- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาเป็นผู้กำกับสุดเจ๋งในฮอลลีวูด
- ตอนที่ 30 วางแผนล่วงหน้าสำหรับมาร์เวล
ตอนที่ 30 วางแผนล่วงหน้าสำหรับมาร์เวล
ตอนที่ 30 วางแผนล่วงหน้าสำหรับมาร์เวล
ยังมีเรื่องของการจัดตารางเวลาด้วย
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของผู้ชมที่เป็นคนผิวสีทำให้พวกเราประเมินได้อย่างคร่าวๆว่าหนังเรื่องนี้มีศักยภาพที่จะทำเงินได้มาก
เป็นหนังทุนสร้าง 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หากทำรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศได้ถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐก็คือว่ากำไรแล้ว แน่นอนว่าถ้ารวมค่าการโปรโมตและการตลาดเข้าไปด้วย บ็อกซ์ออฟฟิศสูงสุด 20 ล้านเหรียญสหรัฐก็ไม่ถือว่าขาดทุน
นอกจากนี้ยังมีรายได้จากดีวีดี และช่องลิขสิทธิ์อื่นๆก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมได้เช่นกัน
และหากพิจารณาจากคุณภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่พวกเขาเคยสัมผัสด้วยตัวเองมาแล้ว พวกเขารับรองได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน 100% ตราบใดที่ภาพยนตร์มีกำหนดฉายที่ดีและมีการฉายในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่จำนวนมาก
เจฟฟ์ โรบินอฟมาหาเควินพร้อมกับรอยยิ้ม
"ขอแสดงความยินดี คุณได้ผลิตผลงานที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง"
เชย์ก็เข้ามาและพูดว่า “ผู้กำกับเควิน รายได้รวมของหนังเรื่อง Saw(เกมต่อตาย ตัดเป็น) ได้ประกาศออกมาแล้ว เรามาเคลียร์บัญชีกันวันนี้เลยดีไหม?”
คุณภาพของหนังเรื่องใหม่ของเควินได้รับการยอมรับจากการตรวจสอบภายในวันนี้แล้ว ในกรณีนี้ เควินซึ่งสามารถสร้างหนังคุณภาพสูงได้อย่างต่อเนื่องย่อมมีสถานะที่แตกต่างออกไปในสายตาของพวกเขา
โดยปกติแล้ว หากส่วนแบ่งรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศของภาพยนตร์เรื่องหนึ่งสามารถเคลียร์กันได้ภายในหนึ่งปีหลังจากภาพยนตร์ออกจากโรงไปแล้ว นั่นหมายความว่าบริษัทภาพยนตร์ไม่มีความตั้งใจที่จะโกงพวกเขา (บางครั้งบริาัทภาพยนตร์ก็ไม่ได้คิดที่จะมอบส่วนแบ่งตามสัญญาไว้แล้วยื้อไปเรื่อยๆ เพราะโดยปกติเขาจะไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอนเอาไว้ว่าต้องชำระส่วนแบ่งภายในกี่เดือนอะไรแบบนี้)
ในส่วนของเควิน เพียงสามเดือนหลังจากภาพยนตร์ออกจากโรง บริษัทนิวไลน์ซินีม่าก็ได้ริเริ่มที่จะแบ่งรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศให้กับเขาแล้ว
ต้องบอกว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทนิวไลน์ซินีม่าให้ความสำคัญกับเขามากแค่ไหน
นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่านิวไลน์ซินีม่าอยากจะร่วมมือกับเขาต่อไป
เมื่อเผชิญกับความปรารถนาดีของนิวไลน์ซินีม่า เควินก็จะไม่ปฏิเสธเป็นธรรมดา
