- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 33 ความตื่นเต้นของผู้ชม
ตอนที่ 33 ความตื่นเต้นของผู้ชม
ตอนที่ 33 ความตื่นเต้นของผู้ชม
ฉากนี้สะกิดใจผู้ชมทันที
"ไอ้ตำรวจเวร เขาไม่ได้ทำอะไรเลย ไปสอบสวนเขาทำไมวะ?"
“ฆ่าแม่งซะ มันไม่ควรจะมีชีวิตอยู่!”
……………..
แม้จะมีการพูดคำหยาบคายออกมาอยู่บ่อยครั้ง แต่คนที่มาชมภาพยนตร์คนอื่นๆก็ไม่ได้ติดใจอะไร แถมพวกเขายังรู้สึกสนุกไปด้วย
ภาพยนตร์ที่เร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมได้ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
ภาษาที่หยาบคายของผู้ชมผิวสีถือเป็นการสนับสนุนภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดีที่สุด
จากนั้น คนขับรถอย่างโรสก็ลงจากรถและห้ามไม่ให้ตำรวจแตะต้องแฟนหนุ่มของเธอ ฉากนี้สร้างความประทับใจให้กับเหล่าผู้ชมทุกคนทันที
“โรสสมบูรณ์แบบมาก ฉันอยากมีแฟนแบบเธอบ้างจัง”
"ใช่แล้ว เมื่อเทียบกับไอ้สารเลวพวกนั้น โรสน่ารักและสวยมาก"
ใบหน้าที่สวยงามของโจลี่ช่วยให้ตัวละครโรสได้รับความนิยมอย่างมาก
ความรักที่โรสมีต่อคริสถูกแสดงออกมาล้นจอภาพยนตร์ในขณะนี้ ทำให้เหล่าคนดูอิจฉาไปตามๆกัน
ในเวลานั้น ไม่มีใครจำได้แล้วว่าหนังเรื่องนี้คือภาพยนตร์ระทึกขวัญ
รถยังคงขับต่อไปจนมาถึงเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง
หลังจากพบพ่อแม่ของโรสแล้ว ในที่สุดคริสก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ พ่อแม่ของเธอไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อเขาเลย แต่พวกเขากลับกระตือรือร้นต่อเขาอย่างมาก มากกว่าที่เขาคาดคิดด้วยซ้ำ
พ่อของโรสพาคริสไปเยี่ยมชมประวัติศาสตร์การพัฒนาของครอบครัวเขาและพาเยี่ยมชมสนามหญ้าในสวนหลังบ้านอย่างกระตือรือร้น
ที่นั่น เขาได้เจอกับแม่บ้านผิวดำที่มีรอยยิ้มแปลกๆและคนสวนหนุ่มผิวดำที่มีสีหน้าแข็งทื่อ ทำให้คริสรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
จากนั้นก็ถึงเวลาทานอาหารกลางวัน และคริสก็ได้พูดคุยกับโรสและครอบครัวของเธอระหว่างมื้ออาหาร
แม่ของโรสใช้ช้อนเคาะแก้วจนเกิดเสียงดังออกมา
ทันใดนั้น คริสก็รู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน และก็เริ่มเคาะโต๊ะ เป็นสัญญาณว่าเขากำลังเสี้ยนบุหรี่จัด
พ่อของโรสพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่าการสูบบุหรี่ไม่ใช่พฤติกรรมที่ดี และภรรยาของเขาก็เป็นนักสะกดจิตที่เก่งมาก เขาแนะนำว่าคริสสามารถลองให้ภรรยาของเขาสะกดจิตเพื่อทำให้ขาดจากบุหรี่ได้อย่างถาวรได้
คริสปฏิเสธ แม่บ้านผิวดำและคนสวนผิวดำที่อยู่ตรงหน้าเขาทำให้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เพราะงั้น ความช่วยเหลือที่ถูกเสนอมาอย่างกระทันหันนี้จึงทำให้คริสรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ขณะนั้นเอง แม่บ้านผิวดำก็นำอาหารมาให้และยิ้มให้คริส
รอยยิ้มที่ปกติสามารถทำให้คนเรารู้สึกดีและมีความสุขได้
แต่รอยยิ้มของแม่บ้านผิวดำคนนี้กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกหวาดกลัว มันไม่ใช่รอยยิ้มที่คนปกติควรจะมี
ตกกลางคืน
คริสนอนบนเตียงโดยคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นทำให้เขาพลิกตัวไปมาและนอนไม่หลับ ในที่สุด เขาก็ลุกขึ้นยืน จุดบุหรี่ เดินออกไปที่ประตูแล้วเริ่มสูบบุหรี่
จู่ๆ ชายคนสวนผิวดำท่าทางประหลาดก็วิ่งมาหาเขาจากระยะไกล ก่อนที่คริสจะทันตั้งตัว ชายคนสวนผิวดำท่าทางประหลาดก็วิ่งผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว
คริสส่ายหัวด้วยความประหลาดใจและกำลังจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่เมื่อหันกลับไปเขาก็เห็นแม่บ้านคนเดิมที่ดูแปลกประหลาดยิ่งกว่าคนสวนเสียอีก เธอปรากฏตัวที่หน้าต่างและยิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นดูแปลกประหลาดมาก ไม่เหมือนรอยยิ้มของคนปกติจริงๆ
……………..
