- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out
ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out
ตอนที่ 38 ผลสำรวจของGet Out
นั่นหมายความว่ามันอาจไม่ถือเป็นการขาดทุน
ไม่มีใครไม่ชอบของฟรี
[ตั้งแต่วันที่ 2-4 พฤษภาคม คุณสามารถรับชมภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เป็นผลงานของผู้กำกับอัจฉริยะอย่างสตีฟ เควินได้ฟรี ผ่านโรงภาพยนตร์ของวอร์เนอร์บราเธอส์ในลอสแองเจลิส]
ทำให้มีผู้คนจำนวนมากมายเข้าร่วมแคมเปญนี้อย่างกระตือรือร้นทันที ในบรรดาคนเหล่านี้มีทั้งคนผิวสีและคนผิวขาว สิ่งที่พวกเขามีเหมือนกันคือพวกเขาเป็นคนที่รักในการชมภาพยนตร์
ในโรงภาพยนตร์ทั้งสามโรง โรงฉายภาพยนตร์เรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)เต็มไปด้วยฝูงชนจำนวนมาก
นิวไลน์ซินีม่าและวอร์เนอร์บราเธอส์ต่างก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกมาสำรวจความเห็นหลังชมภาพยนตร์จบ
…………
โรนันเป็นเจ้าหน้าที่ของวอร์เนอร์บราเธอส์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสำรวจผู้ชมภาพยนตร์และคุณภาพของตัวภาพยนตร์ เขามีรูปร่างอ้วนท้วนตามลักษณะทั่วไปของคนอเมริกันชั้นล่าง
แน่นอนว่าน้ำหนักของโรแนนไม่ได้มากขนาดนั้น แต่เขาก็ยังมีน้ำหนักเกิน90กิโลกรัมอยู่ดี
เขาดูเหมือนชายอ้วนผิวขาววัยกลางคนที่มีท่าทางตลกเล็กน้อย
อันที่จริงเขาไม่ได้อยากจะรับงานของวันนี้เลยจริงๆ แต่เขาไม่มีทางเลือก
เพราะเป็นคนใจดีในหมู่เจ้าหน้าที่ ชายวัยกลางคนนี้ซึ่งอายุเกือบ 40 ปี ในที่สุดก็ถูกบังคับให้มาที่นี่ เพราะนักวิเคราะห์คนอื่นๆไม่อยากมาเหมือนกัน
เหตุผลหลักๆก็เพราะคนที่เข้ามาดูส่วนใหญ่ในวันนี้เต็มไปด้วยคนผิวสี พวกคนที่เป็นคนผิวขาวจะให้เดินเข้าไปสอบถามความคิดเห็นของคนดำหลังดูหนังจบมันก็ออกจะยังไงยังไงอยู่
เพราะในสายตาเขา คนดำช่างไร้เหตุผล
ครั้งหนึ่งเขาเคยเลี้ยงแตงโมและไก่ทอดแก่คนผิวสีซึ่งทั้งสองอย่างนั้นเป็นอาหารโปรดของเขาเอง และเขาอยากจะแบ่งปันมันกับเพื่อนของเขาที่เป็นคนผิวสีด้วยเช่นกัน
โดยไม่คาดคิด เมื่อเพื่อนของเขารู้ถึงการกระทำของเขา อีกฝ่ายก็โกรธมาก จากนั้นก็ทำร้ายเขาและตัดสัมพันธ์ทั้งหมดกับเขา
เขาพึ่งมารู้ทีหลังว่าการมอบอาหารสองอย่างนั้นให้คนผิวสีถือเป็นการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง
แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่เคยอยากจะเป็นเพื่อนกับคนผิวดำอีกเลย
เพราะเขาไม่รู้เลยว่าเขาจะไปขัดใจพวกคนผิวสีเมื่อไหร่
เมื่อมองดูคนผิวสีเดินออกไปเป็นกลุ่มหลังจากดูหนังจบ โรนันก็รู้ดีว่าหากเขาไม่รีบเข้าไปสอบถาม ภารกิจในวันนี้ก็จะไม่สำเร็จ
โรนันระงับความกังวลภายในใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของคนผิวสี และหยุดคนผิวสีหลายคนที่ดูเหมือนจะกำลังมีความสุขมาก
แน่นอนว่าเหตุผลหลักคือคนดำเหล่านี้ดูไม่แข็งแกร่งมากนัก
โรนันคิดว่าถึงแม้จะโดนตีก็คงไม่รุนแรงนัก
“ช่วยรอเดี๋ยวได้ไหมครับทุกคน ผมเป็นพนักงานของวอร์เนอร์บราเธอส์ บริษัทของเรามีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนต์เรื่องGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)ด้วยครับ พวกคุณช่วยผมทำแบบสอบถามให้หน่อยได้ไหมครับ”
ชายผิวสีหลายคนมองหน้ากัน จากนั้นชายผิวสีที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำก็เดินออกมา
"ได้อยู่แล้ว!"
โรนันยิ้ม หยิบปากกาและกระดาษออกมาแล้วถามตรงๆ
“คุณจะให้คะแนนภาพยนตร์Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)ในบรรดาภาพยนตร์ที่คุณเคยดูอย่างไร S คือสูงสุด และ E คือต่ำสุด”
“S!”
“ต้องเป็น S อยู่แล้วแหละ!”
………….