ภาพยนตร์เรื่อง Saw(เกมต่อตาย ตัดเป็น) เข้าฉายในอเมริกาเหนือมาเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ซึ่งหมายถึงรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกก็ออกมาแล้วเช่นกัน โดยรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกของ Saw อยู่ที่ 166 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนแบ่งรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศ 5% คิดเป็นเงินราว 8 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมาก แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้มากพอที่นิวไลน์จะโกงเขา
ด้วยความสามารถของเควิน การร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้พวกเขาสร้างรายได้นับล้านได้
ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงแต่จะไม่มีการยื้อการชำระส่วนแบ่งใดๆ แต่เงินยังถูกฝากเข้าบัญชีของเขาอย่างรวดเร็วอีกด้วย
หลังจากได้รับเงินส่วนแบ่งจากนิวไลน์ซินีม่าแล้ว เควินก็ยังคงยุ่งมากในช่วงหลายวันต่อมา ตามคำยืนกรานของเควิน ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงจะได้ออกฉายในวันแรงงาน
หลังจากการตรวจสอบแล้วก็พบว่าไม่มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องใดออกฉายในเวลานี้
หรือบางทีอาจจะมี แต่ถึงเวลานั้น แต่ละเรื่องก็ใกล้จะถูกนำออกจากโรงแล้ว และโรงภาพยนตร์ก็ค่อยๆลดจำนวนการฉายของหนังเรื่องนั้นๆลง
อเมริกาเหนือมีโรงภาพยนตร์มากกว่า 2,000 แห่ง แบ่งเป็นโรงฉาย 20,000 โรง
เมื่อ Saw(เกมต่อตาย ตัดเป็น) ออกฉายครั้งแรก มันถูกกำหนดให้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ 800 แห่ง ซึ่งถือว่าไม่มากไม่น้อย
แต่ก็มีการปรับตารางฉายต่ออันเนื่องมาจากชื่อเสียงที่มากขึ้นของ Saw
แต่เหตุผลหลักที่สามารถเพิ่มจำนวนโรงที่ฉายได้ ก็เนื่องมาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์และภาพยนตร์ภาคต่อต่างๆที่ออกฉายในตอนนั้นค่อยๆทยอยออกจากโรงไปเรื่อยๆ
เมื่อบนภูเขาไม่มีเสือ ลิงอย่าง Saw ก็จะกลายเป็นราชา
แน่นอนว่าความพยายามของนิวไลน์ซินีม่าเองก็มีส่วนด้วยเช่นกัน
ไม่ใช่ว่าบริษัทภาพยนตร์ทุกแห่งจะสามารถส่งภาพยนตร์ออกฉายในโรงภาพยนตร์หลายแห่งพร้อมกันได้ แต่การยิ่งมีช่องทางการจัดจำหน่ายมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงถึงสถานะของบริษัทนั้นๆได้มากขึ้นเท่านั้น
สำหรับบริษัทห้ายักษ์ใหญ่ในฮอลลีวูด ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างพวกเขากับบริษัทภาพยนตร์อื่นๆคือช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ แน่นอนว่าโรงภาพยนตร์ที่พวกเขามีเองก็เป็นข้อได้เปรียบเช่นกัน
บริษัทห้ายักษ์ใหญ่มีช่องทางการจัดจำหน่ายในต่างประเทศอย่างครบวงจร หากภาพยนตร์เรื่องใดประสบความสำเร็จอย่างมากในอเมริกาเหนือและต้องการทำกำไรในต่างประเทศ การร่วมมือกับบริษัทเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
หากไม่เช่นนั้น คุณก็จะสามารถทำรายได้แค่ในอเมริกาเหนือเท่านั้น
นี้คือสาเหตุว่าทำไมห้าบริษัทเหล่านั้นถึงถูกเรียกว่าห้ายักษ์ใหญ่
………….
“การฉายรอบสื่อเรื่อง Get Out(ลวงร่างจิตหลอน) จะจัดขึ้นในอีกสามวันใช่ไหม?”
