่สุดข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจที่วอร์เนอร์บราเธอส์ซึ่งจะตัดสินใจว่าจะเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้กับGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)หรือลดการประชาสัมพันธ์ตามผลตอบรับของข้อมูล

แต่ด้วยประสบการณ์หลายปีของโรนัน เขาสัมผัสได้ว่าภาพยนตร์

ในหนึ่งวัน เขาได้สัมภาษณ์คนผิวสีหลายร้อยคนและคนผิวขาวบางส่วนที่มาดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว

คนผิวสีให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมออยู่ระหว่าง S ถึง A ในขณะที่คะแนนของคนผิวขาวจะอยู่ระหว่าง A ถึง C

เห็นได้ชัดว่านี่คือภาพยนตร์ที่มีผู้ชมหลักเป็นคนผิวสีที่มีอายุมากกว่า 16 ปี

ในเวลาเดียวกัน ในโรงภาพยนตร์อื่นที่เหลือก็มีเจ้าหน้าที่วอร์เนอร์ไปรวบรวมข้อมูลด้วยเช่นกัน

จากนั้นก็รวบรวมมันกลับไปที่วอร์เนอร์

………….

ในห้องของประธาน เหล่าผู้บริหารที่อำนาจในการตัดสินใบริษัทต่างมารวมตัวกันที่นี่เพื่อรับชมผลการประเมินของผู้ชมร่ววมกัน

“บ็อกซ์ออฟฟิศวันแรกออกแล้วหรือยัง?”

เจฟฟ์ โรบินอฟเหลือบดูข้อมูลแล้วถามออกมาตรงๆ

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆรีบหยิบแผ่นข้อมูลในมือของเขาออกมาแล้วพูดว่า

“หนังเรื่องนี้ออกฉายบนโรงภาพยนตร์หนึ่งพันแห่งบนโรงฉายทั้งหมดสี่พันโรงและทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในวันแรกมากกว่า 10 ล้านเหรียญ”

“รายละเอียดคือ 10.82 ล้าน”

ผู้บริหารที่ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้และยังไม่รู้รายละเอียดของหนังจึงได้มองดูต้นทุนการผลิตและการประชาสัมพันธ์ก่อน

จากนั้นพวกเขาก็พบว่ามันน่าเหลือเชื่อมาก

“ท่าประธานโรบินอฟ ตามสถานการณ์นี้ก็จะเป็นอย่างที่ผู้กำกับเควินมั่นใจว่าจะคืนทุนได้ภายในสองวันสินะครับ”

ผู้บริหารคนอื่นๆเองก็แสดงความสุขออกมาเช่นกัน

“ใช่แล้ว!”

"ผู้กำกับสตีฟ เควินอายุเพียง 24 ปีและมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด"

"ในภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขา เขาสามารถทำหนังที่ลงทุนเพียงเล็กน้อยแต่ได้กำไรมหาศาล และนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลให้กับนิวไลน์ซินีม่าแบะพวกเราเอง"

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องแรกอย่างSaw(เกมต่อตาย ตัดเป็น)จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวอร์เนอร์ แต่ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศที่นิวไลน์เลือกจะร่วมมือด้วยก็คือวอร์เนอร์ของพวกเรา

ผ่านการจำหน่ายในต่างประเทศ วอร์เนอร์ยังได้รับกำไรบางส่วนด้วย

นี่คือสาเหตุที่วอร์เนอร์ตัดสินใจติดต่อเควินเพื่อร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่องที่สองของเขา

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของภาพยนตร์ 2 เรื่องติดต่อกันน่าจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงของสตีฟ เควินในวงการได้อย่างมาก

เกรงว่าเควินจะมีนักลงทุนจำนวนมากมายเข้ามาหาเขาสำหรับภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขา

วอร์เนอร์บราเธอส์จะต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเควินไว้

ผู้กำกับชื่อดังที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยังมีบทบาทสำคัญมากสำหรับบริษัทภาพยนตร์ขนาดใหญ่ด้วย

แต่จะทำยังไงเพื่อจะชนะใจผู้กำกับเควินได้ยังต้องพิจารณากันต่อไป

“เราจะคุยเรื่องเควินกันทีหลัง พวกคุณอ่านข้อมูลที่มีอยู่แล้วหรือยัง?”

"อ่านเรียบร้อยแล้วครับ"

ทุกคนพยักหน้า

จากนั้นโรบินอฟก็พูดต่อ “ตามข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)ยังมีศักยภาพอีกมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะภายใต้อิทธิพลของเหตุจลาจลที่ลอสแองเจลิส คนผิวสีเต็มไปด้วยความเคียดแค้นต่อคนผิวขาวในเวลานี้”

“การปราบปรามของกองทัพทำให้การจลาจลยุติลงได้ แต่พวกเขายังไม่มีที่ให้ระบายอารมณ์”

“หนังเรื่องนี้ปรากฏขึ้นในเวลาที่เหมาะสม หลักฐานก็คือคำวิจารณ์เชิงบวกจากคนผิวสีหลายๆคนที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้”

จบบทที่ ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out

คัดลอกลิงก์แล้ว