คนดำหลายคนพูดอย่างกระตือรือร้น
แม้ว่านี่จะไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่มีตัวเอกเป็นคนผิวสี แต่มันเป็นภาพยนตร์เชิงพาณิชย์เรื่องเดียวที่มีตัวเอกเป็นคนผิวสี
พวกเขาดูมันอย่างสนุกสนาน ส่วนที่น่าตื่นเต้นในตอนต้นคือแฟนสาวผิวขาวและวิธีที่เธอปกป้องฝ่ายชายตอนที่เจอกับตำรวจ
ต่อมาพระเอกก็ได้ฆ่าคนขาวชั่วร้ายที่ต้องการร่างของเขา
"คุณจะแนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับเพื่อนและญาติของคุณหรือไม่"
โรนันถามอีกครั้ง
"แน่นอน"
คนผิวสีหลายคนตอบพร้อมกัน
โรนันบันทึกข้อมูลเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง และในที่สุดข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจที่วอร์เนอร์บราเธอส์ซึ่งจะตัดสินใจว่าจะเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้กับGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)หรือลดการประชาสัมพันธ์ตามผลตอบรับของข้อมูล
แต่ด้วยประสบการณ์หลายปีของโรนัน เขาสัมผัสได้ว่าภาพยนตร์
ในหนึ่งวัน เขาได้สัมภาษณ์คนผิวสีหลายร้อยคนและคนผิวขาวบางส่วนที่มาดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว
คนผิวสีให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมออยู่ระหว่าง S ถึง A ในขณะที่คะแนนของคนผิวขาวจะอยู่ระหว่าง A ถึง C
เห็นได้ชัดว่านี่คือภาพยนตร์ที่มีผู้ชมหลักเป็นคนผิวสีที่มีอายุมากกว่า 16 ปี
ในเวลาเดียวกัน ในโรงภาพยนตร์อื่นที่เหลือก็มีเจ้าหน้าที่วอร์เนอร์ไปรวบรวมข้อมูลด้วยเช่นกัน
จากนั้นก็รวบรวมมันกลับไปที่วอร์เนอร์
………….
ในห้องของประธาน เหล่าผู้บริหารที่อำนาจในการตัดสินใบริษัทต่างมารวมตัวกันที่นี่เพื่อรับชมผลการประเมินของผู้ชมร่ววมกัน
“บ็อกซ์ออฟฟิศวันแรกออกแล้วหรือยัง?”
เจฟฟ์ โรบินอฟเหลือบดูข้อมูลแล้วถามออกมาตรงๆ
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆรีบหยิบแผ่นข้อมูลในมือของเขาออกมาแล้วพูดว่า
“หนังเรื่องนี้ออกฉายบนโรงภาพยนตร์หนึ่งพันแห่งบนโรงฉายทั้งหมดสี่พันโรงและทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศในวันแรกมากกว่า 10 ล้านเหรียญ”
“รายละเอียดคือ 10.82 ล้าน”
ผู้บริหารที่ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้และยังไม่รู้รายละเอียดของหนังจึงได้มองดูต้นทุนการผลิตและการประชาสัมพันธ์ก่อน
จากนั้นพวกเขาก็พบว่ามันน่าเหลือเชื่อมาก
“ท่าประธานโรบินอฟ ตามสถานการณ์นี้ก็จะเป็นอย่างที่ผู้กำกับเควินมั่นใจว่าจะคืนทุนได้ภายในสองวันสินะครับ”
ผู้บริหารคนอื่นๆเองก็แสดงความสุขออกมาเช่นกัน
“ใช่แล้ว!”
"ผู้กำกับสตีฟ เควินอายุเพียง 24 ปีและมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด"
"ในภาพยนตร์สองเรื่องแรกของเขา เขาสามารถทำหนังที่ลงทุนเพียงเล็กน้อยแต่ได้กำไรมหาศาล และนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลให้กับนิวไลน์ซินีม่าแบะพวกเราเอง"
แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องแรกอย่างSaw(เกมต่อตาย ตัดเป็น)จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวอร์เนอร์ แต่ผู้จัดจำหน่ายในต่างประเทศที่นิวไลน์เลือกจะร่วมมือด้วยก็คือวอร์เนอร์ของพวกเรา
ผ่านการจำหน่ายในต่างประเทศ วอร์เนอร์ยังได้รับกำไรบางส่วนด้วย
นี่คือสาเหตุที่วอร์เนอร์ตัดสินใจติดต่อเควินเพื่อร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่องที่สองของเขา
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของภาพยนตร์ 2 เรื่องติดต่อกันน่าจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงของสตีฟ เควินในวงการได้อย่างมาก
เกรงว่าเควินจะมีนักลงทุนจำนวนมากมายเข้ามาหาเขาสำหรับภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขา
วอร์เนอร์บราเธอส์จะต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเควินไว้
ผู้กำกับชื่อดังที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องยังมีบทบาทสำคัญมากสำหรับบริษัทภาพยนตร์ขนาดใหญ่ด้วย
แต่จะทำยังไงเพื่อจะชนะใจผู้กำกับเควินได้ยังต้องพิจารณากันต่อไป
“เราจะคุยเรื่องเควินกันทีหลัง พวกคุณอ่านข้อมูลที่มีอยู่แล้วหรือยัง?”
"อ่านเรียบร้อยแล้วครับ"
ทุกคนพยักหน้า
จากนั้นโรบินอฟก็พูดต่อ “ตามข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่าGet Out(ลวงร่างจิตหลอน)ยังมีศักยภาพอีกมากที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะภายใต้อิทธิพลของเหตุจลาจลที่ลอสแองเจลิส คนผิวสีเต็มไปด้วยความเคียดแค้นต่อคนผิวขาวในเวลานี้”
“การปราบปรามของกองทัพทำให้การจลาจลยุติลงได้ แต่พวกเขายังไม่มีที่ให้ระบายอารมณ์”
“หนังเรื่องนี้ปรากฏขึ้นในเวลาที่เหมาะสม หลักฐานก็คือคำวิจารณ์เชิงบวกจากคนผิวสีหลายๆคนที่มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้”