ใบหน้าของฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์เปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้รับข่าว เขายังคงจำได้อย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานปาร์ตี้ที่เบเวอร์ลีฮิลส์
สตีฟ เควินเป็นคนแรกที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมากนับตั้งแต่ก่อตั้งมิราแม็กซ์ขึ้นมา
เขาลูบคางของเขา ยืนอยู่บนตึกสูงของบริษัท และมองออกไปผ่านกระจก
ฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์กำลังคิดที่จะวางอุปสรรคบางอย่างเพื่อขวางทางสตีฟ เควิน
อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ไม่ควรภูมิใจต่อหน้าเขามากขนาดนั้น ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ง่ายๆ โดยไม่ต้องจ่ายราคาใดๆ
แต่สำหรับรายละเอียดที่เจาะจงนั้น ยังคงต้องรอชมผลตอบรับของนักวิจารณ์ก่อนแล้วจึงค่อยหาประเด็นเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาพยนตร์นี้
เมื่อคิดได้แบบนี้แล้วฮาร์วีย์ ไวน์สไตน์ก็รู้สึกสบายใจ เนื่องจากเขารู้จักนักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายคน
………………
สามวันต่อมา ที่สำนักงานใหญ่ของวอร์เนอร์บราเธอส์
คนผิวขาววัยกลางคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่งกายเป็นทางการและดูเหมือนชนชั้นสูง เดินเข้าไปในอาคารทีละคน
คนเหล่านี้เป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่งทั่วสหรัฐอเมริกา และแต่ละคนก็มีอิทธิพลต่อการเลือกดูภาพยนตร์ของแฟนภาพยนตร์หลายๆคนด้วยเช่นกัน
มีนักวิจารณ์ภาพยนตร์มากถึงสี่สิบหรือห้าสิบคน และค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์ทั้งหมดก็มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งล้านเหรียญเลยทีเดียว
การลงทุนครั้งนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของวอร์เนอร์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่อง Get Out(ลวงร่างจิตหลอน) แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และการตลาดก็รวมเงินของนิวไลน์ซินีม่าและของมอร์นิ่งสตาร์ฟิล์มด้วย
นอกจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์แล้ว นักข่าวจากสื่อบางสำนักก็ได้รับเชิญด้วย
ขั้นตอนปกติของการฉายภาพยนตร์นั้น โดยทั่วไปจะเริ่มจากการฉายภายในบริษัทก่อน
ใช้เพื่อการประเมินคุณภาพเบื้องต้นของภาพยนตร์
หากคุณภาพของภาพยนตร์ดีเพียงพอ การฉายรอบที่ 2 หรือก็คือรอบสื่อก็จะตามมา โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญที่สามารถช่วยโปรโมตภาพยนตร์ได้
หลังจากตัวอย่างภาพยนตร์เริ่มได้รับชื่อเสียงที่ดี
ขั้นตอนสุดท้ายคือการฉายรอบปฐมทัศน์ และถือเป็นการฉายอย่างเป็นทางการ
เควินไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการฉายรอบนี้ เพราะยังไงก็มีคนจากสองบริษัทจัดการให้อยู่แล้ว
ตอนนี้เควินมาถึงสำนักงานใหญ่ของสำนักพิมพ์หนังสือการ์ตูนแห่งหนึ่ง
………….
เมื่อโรนัลด์ เพเรลแมน(Ronald Perelman) เจ้าของมาร์เวลในปัจจุบันได้ยินว่ามีผู้กำกับชื่อดังมาขอเข้าพบ เขาก็ตกลงด้วยความอยากรู้อยากเห็นในทันที
ภายในห้องทำงานของบอสใหญ่แห่งมาร์เวล คอมมิคส์
เขามีหัวล้าน สวมสูทแบบมาตรฐานและสูบซิการ์ ความประทับใจแรกของเควินคือชายที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นชายร่ำรวยที่ประสบความสำเร็จมาก
ตามความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นนั่นแหละ
โรนัลด์ เพเรลแมน ผู้มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะติดอันดับที่ 103 ในรายชื่อมหาเศรษฐีของนิตยสารฟอร์บส์
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนร่ำรวยในระดับนี้อยู่คนละระดับกับเขาเลย
เขาเข้าซื้อหุ่นของมาร์เวลคอมมิคส์ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน หลังจากดำเนินกิจการมาสองปี ในที่สุดเขาก็สามารถเข้าซื้อกิจการมาร์เวลคอมมิคส์ได้สำเร็จ