สำหรับคนอเมริกา ภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงบรรยากาศที่่น่ากลัวและน่าขนลุกแบบนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกสยองมากกว่าภาพยนตร์ที่มีผีหรือเลือดสาดเสียอีก
ผู้ชมที่ไม่เคยชมภาพยนตร์สยองขวัญแนวจิตวิทยามาก่อน ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวกันหมด
เพื่อปกปิดความจริงว่ากำลังกลัว เหล่าผู้คนต่างก็เริ่มสบถคำหยาบออกมา
อย่างไรก็ตาม แต่มันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อเนื้อเรื่องที่ยังดำเนินต่อไป
คริสยิ่งคิดมากกว่าเดิมว่ามัรู้สึกแปลกประหลาด เขาจึงตัดสินใจจะกลับห้องของเขาอย่างเด็ดขาด
แต่ทันทีที่เขาเข้าไปในบ้าน แม่ของแฟนสาวเขาก็ปรากฏตัวขึ้นและเรียกเขา
ผู้หญิงคนนี้บอกกับคริสว่าเทคนิคการสะกดจิตของเธอเป็นความสามารถพิเศษที่ต้องใช้สมาธิเป็นพิเศษ หลังจากอธิบายจบ หญิงคนนั้นก็ถามคริสโดยตรงเกี่ยวกับแม่ของเขา
คริสไม่ต้องการตอบคำถามนี้ แต่เมื่อเขาเห็นผู้หญิงคนนั้นใช้ช้อนแตะแก้วในมือของเธอเบาๆ เหมือนกับที่เธอเคยทำที่โต๊ะอาหาร
นั่นทำให้คริสถูกสะกดจิตและริเริ่มที่จะเล่าเกี่ยวกับแม่ของเขา
“โอ้พระเจ้า เธอต้องการจะทำอะไรกันแน่ เทพธิดาโรสของฉันมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้รึเปล่า?”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คนดี Get Out(ลวงร่างจิตหลอน)เป็นหนังระทึกขวัญ”
…………….
ฉากนี้ในภาพยนตร์ทำให้เกิดการพูดคุยในหมู่ผู้ชมทันที
บนหน้าจอ คริสรู้สึกราวกับว่าเขากำลังตกลงไปในหลุมดำ และไม่สามารถขยับตัวได้เลย
จากนั้นฉากก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เป็นเช้าวันรุ่งขึ้นแล้ว
คริสพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงอย่างปลอดภัย ทันใดนั้น เขาก็เริ่มตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าเมื่อวานเขาแค่ละเมอ มันไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ
คริสลุกขึ้นยืนด้วยความสับสนเล็กน้อย
ครอบครัวของโรสจัดงานเลี้ยงต้อนรับคริส
ชาวเมืองต่างขับรถมาที่บ้านของโรสทีละคน พวกเขาโอบกอดชายคนสวนผิวสีอย่างอบอุ่น ซึ่งทำให้คริสสัมผัสได้ถึงความสวยงามของเมืองนี้ พวกเขาไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวสีเลยจริงๆ
สิ่งที่แปลกเพียงอย่างเดียวคือผู้เข้าร่วมงานปาร์ตี้ครั้งนี้ล้วนเป็นผู้สูงอายุ
พวกเขาทั้งหมดต่างยกย่องความแข็งแกร่งทางร่างกายของคริส และมองดูคริสด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา ริษยา และความโลภ และบางคนถึงกับสัมผัสลูบไล้ร่างกายของคริสโดยตรงด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้ทำให้คริสรู้สึกถึงความแปลกประหลาดของเมืองนี้
โรสพาคริสไปทำความรู้จักกับผู้สูงอายุเหล่านี้ทีละคน ผู้สูงอายุเหล่านี้มีความกระตือรือร้นมากกว่าที่คริสจะจินตนาการได้ จากคำพูดของพวกเขา เหมือนพวกเขากำลังยกย่องคนผิวสีอยู่
ทั้งหมดนี้ทำให้คริสรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่แตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ในที่สุด คริสที่รู้สึกกระวนกระวายก็เห็นชายผิวดำคนหนึ่งในงานปาร์ตี้ เขาเดินไปหาชายคนนั้นและทักทายอย่างกระตือรือร้น แต่กลับได้รับคำตอบที่ค่อนข้างเฉยชา พฤติกรรมของอีกฝ่ายดูไม่เหมือนชายหนุ่มผิวสีเลย
เหมือนพวกคนแก่มากกว่า
ทันใดนั้น ภรรยาของชายผิวดำคนนั้นก็เดินเข้ามา เธอเป็นหญิงชราผิวขาวที่ดูแก่กว่าชายผิวดำคนนั้นหลายสิบปี
คริสเหยียดหมัดออกไปและต้องการที่จะชนมันกับอีกฝ่าย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทักทายกันของคนผิวสี
แต่คนดำกลับยื่นมือออกมาและจับหมัดของเขาแทนซึ่งทำให้คริสรู้สึกสับสน
ต่อมาเขาก็พบว่ากล้องที่เขากำลังชาร์จไว้นั้นถูกถอดออกมาโดยแม่บ้าผิวสี
เขาได้พูดคุยกับโรสเรื่องนี้ สักพักโรสก็ออกจากห้องไป
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง แม่บ้านผิวสีก็เข้ามาพูดขอโทษกับสิ่งที่เธอทำ แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ แม่บ้านผิวสีกำลังมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็มีน้ำตาไหลออกมาจากตาของเธอ
ฉากนี้แปลกมากจนคริสรู้สึกไม่สบายใจและอยากลงไปข้างล่างเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์
แต่เขาเห็นชายคนผิวดำที่เขาเจอก่อนหน้านี้กำลังคุยโวกับคนผิวขาวอยู่ คริสจึงหยิบกล้องที่ชาร์จไว้แล้วออกมาและเตรียมที่จะถ่ายภาพฉากนี้ไว้ แต่แสงแฟลชกลับสว่างวาบขึ้นมา ทำให้คริสรู้สึกเขินอายเล็กน้อย